โค้งสุดท้ายปี 65 จับตาจุดเปลี่ยนหนุนเศรษฐกิจไทยฟื้นตัว

เข้าสู่ช่วงเดือน ต.ค.ในปีนี้ถือว่าเป็นการเริ่มต้นปีงบประมาณใหม่ และเป็นช่วงเวลาที่เข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปี 2565 เศรษฐกิจไทยยังคงประคองตัวให้สามารถขยายตัวได้ในระดับ 3% ขณะที่มุมมองของหน่วยงานเศรษฐกิจต่างๆ คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะสามารถขยายตัวได้ในระดับประมาณ 3% หรือมากกว่า 3% เล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาโดยภาคการท่องเที่ยวยังเป็นเครื่องยนต์หลักในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้หลังจากที่มีการผ่อนคลายมาตรการ และยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อควบคุมโควิด-19 ซึ่งทำให้เศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีได้อานิสงค์ ประกอบกับการเข้าสู่ช่วงไฮต์ซีซั่นทางด้านการท่องเที่ยวช่วยหนุนให้เศรษฐกิจไทยช่วงปลายปีสดใสมากขึ้น
ธนาคารโลกปรับจีดีพีไทยเพิ่มชี้ท่องเที่ยวหนุน
นอกจากหน่วยงานที่ติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในประเทศจะมีมุมมองที่บวกต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น หน่วยงานเศรษฐกิจระดับโลกอย่างธนาคารโลก (World Bank) ก็ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจไทย ปี 2565 โดยคาดว่าจะขยายตัวได้ 3.1% สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ในเดือนมิถุนายนที่ 2.9%
โดยธนาคารโลกมองว่าเศรษฐกิจไทยได้ปัจจัยหนุนจากการบริโภคและการส่งออกของภาคเอกชน แม้ว่าการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่คาดการณ์ไว้ในปี 2566 จะกดดันความต้องการส่งออก แต่การผ่อนคลายของการระบาดใหญ่ของโควิด-19 จะสนับสนุนการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว และคาดว่าประเทศไทยจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเยือน 8-10 ล้านคนในปีนี้
อย่างไรก็ตามธนาคารโลกมองว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2566 อาจจะไม่ได้ขยายตัวสูงถึง 4.3% เหมือนที่คาดการณ์ไว้ในครั้งก่อนเนื่องจากความไม่แน่นอนในภาวะเศรษฐกิจโลกรวมถึงเศรษฐกิจจีนจึงปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2566 ลงเหลือ 4.1%
จับตาความเสี่ยงเศรษฐกิจจีน
นอกจากนี้ธนาคารโลกก็ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออก-แปซิฟิกลงเหลือ 3.2% โดยสาเหตุหลักมาจากเศรษฐกิจจีนชะลอตัวลงมาก โดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจีนในปีนี้จะเติบโตต่ำที่สุดในรอบหลายปี โดยจะขยายตัวได้เพียง 3.2% จากเดิมที่คาดการณ์ว่าจะขยายตัวได้ 5% ซึ่งถือเป็นการปรับลดคาดการณ์จีดีพีครั้งใหญ่จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ว่าเศรษฐกิจจีนจะเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้สาเหตุหลักมาจากการชะลอตัวอย่างรวดเร็วในจีน ซึ่งเกิดจากกฎเกณฑ์ควบคุมโควิด-19 ที่เข้มงวด ซึ่งส่งผลกระทบต่อการผลิตภาคอุตสาหกรรม การขายในประเทศ และการส่งออกของประเทศอย่างมาก
โดยสัดส่วนของเศรษฐกิจจีนในการคำนวณแนวโน้มเศรษฐกิจของทั้ง 23 ประเทศในภูมิภาคที่ธนาคารโลกใช้ประเมินนั้นถึง 86% ส่วนในปี 2566 ธนาคารโลกคาดว่าเศรษฐกิจจีนจะเริ่มฟื้นตัวขึ้นและเติบโตได้ประมาณ 4.5% ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจคู่ค้าในภูมิภาคนี้รวมถึงเศรษฐกิจไทย
บาทอ่อนช่วยหนุนส่งออก – ท่องเที่ยวแบงก์ชาติไม่แทรกแซง

ปัจจัยหนึ่งที่ต้องจับตาก็คือการอ่อนค่าของค่าเงินบาทเป็นการอ่อนค่าลงไปอยู่ที่ 38 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯต่ำที่สุดในรอบ 16 ปี ซึ่งการอ่อนค่าลงของค่าเงินบาทเป็นทิศทางเดียวกับค่าเงินทั่วโลกที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภายหลังที่นายเจอร์โรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)ระบุว่าเฟดจะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องเพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง โดยการขึ้นดอกเบี้ยครั้งละ 0.75% ต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปีนี้ทำให้ดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯจะขยับขึ้นไปที่ระดับ 4% ประกอบกับความกังวลเรื่องของเศรษฐกิจถดถอยในปีหน้าทำให้ความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯเพิ่มสูงขึ้นมากทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯแข็งค่าขึ้นและไปทำให้เงินสกุลต่างๆอ่อนค่าลง จากการที่สินทรัพย์ในหลายประเทศถูกขายแล้วไปซื้อพันธบัตรสหรัฐฯและเงินดอลลาร์สหรัฐฯอย่างต่อเนื่อง
ท่ามกลางภาวะค่าเงินบาทอ่อนซึ่งกระทบอย่างมากกับผู้นำเข้าสินค้า วัตถุดิบนำเข้าที่จะมีต้นทุนเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันผู้ที่มีรายจ่ายเป็นสกุลเงินต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นบริษัทเอกชนที่มีหนี้ต่างประเทศสูง หรือคนที่ส่งลูก หลาน เรียนหนังสือในต่างประเทศก็จะต้องมีภาระเพิ่มขึ้นเนื่องจากต้องใช้เงินบาทได้แลกเป็นสกุลเงินต่างประเทศในสัดส่วนที่มากขึ้น ซึ่งตรงกันข้ามกับบริษัทที่ทำธุรกิจส่งออกที่มีรายได้เป็นเงินตราต่างประเทศโดยเฉพาะสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯก็จะได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทที่อ่อนค่า ซึ่งในประเทศไทยก็มีธุรกิจที่ได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทอ่อนค่าได้แก่กลุ่มธุรกิจส่งออก และกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว
ทั้งนี้ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าค่อนข้างรวดเร็วทำให้เกิดความคาดหวังว่าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาจะขยับปรับดอกเบี้ยนโยบายของไทยให้เข้าไปใกล้กับดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯมากขึ้นซึ่งตลาดคาดการณ์ว่า กนง.อาจปรับดอกเบี้ยขึ้นรวดเดียว 0.5% เพื่อส่งสัญญาณไม่ให้ค่าเงินบาทอ่อน
กนง.ไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ยแม้บาทอ่อน

อย่างไรก็ตามการประชุม กนง.ครั้งที่ผ่านมาคณะกรรมการ กนง.ทั้ง 7 ท่านมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ปรับเพิ่มดอกเบี้ยนโยบายเพียง 0.25% ต่อปีทำให้ดอกเบี้ยนโยบายของไทยมาอยู่ที่ระดับ 1% ต่อปี ภายหลังจากที่มีการปรับดอกเบี้ยนโนบายเพียง 0.25% ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนลงไปแตะระดับ 38.3 – 38.4 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯตอบรับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่ตลาดมองว่าน้อยเกินไป
ทั้งนี้หากไปพิจารณาดูเหตุผลของ กนง.จะพบว่า กนง.ให้ความสำคัญกับอัตราเงินเฟ้อและพื้นฐานเศรษฐกิจภายในประเทศไทยมากกว่าเรื่องอัตราดอกเบี้ยของเราที่ต่างกับอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ โดย กนง.ระบุว่าในปัจจุบันเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง ตามแรงส่งของภาคท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชนเป็นสำคัญ
ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังอยู่ในระดับสูงจากการส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา
แม้แรงกดดันด้านอุปทานจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์มีแนวโน้มคลี่คลาย เนื่องจากราคาน้ำมันลดลง ดังนั้นในภาพรวมแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อใกล้เคียงกับที่ได้ประเมินไว้ก่อนหน้า
กนง.จึงเห็นว่าการทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายยังเป็นแนวทางการดำเนินนโยบายที่เหมาะสม จึงเห็นควรให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ในการประชุมครั้งนี้
โดย กนง.มีมุมมองว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2565 มีแนวโน้มขยายตัวได้ต่อเนื่องที่ 3.3% และในปี 2566 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเพิ่มเป็น 3.8% ตามแรงส่งของภาคท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชนเป็นสำคัญ โดยภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวได้ดีกว่าคาดจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องโดยในปี 2565 คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาไม่น้อยกว่า 9 ล้านคน และในปีหน้าจะเห็นนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเป็น 20 – 22 ล้านคน อีกทั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังมีความทั่วถึงมากขึ้น ทั้งในมิติของสาขาธุรกิจโดยเฉพาะภาคบริการและในมิติของรายได้ที่เริ่มกระจายตัวดีขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจโลกที่ชะลอลงกว่าคาดส่งผลต่อภาคการส่งออก แต่ไม่ได้กระทบแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในภาพรวมมากนัก
EIC มองเศรษฐกิจไทยโตได้ 3%
ขณะที่หน่วยงานวิเคราะห์วิจัยเศรษฐกิจ Economic Intelligence Center หรือ “EIC” ธนาคารไทยพาณิชย์ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยมีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก การฟื้นตัวของเศรษฐกิจเกิดขึ้นภายใต้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว
EIC ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2565 เป็น 3% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 2.9% ตามการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและภาคบริการ จากการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติและการผ่อนคลายมาตรการเดินทางข้ามพรมแดนทั่วโลก โดยประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาไทยจะเพิ่มเป็น 10.3 ล้านคนในปีนี้ ถือว่ามากพอสมควร หลังจีนมีแนวโน้มเริ่มเปิดประเทศผ่อนคลายการท่องเที่ยวตั้งแต่ปลายปีนี้
อย่างไรก็ตาม EIC ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจในปี 2566 ลงมาที่ 3.7% จากเดิมคาดว่าจะขยายตัวได้ 3.8% โดยการส่งออกจะชะลอตัวมาที่ 2.5% จาก 6.3% ในปีนี้ แม้นักท่องเที่ยวยังเพิ่มขึ้นเป็น 28.3 ล้านคนในปี 2566 และแนวโน้มการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศที่คาดว่าจะเติบโตได้ดีกลับไปใกล้ระดับก่อนเกิดโควิด-19 ในปี 2566 จะส่งผลให้รายได้จากภาคการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวข้อง และการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวต่อเนื่องก็ตามแต่เนื่องจากภาคส่งออกมีส่วนสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยเช่นกันหากภาคการส่งออกในปีหน้าชะลอตัวลงมากก็จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในภาพรวม
นักท่องเที่ยวจีนจ่อเที่ยวไทยช่วยฟื้นเศรษฐกิจ
นักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากตัวเลขรายไตรมาสของปีนี้ที่เพิ่มขึ้นประมาณไตรมาสละ 1 ล้านคน และในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ก็มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้น และคาดว่าในปี 2023 นักท่องเที่ยวจีนมีแนวโน้มกลับมาเดินทางระหว่างประเทศ

โดยคาดว่ารัฐบาลจีนจะเริ่มทยอยผ่อนคลายนโยบาย Zero-Covid ในช่วงปลายปี 2565 และปลดล็อกการเดินทางท่องเที่ยวในปี 2566 ซึ่งคาดว่านักท่องเที่ยวจีนจะเดินทางเข้าไทยในปี 2566 ราว 3.9 ล้านคน เพิ่มขึ้นจาก 0.2 ล้านคนในปี 2565 โดยในปีหน้านักท่องเที่ยวจะมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากปัจจุบันที่ทำให้โรงแรมระดับ 4-5 ดาวที่รับนักท่องเที่ยวจากยุโรป อินเดีย แต่นักท่องเที่ยวจีนที่ทะยอยกลับเข้ามาก็จะกระจายไปยังโรงแรมในระดับอื่นมากขึ้นในระยะต่อไป
เงินเฟ้อไทยยังสูงกว่ากรอบเป้าหมาย
แม้ว่าเงินเฟ้อจะชะลอตัวลงแล้วแต่ยังอยู่ในระดับสูง และลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดย EIC ปรับเพิ่มอัตราเงินเฟ้อไทยในปี 2565 เป็น 6.1% จากเดิม 5.9% และคาดว่าเงินเฟ้อจะทยอยปรับลดลงอย่างช้า ๆ อยู่ที่ 3.2 % ในปี 2566 โดยหากพิจารณาจากเงินเฟ้อแล้วมองไปข้างหน้า เศรษฐกิจไทยยังคงมีความเปราะบางอยู่ บางกลุ่มครัวเรือนและภาคธุรกิจมีความเสี่ยงรายได้โตไม่ทันค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะครัวเรือนรายได้น้อยและธุรกิจขนาดเล็ก
ทั้งนี้ EIC คาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะยังอยู่ในระดับสูงกว่าเป้าหมายในปีหน้าอีกปี ซึ่งจะกดดันกำลังซื้อและการบริโภคในประเทศ รวมถึงกระทบต้นทุนและการลงทุนของธุรกิจเนื่องจากเงินเฟ้อไทยในปีหน้ายังสูงกว่ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 1-3% เล็กน้อยจากราคาพลังงานและอาหารที่ยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง รวมถึงการส่งผ่านต้นทุนของผู้ผลิตไปยังราคาสินค้าในกลุ่มอื่นที่มีมากขึ้น ขณะที่การส่งออกมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก
นอกจากนี้ รัฐบาลมีนโยบายปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเฉลี่ยราว 5% ในปลายปีนี้ ซึ่งยังต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อสะสมนับตั้งแต่มีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำครั้งสุดท้ายในปี 2563 ทำให้แรงงานที่พึ่งพาค่าจ้างขั้นต่ำมีรายได้ที่แท้จริงลดลง ขณะที่ผู้ประกอบการมีต้นทุนค่าจ้างแรงงานสูงขึ้นในปัจจุบัน เนื่องจากแรงงานต่างชาติออกจากประเทศแล้วยังกลับเข้ามาไม่เต็มที่ รวมถึงต้นทุนทางการเงินยังมีแนวโน้มสูงขึ้นจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางทั้งในไทยและประเทศเศรษฐกิจหลัก ยิ่งซ้ำเติมแผลเป็นทางเศรษฐกิจจากวิกฤติ COVID-19 ที่มีอยู่ก่อนแล้ว
ขณะเดียวกันผู้ประกอบการเตรียมทยอยปรับขึ้นราคาสินค้าเพื่อส่งผ่านภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภค เนื่องจากต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นพร้อมกันทั้งต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ ค่าขนส่ง และค่าแรง แต่ระยะเวลาการส่งผ่าน ราคาในแต่ละหมวดสินค้าจะแตกต่างกัน
ทั้งนี้จะเห็นว่าดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป(CPI) และดัชนีราคาผู้ผลิต(PPI) ยังห่างกันอยู่ โดยดัชนี CPI อยู่ที่ระดับ 7% ส่วนดัชนี PPI สูงขึ้น 10.7% ในเดือนสิงหาคม แสดงว่าผู้ผลิตยังไม่ปรับราคา แต่ปัจจุบันรายได้ผู้บริโภคเพิ่มขึ้น จึงมีความเป็นไปได้ที่ผู้ผลิตจะปรับราคาสินค้าขึ้น ทั้งนี้ในช่วง 6 เดือนตั้งแต่ ธันวาคม 2564 ถึง กรกฎาคม 2565 มีผู้ผลิต 116 บริษัท ยื่นขอปรับขึ้นราคาสินค้า 127 ครั้ง รวมทั้งสิ้น 936 รายการ ใน 11 หมวดสินค้า
การบริโภคฟื้นกลุ่มรายได้สูงใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ EIC ยังวิเคราะห์ถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศจากการบริโภคภาคเอกชนที่เป็นอีกปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยตั้งแต่เดือน กุมภาพันธ์ 2563 – มิถุนายน 2565 พบว่าเงินฝากเพิ่มขึ้นถึง 2.5 ล้านล้านบาท และส่วนใหญ่มาจากบัญชีขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นเพียง1.5% ของจำนวนบัญชีเงินฝากทั้งหมด
ซึ่งคนในกลุ่มนี้ถือว่ามีกำลังซื้อมากและไม่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ทั้งนี้จากผลสำรวจ EIC Consumer Survey 2022 บ่งชี้ว่าคนกลุ่มรายได้สูงที่มากกว่า 5 หมื่นบาทต่อเดือน ไม่ได้รับผกระทบจากวิกฤติโควิดและค่าครองชีพ และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญด้านการบริโภค เพราะรายได้เพิ่มขึ้น มีเงินออม และมีการใช้จ่ายมากกว่ากลุ่มอื่นๆเนื่องจากมีรายได้สูงกว่ากลุ่มอื่นๆ