สว.ผ่านฉลุย พรก.กู้เงิน 4 แสนล้าน
ที่ประชุมวุฒิสภา ผ่านฉลุย พรก.กู้เงิน 4 แสนล้าน
วันที่ 31 ส.ค.69 ที่ประชุมวุฒิสภา ลงมติเห็นชอบ ด้วยคะแนน 135 เสียง ไม่เห็นด้วย 11 เสียง งดออกเสียง 28 คน ผ่านพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 (พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท)

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เสนอพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 (พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท) ต่อที่ประชุมวุฒิสภา โดยระบุว่า ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางประมาณร้อยละ 50 เมื่อเกิดความขัดแย้งในภูมิภาคจึงได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งราคาพลังงาน ต้นทุนสินค้า อาหาร และปุ๋ยภาคเกษตรที่สูงขึ้น ส่งผลให้ค่าครองชีพเพิ่มขึ้น กำลังซื้อประชาชนลดลง และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาคธุรกิจ การผลิต และการจ้างงาน ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวท่ามกลางเงินเฟ้อสูง
นายกรัฐมนตรี ระบุว่า วิกฤตดังกล่าวมีความไม่แน่นอนและอาจต้องใช้เวลาฟื้นฟูหลายปี ขณะที่เครื่องมือทางการคลังปกติไม่เพียงพอ โดยงบกลางส่วนสำรองจ่ายฉุกเฉิน 99,000 ล้านบาท ถูกใช้ไปกับอุทกภัยและสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชาแล้ว รวมถึงเงินทุนสำรองจ่ายอีก 50,000 ล้านบาท ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการเร่งด่วน 140,000 ล้านบาท อีกทั้งการโอนงบประมาณหรือจัดทำงบประมาณเพิ่มเติมต้องใช้เวลา และเหลือกรอบวงเงินกู้ชดเชยการขาดดุลเพียง 17,000 ล้านบาท
รัฐบาล จึงเสนอ พ.ร.ก.กู้เงิน วงเงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 2 แผนงาน ได้แก่ การช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ 200,000 ล้านบาท และการเพิ่มประสิทธิภาพเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอีก 200,000 ล้านบาท โดยมุ่งส่งเสริมพลังงานทดแทนที่ผลิตในประเทศ พร้อมยืนยันว่าจะดำเนินการภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง ควบคุมสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ไม่เกินร้อยละ 70 และเน้นการกู้เงินในประเทศควบคู่กับการวางแผนชำระหนี้อย่างเหมาะสม
ทั้งนี้ ทุกโครงการที่จะขอใช้เงินกู้ต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์และแผนงานที่กำหนดไว้ในพระราชกำหนด ผ่านการกลั่นกรองด้านความเหมาะสม ความคุ้มค่า และความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อป้องกันความซ้ำซ้อนกับงบประมาณรายจ่ายหรือแหล่งเงินอื่น
นายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลเห็นว่าวิกฤตพลังงานครั้งนี้เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วน จึงขอให้วุฒิสภาพิจารณาอนุมัติพระราชกำหนดดังกล่าว ซึ่งได้รับการอนุมัติจากสภาผู้แทนราษฎรแล้ว พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลได้เตรียมทีมชี้แจงข้อซักถามและพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากสมาชิกวุฒิสภา เพื่อนำไปปรับใช้ให้การดำเนินงานเกิดประสิทธิภาพสูงสุด และช่วยบรรเทาผลกระทบด้านเศรษฐกิจ พลังงาน และคุณภาพชีวิตของประชาชน

