Fitch ปรับมุมมองเครดิตไทยเป็น “มีเสถียรภาพ” คงอันดับ BBB+ คลังชี้สะท้อนความเชื่อมั่น
Fitch ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือไทยขึ้นเป็น “มีเสถียรภาพ” คงอันดับ BBB+ คลังชี้สะท้อนความเชื่อมั่นต่อนโยบายรัฐบาล
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Fitch Ratings ได้ประกาศปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ของประเทศไทยจากระดับ “เชิงลบ” (Negative Outlook) ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ “มีเสถียรภาพ” (Stable Outlook) พร้อมคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ไว้ที่ระดับ BBB+
การปรับเพิ่มมุมมองครั้งนี้ส่งผลให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำระดับโลกทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ Fitch, Moody’s และ S&P มีมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยในระดับ “มีเสถียรภาพ” ทั้งหมด ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจและการรักษาวินัยทางการคลังของภาครัฐ
5 ปัจจัยหลักหนุนปรับเพิ่ม Outlook
เสถียรภาพทางการเมืองและนโยบาย: เสถียรภาพของรัฐบาลช่วยลดความไม่แน่นอนทางการเมือง สร้างความต่อเนื่องในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจระยะปานกลาง และส่งเสริมการดำเนินแผนการปรับสมดุลทางการคลัง (Fiscal Consolidation)
เศรษฐกิจเติบโตต่อเนื่อง: คาดการณ์ GDP ปี 2569 ขยายตัวที่ร้อยละ 2.3 และปี 2568 ที่ร้อยละ 2.4 โดยมีแรงหนุนจากการเร่งตัวของการลงทุนในอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) และศูนย์ข้อมูล (Data Center) รวมถึงการบริโภคภายในประเทศจากมาตรการภาครัฐ อาทิ โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังคงสร้างรายรับได้ดีแม้ได้รับผลกระทบชั่วคราวจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
สัดส่วนหนี้ภาครัฐดีกว่าคาด: สัดส่วนหนี้ภาครัฐบาลต่อ GDP ในปีงบประมาณ 2568 อยู่ที่ร้อยละ 59.3 และคาดว่าจะคุมให้อยู่ต่ำกว่าร้อยละ 63 ภายในปีงบประมาณ 2571 ซึ่งปรับตัวดีขึ้นจากประมาณการเดิมที่ร้อยละ 65 ผลจากรายได้ทางการคลังที่แข็งแกร่งและการมุ่งมั่นปฏิรูปรายได้ภาครัฐ
ฐานะการเงินต่างประเทศแข็งแกร่ง: คาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะกลับมาเกินดุลร้อยละ 1.5 ของ GDP ในปี 2570 จากการฟื้นตัวหลังผ่านพ้นช่วงการขาดดุลชั่วคราวในปี 2569 ทั้งนี้ ไทยยังมีฐานะสินทรัพย์ต่างประเทศสุทธิในระดับสูง และมีภาระดอกเบี้ยจ่ายต่างประเทศต่ำเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือใกล้เคียงกัน
กรอบนโยบายมหภาคมีความน่าเชื่อถือ: ผลประเมินสะท้อนถึงความสามารถในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการคลังท่ามกลางความผันผวนของโลก โดย Fitch จะยังคงติดตามแนวโน้มการเติบโต การปรับสมดุลทางการคลัง และการบริหารหนี้สาธารณะอย่างใกล้ชิด
ดร.เอกนิติ กล่าวทิ้งท้ายว่า รัฐบาลพร้อมเร่งผลักดันนโยบายเศรษฐกิจให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ การเร่งรัดเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียว ควบคู่กับการรักษาวินัยทางการคลังอย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างรากฐานการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง : “เอกนิติ” เปิดเพจใหม่ เป็นช่องทางสื่อสาร แนวคิด-นโยบายเศรษฐกิจ

