ไทย–สหรัฐฯ จ่อเซ็นข้อตกลง พ.ย.นี้ “ทรัมป์” เชิญนายกฯ พร้อม FTA ไทย–UAE
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเจรจาภาษีและการค้ากับสหรัฐอเมริกาว่า ภาพรวมยังคงดำเนินไปตามกระบวนการหลังจากที่มีการตกลงในหลักการร่วมกันแล้ว
โดยนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ส่งหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีของไทย เพื่อแสดงความประสงค์ที่จะเข้าพบหารืออีกครั้ง และตั้งเป้าที่จะลงนามข้อตกลงร่วมกันในช่วงการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน (ASEAN Summit) ณ ประเทศฟิลิปปินส์ ในเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งขณะนี้คณะทำงานของทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างการหารือในรายละเอียดปลีกย่อยและข้อกฎหมาย
นอกจากนี้ นางศุภจียังได้เปิดเผยถึงผลการหารือร่วมกับนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ว่า ประเทศไทยและ UAE ได้บรรลุข้อตกลงการเจรจาภาษีและการค้าเสรี (FTA) เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็น FTA ฉบับแรกที่ไทยจัดทำกับประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง
สำหรับการเจรจา FTA ไทย–UAE ดังกล่าว ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2566 โดยขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการตรวจพิจารณาข้อบททางกฎหมาย (Legal Scrutiny) คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2–3 เดือน และจะสามารถลงนามข้อตกลงอย่างเป็นทางการได้ในช่วงต้นปีหน้า
ซึ่งข้อตกลงนี้จะช่วยขยายโอกาสการส่งออกสินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภคของไทยไปยัง UAE จากเดิมที่ไทยเน้นการนำเข้าพลังงานเป็นหลัก คาดการณ์ว่าจะช่วยเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันได้ราว 10,000–12,000 ล้านบาท
สร้างประโยชน์โดยตรงต่อเกษตรกรและผู้ประกอบการ SME Thai ขณะเดียวกันทาง UAE ยังให้ความสนใจเข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มเติมในสาขาพลังงาน การแปรรูปอาหาร ศูนย์ข้อมูล (Data Center) รวมถึงการเปิดแพลตฟอร์มช่วยกระจายสินค้า SME ของไทยใน UAE อีกด้วย
ส่วนกรณีมีกระแสข่าวเรื่องการเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีนั้น รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ระบุว่า ยังไม่เห็นรายชื่อผู้ถูกอภิปราย แต่มองว่าเป็นเรื่องปกติในระบบสภาที่ไม่เกินความคาดหมาย
โดยเป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านในการตรวจสอบ และเป็นหน้าที่ของรัฐบาลในการชี้แจง ซึ่งรัฐบาลยินดีเพราะถือเป็นโอกาสอันดีที่จะได้อธิบายผลงานและการบริหารงานเศรษฐกิจให้ประชาชนได้รับทราบอย่างชัดเจน
สำหรับลุ่มน้ำเจ้าพระยา สถานการณ์เริ่มมีสัญญาณดีขึ้น หลังปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบนลดลงต่อเนื่อง ล่าสุดวันนี้ (8 ตุลาคม 2569) เวลา 14.00 น. ที่สถานี C.2 จังหวัดนครสวรรค์ มีน้ำไหลผ่าน 2,016 ลบ.ม./วินาที ทำให้กรมชลประทานสามารถทยอยลดการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท ได้อีกครั้ง โดยเริ่มตั้งแต่เวลา 16.00 น. วันนี้ จากเดิม 2,350 ลบ.ม./วินาที ทยอยลดลงเหลือ 2,300 ลบ.ม./วินาที ภายในเวลา 21.00 น. และจะคงอัตราดังกล่าวต่อเนื่องตามแผน ซึ่งจะช่วยลดปริมาณน้ำที่ไหลลงสู่พื้นที่ท้ายเขื่อน แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์ฝนและน้ำเหนืออย่างใกล้ชิด
ด้านภาคตะวันออก กรมชลประทานเร่งเพิ่มกำลังระบายน้ำในแม่น้ำบางปะกง เพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรีและฉะเชิงเทรา โดยติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำแล้ว 35 เครื่อง แบ่งเป็นจังหวัดฉะเชิงเทรา 26 เครื่อง และชลบุรี 9 เครื่อง พร้อมเตรียมติดตั้งเพิ่มอีก 40 เครื่อง บริเวณสะพานพระยาศรีสุนทรโวหาร อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา รวมถึงประสานกองทัพเรือเตรียมจุดติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำเพิ่มเติมหากจำเป็น ขณะเดียวกัน ยังเตรียมเครื่องสูบน้ำ 16 เครื่อง และเครื่องสูบน้ำไฟฟ้าอีก 39 เครื่อง ครอบคลุม 8 จังหวัดภาคตะวันออก เพื่อให้สามารถเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ได้ทันทีหากฝนตกหนัก
ส่วนพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และลุ่มน้ำสำคัญ กรมชลประทานได้เพิ่มกำลังสูบน้ำที่สถานีปากคลองรังสิตและสถานีจุฬาลงกรณ์ รวมอีก 16.5 ลบ.ม./วินาที เพื่อช่วยเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ พร้อมติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำในลุ่มน้ำท่าจีน 8 เครื่อง และลุ่มน้ำแม่กลอง 12 เครื่อง รวม 20 เครื่อง เพื่อช่วยให้น้ำไหลออกสู่ทะเลได้เร็วขึ้น ลดปัญหาน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำ โดยยังคงติดตามระดับน้ำในแม่น้ำสายหลักอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ภาคใต้ ได้เตรียมพร้อมรับฝนหนักช่วงวันที่ 9–13 ตุลาคม โดยให้ทุกสำนักงานชลประทานในพื้นที่ตรวจสอบทางระบายน้ำ ประตูระบายน้ำ เครื่องสูบน้ำ และเครื่องจักรให้พร้อมใช้งาน เตรียมเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือประชาชน โดยเน้นพื้นที่ชุมชนเมือง พื้นที่ลุ่มต่ำ และจุดเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลันหรือน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่ต้องติดตามสถานการณ์ฝนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็ว
กรมชลประทานยืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์น้ำตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมปรับแผนระบายน้ำให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ โดยยึดความปลอดภัยและการลดผลกระทบต่อประชาชนเป็นสำคัญ พร้อมขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงติดตามประกาศแจ้งเตือนจากหน่วยงานราชการอย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย ตามข้อห่วงใยของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
อย่างไรก็ตามหากประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์น้ำและต้องการขอความช่วยเหลือ สามารถประสานมายังศูนย์ฯ เพื่อแจ้งปัญหาและความต้องการในพื้นที่ สามารถแจ้งขอความช่วยเหลือได้ที่ สายด่วนกรมชลประทาน 1460 หรือโทร. 02-583-3495 เพื่อประสานเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและช่วยเหลือโดยเร็วที่สุด
ข่าวที่เกี่ยวข้อง : FTA ไทย-EU เข้าใกล้เส้นชัย เร่งเดินหน้าเจรจาเปิดตลาด มุ่งสรุปผลภายในปีนี้

