“อนุทิน” เปิดประชุม สศช. ดัน “แผน 14” ปลดล็อกข้อจำกัด ยกระดับเศรษฐกิจไทย
“อนุทิน” ประธานเปิดประชุมประจำปี 2569 ของ สศช. มอบปาฐกถาพิเศษ “แผน 14 : เปลี่ยนไทยให้ไปไกลกว่าเดิม” ชูนโยบายปลดล็อกข้อจำกัดประเทศ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจแข่งขันด้วยคุณภาพและเทคโนโลยี เร่งยกระดับภาครัฐสร้างโอกาสและคุณภาพชีวิตที่ดีให้ประชาชน
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดการประชุมประจำปี 2569 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ณ ห้องแกรนด์ไดมอนด์ บอลรูม ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี
โดยมีคณะรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง หัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ ผู้แทนภาคธุรกิจ เอกชน นักวิชาการ องค์กรระหว่างประเทศ สื่อมวลชน และประชาชนเข้าร่วม เพื่อรับทราบสาระสำคัญของร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571–2575) และแลกเปลี่ยนข้อเสนอแนะในการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศระยะ 5 ปีข้างหน้า
นายกรัฐมนตรีได้กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “แผน 14 : เปลี่ยนไทยให้ไปไกลกว่าเดิม Thailand’s Next Agenda” โดยระบุว่า แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ต้องทำหน้าที่ปลดล็อกข้อจำกัด ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และเปลี่ยนการพัฒนาให้กลายเป็นรายได้ โอกาส
รวมถึงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน ตลอดจนเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี สังคมสูงวัย และสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเหตุการณ์น้ำท่วมและฝนตกหนักในหลายพื้นที่ล่าสุด ได้สะท้อนชัดเจนว่าการพัฒนาที่แท้จริงคือความสามารถของประเทศในการทำให้ประชาชนอยู่อาศัยและประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคงทั้งในภาวะปกติและยามวิกฤต
นายอนุทิน ชี้ว่า แม้ไทยจะมีศักยภาพสูงด้านอุตสาหกรรม เกษตรและอาหาร การแพทย์ และการท่องเที่ยว แต่ที่ผ่านมาเศรษฐกิจเติบโตช้ากว่าศักยภาพจริง เนื่องจากติดขัดเรื่องผลิตภาพ การเข้าถึงทุนและเทคโนโลยีของธุรกิจขนาดเล็ก กฎระเบียบภาครัฐที่เป็นอุปสรรค ตลอดจนการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็วที่ทำให้วัยทำงานลดลง แต่ภาระสวัสดิการและการดูแลสุขภาพกลับเพิ่มขึ้น รวมถึงการเข้ามาของเทคโนโลยีอย่าง AI
“ถ้าเรายังใช้วิธีคิดและวิธีทำงานแบบเดิม ผลลัพธ์ก็จะถดถอย และในขณะที่ประเทศอื่นกำลังเดินหน้าอย่างรวดเร็ว การยืนอยู่ที่เดิม เท่ากับการเดินถอยหลัง คำถามสำคัญของแผน 14 จึงไม่ใช่แค่ว่าอยากเห็นประเทศเป็นอย่างไรในอีก 5 ปีข้างหน้า แต่คืออะไรคือข้อจำกัด และจะปลดล็อกอย่างไร” นายกรัฐมนตรี กล่าว
พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำถึงจุดแข็งและโอกาสของประเทศไทยในจังหวะที่ทั่วโลกกำลังกระจายฐานการผลิตและจัดระบบห่วงโซ่อุปทานใหม่ ว่าไทยต้องไม่แข่งขันด้วยแรงงานราคาถูก ทรัพยากรราคาถูก หรือสิทธิประโยชน์ทางภาษีอีกต่อไป แต่ต้องแข่งขันด้วยคุณภาพ ความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยี มาตรฐาน และความสามารถของคนไทย
โดยใช้ประโยชน์จากจุดยุทธศาสตร์ทางภูมิศาสตร์และระบบโลจิสติกส์ ดึงดูดการลงทุนใหม่ที่เชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย ถ่ายทอดเทคโนโลยี และยกระดับคนไทยขึ้นไปสู่ส่วนที่มีมูลค่าสูงขึ้นในห่วงโซ่การผลิต
สำหรับเสาหลักทั้ง 5 ด้านของแผน 14 ประกอบด้วย
* การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ
* การปฏิรูปภาครัฐ
* การพัฒนาทุนมนุษย์
* การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
* การลงทุน ถ่ายทอด และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและนวัตกรรม
นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ทั้ง 5 เสาหลักต้องขับเคลื่อนร่วมกันเป็นระบบเดียวเพื่อเป้าหมายสร้างมูลค่าที่สูงขึ้นและส่งต่อกลับเป็นคุณภาพชีวิตของประชาชน
ขณะเดียวกันภาครัฐต้องปรับตัว ทบทวนภารกิจ ลดความซ้ำซ้อน เปิดให้เอกชนและท้องถิ่นเข้ามามีบทบาท ปรับระบบทำงานจากการแก้ปัญหาเป็นจุด ๆ ไปสู่การเชื่อมโยงข้อมูลชุดเดียวกัน โดยแผน 14 ต้องเป็นข้อตกลงร่วมของประเทศที่ไม่ยึดติดกับรัฐบาลหรือพรรคการเมือง มีเจ้าภาพ กรอบเวลา ตัวชี้วัดที่ชัดเจน และเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนติดตามตรวจสอบได้
ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีได้ฉายภาพวิสัยทัศน์ในปลายแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ว่า ประเทศไทยจะต้องไม่เป็นเพียงประเทศที่มีตัวเลขทางเศรษฐกิจสูงขึ้น แต่ต้องเป็นประเทศที่คนทำงานมองเห็นอนาคต ผู้ประกอบการไทยมีพื้นที่เติบโต เยาวชนได้รับทักษะที่ใช้ได้จริง ผู้สูงอายุมีความมั่นคง ประชาชนมองภาครัฐเป็นผู้อำนวยความสะดวก และทุกพื้นที่ของประเทศกลายเป็นพื้นที่แห่งโอกาสที่พร้อมรับมือกับทุกความเปลี่ยนแปลง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง : “อนุทิน” โร่แจง ควักเงินแจกชาวบ้าน ชี้ เป็นเงินผมสะอาด ไม่มองเป็นการเมือง

