โกง สว.เดิมพัน กกต.
นับถอยหลังคดีโกง สว. ระทึกเดิมพัน กกต.
ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะปิดจบคดีการโกง สว.ให้ได้ภายในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ คำว่าสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ แน่นอนวันสุดท้ายก็คือวันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม ต้องจับตาว่า กกต.จะปิดจบคดีนี้ได้อย่างที่กล่าวไว้ หรือว่ายื้อเวลาออกไปอีก เหมือนอย่างที่เคยทำมาแล้วหลายครั้งที่ผ่านมา
สำหรับคดีการโกง สว.ต้องเรียกมหากาพย์เลยก็ว่าได้ เพราะเวลาล่วงเลยมากว่า 2 ปี แต่ก็ยังไม่มีการส่งให้ศาลได้วินิจฉัยแม้แต่คดีเดียว
ด้วยเหตุนี้คดีการโกง สว.จึงถือว่าเดิมพัน กกต.เลยก็ว่าได้ เพราะหาก กกต.ไม่ส่งเรื่องให้ศาลได้ชี้ขาด กกต.นั่นแหละที่จะตกอยู่ในความสุ่มเสี่ยง เป็นผู้กระทำความผิดเสียอีก
เพราะมีหลายคนหลายกลุ่ม จ้องที่จะเล่นงาน กกต.อยู่ ในฐานความผิด ม.157 ละเว้นการปฎิบัติหน้าที่หรือปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
จึงต้องรอดูว่า กกต.จะกล้าแบกคดีนี้ไว้ด้วยตัวเองหรือไม่

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีสัญญาณจาก นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.ได้ให้สัมภาษณ์ถึงเงื่อนไขการส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเอาผิดผู้กระทำผิดในสำนวนคดีเลือก ส.ว. ทั้ง 229 คน โดยอ้างรัฐธรรมนูญ มาตรา 226 โดยสรุปหลักเกณฑ์ไว้ 3 ประการ คือ
1.ต้องเป็นการกระทำของผู้สมัครรับเลือกเท่านั้นหรือผู้สมัครรู้เห็นการกระทำของผู้อื่น
2. มีการกระทำทุจริต เช่น จ้างลงสมัคร จ้างลงคะแนน สมยอม แลกคะแนน
3. มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม
ท่าทีหลังกล่าวของเลขา กกต.ถูกมองว่า กำลังหาทางลงให้คดีโกง สว. ซึ่งไม่ได้มีเพียงผู้สมัคร สว.เท่านั้น ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ยังมีนักการเมือง และกลุ่มการเมืองอีกมาก ที่อยู่เบื้องหลัง
และหากเอาตามที่่เลขา กกต.ออกมาให้ข่าว ก็หมายความว่า บรรดานักการเมือง ทั้งระดับบิ๊ก ระดับชาติ ระดับท้องถิ่น ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีโกง สว.จะรอดหมดเลย

ทำให้ นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ต้องออกมาแสดงความเห็นว่า กกต. ตีความกฎหมายสับสน ระหว่าง “หลักฐานอันควรเชื่อได้” กับ “คดีอาญา” คำชี้แจงดังกล่าวสะท้อนถึง “ความสับสนในบทบาทหน้าที่” และ “การตีความกฎหมายที่แคบเกินจริง”
นายวัส โต้ นายแสวง เริ่มต้นระบุว่า “ต้องเป็นการกระทำของผู้สมัครรับเลือกเท่านั้น” โดยอ้างอิงกรอบของมาตรา 226 ของรัฐธรรมนูญเป็นหลัก แต่การพิจารณาคดีฮั้ว สว. จะมองเพียงรัฐธรรมนูญมาตราเดียวไม่ได้ ต้องพิจารณาประกอบกับ มาตรา 62 ของ พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะ (Special Law) ด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 226 มุ่งเน้นไปที่ตัว “ผู้สมัคร” พ.ร.ป. ส.ว. มาตรา 62 ระบุชัดเจนว่า “หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ผู้สมัครหรือผู้ใด กระทำการทุจริตในการเลือก หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น…” คำว่า “ผู้ใด” ในมาตรา 62 ขยายขอบเขตไปถึง “โบรคเกอร์, หัวคะแนน, หรือกลุ่มขบวนการจัดตั้ง” ที่ไม่ได้เป็นผู้สมัคร การสรุปว่าต้องเป็นผู้สมัครทำเองหรือรู้เห็น “เท่านั้น” จึงเป็นการจำกัดอำนาจการตรวจสอบของ กกต.และเปิดช่องโหว่ให้ขบวนการฮั้วที่ใช้คนกลางภายนอกหลุดรอดไปได้อย่างน่าเสียดาย
นายวัส เห็นว่า สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ การที่ กกต. อ้างคำว่า “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้” แต่กลับตั้งมาตรฐานการรวบรวมหลักฐานสูงระดับ “ต้องพิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัยอันสมควร” (Beyond a Reasonable Doubt) ซึ่งเป็นการนำเอาเกณฑ์ของคดีอาญาตาม มาตรา 77 แห่ง พ.ร.ป. ส.ว. มาครอบทับกระบวนการตามมาตรา 62
การที่ กกต. ตั้งเงื่อนไขว่าจะส่งศาลฎีกาได้ ต่อเมื่อต้องพิสูจน์ความผิดจนมัดแน่นระดับคดีอาญาเสียก่อน ทั้งที่มีพยานหลักฐานจากทั้ง DSI, iLaw และสถิติบัตรลงคะแนนรวบรวมไว้พร้อมแล้ว จึงเท่ากับเป็นการ “สลับขั้นตอน” และเปลี่ยนบทบาทของ กกต.จากผู้กลั่นกรองคำร้อง ให้กลายเป็น “ศาลชั้นต้น” ที่วางบรรทัดฐานตัดตอนกระบวนการยุติธรรมเสียเอง
นายวัส ทิ้งท้ายว่า การพิจารณาคดีฮั้ว ส.ว. ต้องยึดหลักนิติธรรมและโครงสร้างอำนาจตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญให้ถูกต้อง “กกต. ไม่ใช่ศาล จึงไม่ต้องรอพิสูจน์จนสิ้นข้อสงสัยเหมือนคดีอาญา และไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์ที่จะส่งเรื่องเพียงเพราะความสงสัย แต่เมื่อมี ‘หลักฐานอันควรเชื่อได้’ ทั้งพฤติกรรมกลุ่มเสื้อเหลือง รถตู้บุรีรัมย์ และสถิติบอร์ดคะแนน ตามมาตรา 62 พ.ร.ป. ส.ว. ประกอบมาตรา 226 รธน. กกต. มีหน้าที่ตามกฎหมายที่ ‘ต้องส่ง’ ให้ศาลฎีกาเป็นผู้อยู่ในจุดชี้ขาดขั้นสุดท้าย
คดีการโกง สว.ต้องถือว่าเดิมพัน กกต.โดยแท้ เพราะ กกต. 4 ใน 7 คน มาจากความเห็นชอบของ กกต.ชุดปัจจุบัน
4 คนประกอบด้วย
ประธานกรรมการการเลือกตั้ง: นายณรงค์ กลั่นวารินทร์
และกรรมการการเลือกตั้งอีก 3 คนคือ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ , นายณรงค์ รักร้อย , นายจิรุตม์ วิศาลจิตร
ถึงเวลานี้ก็ต้องเรียกได้ว่านับถอยหลังการโกง สว.
ต้องจับตาว่า กกต.จะเอายังไง กับการโกงครั้งใหญ่ ครั้งนี้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ดับเครื่องชน! ฮั้ว สว.

