“อีอีซี” ผนึก “หัวเว่ย” ยกระดับไทยฮับดิจิทัลแห่งภูมิภาค

อีอีซี จับมือ หัวเว่ย รุก เทคโนโลยี 5G ตั้งเป้า 3 ปี สร้างทักษะด้านดิจิทัล พัฒนาคนไม่ต่ำกว่า 100,000 คน เพื่อรองรับอุตสาหกรรมในอนาคต ยกระดับไทยสู่ ศูนย์กลางดิจิทัลแห่งภูมิภาค
นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ อีอีซี กล่าวภายหลัง ลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) เรื่อง “การสร้างทรัพยากรมนุษย์ และระบบนิเวศ (Talent ecosystem) รองรับการพัฒนาอุตสาหกรรม ICT สำหรับโลกยุค 5G” ร่วมกับ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ว่า

นับเป็นอีกก้าวสำคัญจากความร่วมมือ ระหว่างสกพอ. และ หัวเว่ย ผ่าน HUAWEI ASEAN Academy ครั้งแรกของไทยในอีอีซี ซึ่งการรวมพลังครั้งยิ่งใหญ่นี้ จะทำให้ไทย ก้าวสู่การเป็นดิจิทัลระดับอาเซียน ยกระดับให้สังคมเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ สกพอ. ได้มอบหมายให้คณะทำงานประสานงานด้านการพัฒนาบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC HDC ) ร่วมกับ หัวเว่ย ดำเนินการฝึกอบรมพัฒนาทักษะด้านดิจิทัล แก่ นักศึกษาและเจ้าหน้าที่ ในภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง โดยในปี 2564 ตั้งเป้าหมายฝึกอบรมบุคลากรด้านดิจิทัล จำนวน 6,000 คน และฝึกอบรมเพิ่มขึ้น 30,000 คน ระยะเวลา 3 ปี (2567)
“การเซ็นเอ็มโอยูครั้งนี้ได้คุยกันมาเป็นปี หัวเว่ยจะมาช่วยพัฒนาบุคลากร ทั้งระดับฝึกอบรมระยะสั้น ระยะปานกลาง และระดับปริญญาตรี ฝึกอบรม ถ่ายทอดความรู้ ซึ่งผู้ที่ผ่านการอบรมจะได้รับใบประกาศนียบัตร เพื่อให้แน่ใจว่าเมื่อจบไปแล้วมีงานทำอย่างแน่นอน”

นอกจากจะมีการฝึกอบรมพัฒนาทักษะด้านดิจิทัล แก่ นักศึกษาและเจ้าหน้าที่ ในภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง แล้วยังจะเปิดอบรมให้ความรู้กับบุคคลทั่วไป และพัฒนาบุคลากรของบริษัทอื่นๆที่เข้ามาลงทุนในไทยไปพร้อมกันด้วย ตั้งเป้าหมายว่าในช่วง 3 ปี จะมีผู้ที่ผ่านการอบรมประมาณ 100,000 คน ซึ่งจะเพียงพอต่อความต้องการ สามารถรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรม
ส่วน Huawei ASEAN Academy จะตั้งอยู่ที่ มหาวิทยาลัยบูรพา เพราะมีความพร้อมทุกด้าน ซึ่งจะมีการอบรมทั้งด้านฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และร่วมกันสร้างให้เขาเป็น Startup หาผู้ร่วมลงทุนใหม่ในโครงการนี้ด้วย ซึ่งประเทศไทยได้เปิด Huawei ASEAN Academy ต่อจากมาเลเซียและอินโดนีเซีย แต่ของไทยได้ให้ความสำคัญถึงการพัฒนาบุคลากรตรงความต้องการ (Demand Driven) คู่ไปกับการเพิ่มทักษะ 5G ในอีอีซี เพื่อยกระดับอุตสาหกรรม 4.0 ซึ่งในอนาคตจะขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆทั่วประเทศ โดยใช้ Huawei Academy ที่อีอีซี เป็นต้นแบบ

นายคณิศ กล่าวว่า ในช่วง 2 ปี ข้างหน้า เทคโนโลยี 5จี จะเป็นการนำไปใช้ในระบบอุตสาหกรรม และระบบการผลิตเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็น ระบบออโตเมชั่น หรือ หุ่นยนต์ จะใช้ 5 จี ทั้งหมด ซึ่งทางวงการแพทย์ก็ได้มีการทดลองนำเทคโนโลยี 5G มาใช้ในการผ่าตัดคนไข้ เช่น ที่ รพ.ศิริราช ได้ทำการทดลองทดสอบใช้ 5 จี ในการผ่าตัดทางไกล คนใข้อยู่ที่ศิริราช คนผ่าตัดอยู่ที่มหิดล เป็นต้น
อย่างไรก็ดี ระยะแรกช่วง 1-2 ปี จะมีการผลักดัน อุตสาหกรรมที่อยู่ในอีอีซี ฝ่ายบริการ ที่เป็นโรงแรม และโรงเรียน มาใช้ 5 จี ให้มากขึ้น เพราะว่าได้รับการพิสูจน์แล้วว่าการนำ 5 จีมาใช้สามารถ ลดต้นทุนการผลิตในอุตสาหกรรมได้ ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ และหลังจากมีการเก็บข้อมูลเพิ่มมากขึ้น ก็จะเกิดธุรกิจเรื่องการเก็บข้อมูล การทำเดต้า เกิดขึ้น ซึ่งปัจจุบันในพื้นที่ อีอีซี มีโรงงานประมาณ 10,000 แห่ง โรงแรม 300 แห่ง หลังจากบ้านฉาง 5 จี เสร็จ ก็เตรียมจะหารือกับนิคมอุตสาหกรรมเพื่อดึงภาคอุตสาหกรรมมาใช้ 5 จี ต่อไป
“ปัญหาของเราคือ เดต้าไม่ได้อยู่ในประเทศ ทำมาหากินไม่ได้ พอมี 5 จี เทคโนโลยีเปลี่ยน เราก็ถือโอกาสทำเทคโนโลยีที่เปลี่ยนเพื่อสร้างรายได้ สร้างงานใหม่ ในขณะเดียวกันคนที่มาต้องมีความรู้ ก็คือสิ่งที่มาเซ็นเอ็มโอยูในวันนี้” นายคณิศ กล่าว