“คนต.” ตั้ง 4 อนุกรรมการ เดินหน้าระบบ “ตั๋วร่วม” ทั่วประเทศ ลดภาระค่าโดยสาร
“คนต.” แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 4 ชุด วางกลไกขยายผลการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมครอบคลุมทั้งประเทศ ปรับแผน 5 ปี ให้สอดคล้องกับการดำเนินงานของคณะกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินนโยบายการกำหนดอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้า มุ่งขับเคลื่อน “ตั๋วร่วม” เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วม (คนต.) ครั้งที่ 4/2569 ณ ห้องประชุมคมนาคม อาคารคมนาคม 2 ชั้น 4 กระทรวงคมนาคม โดยมีนายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล ปลัดกระทรวงคมนาคม คณะผู้บริหาร และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม พร้อมด้วยนายจิรโรจน์ ศุกลรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร ทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการ เพื่อติดตามความคืบหน้าการขับเคลื่อนระบบตั๋วร่วมภายใต้พระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. 2568
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ที่ประชุม คนต. ได้รับทราบความคืบหน้าการขับเคลื่อนศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง (CCH) ซึ่งได้มีมติเห็นชอบให้บริษัท ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ประกอบกิจการในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการได้แจ้งให้บริษัท ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ดำเนินการยื่นขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการ CCH ให้ครบถ้วนตามขั้นตอนของกฎหมาย สำหรับมาตรการกำหนดอัตราค่าโดยสารร่วมในระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน (อัตราค่าแรกเข้าสูงสุดไม่เกิน 17 บาท และอัตราค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว) นั้น ที่ประชุมได้รับทราบการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนผ่านอัตราค่าโดยสารร่วมในระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน และและความคืบหน้าการดำเนินงานโอนโครงการรถไฟฟ้า ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569
นายพิพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุม คนต. มีมติเห็นชอบให้มีการทบทวนแผนการดำเนินงานพัฒนาระบบตั๋วร่วม ในระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2569 – 2573) (ฉบับทบทวนเดือนตุลาคม 2569) เพื่อความเป็นเอกภาพเชิงนโยบายและสอดรับกับการดำเนินงานของคณะกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินนโยบายการกำหนดอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าเพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน พร้อมทั้งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 4 ชุด เพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อนการดำเนินงานการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม และเป็นกลไกสำคัญสำหรับการขับเคลื่อนระบบตั๋วร่วมเชิงบูรณาการในการรองรับการปฏิบัติงานที่มีความซับซ้อนทั้งในมิติมาตรฐานทางเทคโนโลยีระบบตั๋วร่วม การกำหนดวิธีการคำนวณอัตราค่าโดยสารร่วม การกำกับ/ติดตาม/ขับเคลื่อนระบบตั๋วร่วม และ ขยายผลบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมสู่ภูมิภาค ประกอบด้วย 1) คณะอนุกรรมการมาตรฐานทางเทคโนโลยีของระบบตั๋วร่วม มีผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร เป็นประธาน มีหน้าที่รับผิดชอบการศึกษาและกำหนดสถาปัตยกรรมระบบ มาตรฐานทางเทคโนโลยีของสื่อชำระเงิน และโปรโตคอลการเชื่อมต่อระบบ ตลอดจนกำกับดูแลความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์และการประมวลผลข้อมูลของ CCH 2) คณะอนุกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณอัตราค่าโดยสารร่วม ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร เป็นประธาน มีหน้าที่รับผิดชอบการพัฒนาแนวทางและสูตรคำนวณอัตราค่าโดยสารร่วม การยกเว้น/ลดหย่อนค่าแรกเข้า การกำหนดโครงสร้างราคาสำหรับกลุ่มสวัสดิการสังคม และการวางหลักเกณฑ์การแบ่งปัน
รายได้และการจ่ายเงินชดเชยจากกองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วม 3) คณะอนุกรรมการกำกับ ติดตาม และขับเคลื่อนการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมในการขนส่งสาธารณะ มีรองปลัดกระทรวงคมนาคม หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านการขนส่ง เป็นประธาน มีหน้าที่จัดทำแผนปฏิบัติการ กำกับติดตามการดำเนินงานตามมาตรฐาน ประเมินผลสัมฤทธิ์เชิงระบบ และแก้ไขปัญหาทางเทคนิคหรือข้อพิพาทจากการดำเนินงาน และ 4) คณะอนุกรรม การขยายผลการดำเนินการระบบตั๋วร่วมและอัตราค่าโดยสารร่วมในจังหวัดภูมิภาค มีรองปลัดกระทรวงคมนาคม หัวหน้าหัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านการขนส่ง เป็นประธาน มีหน้าที่บูรณาการร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานในภูมิภาค เพื่อศึกษาความเหมาะสมและออกแบบระบบตั๋วร่วมให้สอดคล้องกับโครงสร้างพื้นฐานและบริบทการเดินทางของแต่ละพื้นที่
นายพิพัฒน์ กล่าวตอนท้ายว่า การพัฒนาระบบตั๋วร่วมมิใช่เพียงการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดเก็บค่าโดยสาร แต่เป็นการปฏิรูปโครงสร้างการบริหารจัดการขนส่งสาธารณะโดยใช้หลักวิชาการและเทคโนโลยีมาขับเคลื่อนโดยมีเป้าหมายเพื่อลดค่าครองชีพให้กับประชาชน จึงขอให้ทุกหน่วยงานดำเนินงานเชิงรุกอย่างบูรณาการ เพื่อให้ระบบตั๋วร่วมสามารถรองรับการเดินทางของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะดวก รวดเร็ว เสมอภาค และเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง : “พิพัฒน์” ฟังเสียง 26 ชุมชนคลองเตย ย้ำไม่ไล่ที่-ไม่บังคับย้าย เดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิต

