“สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” นับ 1 อีกครั้ง กับพรรคสร้างอนาคตไทย

ในการตั้งพรรคสร้างอนาคตไทย “สมคิด” ได้นำความเจ็บปวดจากพรรคพลังประชารัฐ มาเป็นบทเรียน เพราะตระหนักดีว่า การทำงานเมืองเชิงพื้นที่นั้น มีความสำคัญ
สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี หวนสู่เส้นทางการเมืองอีกครั้ง ในตำแหน่งประธานพรรคสร้างอนาคตไทย รอถูกเสนอชื่อชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อการเลือกตั้งมาถึง
พรรคสร้างอนาคตไทย คือ DNA ของ “สมคิด” อย่างที่ยากจะปฏิเสธได้ แม้ “สมคิด” จะออกตัวว่าเป็นเพียงผู้สนับสนุนพรรคก็ตาม
นี่นับเป็นการตั้งพรรคการเมืองครั้งที่ 2 ของ “สมคิด” หลังจากการหอบคณะออกจากพรรคพลังประชารัฐ ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2563

ย้อนไปปี 2561 สมคิด เป็นหนึ่งในหัวหอกก่อตั้งพรรคพลังประชารัฐ เพื่อชู “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง
พรรคพลังประชารัฐ ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งจากการเลือกตั้งปี 2562 สามารถโกยที่นั่งในสภาได้ถึง 116 ที่นั่ง
กระนั้นส่วนสำคัญที่พรรคพลังประชารัฐ สามารถเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ก็เป็นเพราะมี ส.ว.สนับสนุน
ภายหลังเลือกตั้งทีมของสมคิด ได้นั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีด้วยกันถึง 4 คน นั่นก็คือ
1.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี
2.อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
3.สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
4.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
แต่ด้วยพรรคพลังประชารัฐ ประกอบพรรคนักการเมืองจากหลายก๊กหลายกลุ่ม โดยทุกกลุ่มต่างมุ่งหวังผลประโยชน์ของแต่เอง ด้วยเหตุนี้ อยู่ได้ไม่นานทีมสมคิด ซึ่งเป็นคณะผู้ร่วมก่อตั้งพรรค ก็ถูกบีบให้ออกจากกรรมการบริหารพรรค และลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีในเวลาต่อมา
นั่นคือความเจ็บปวดอย่างที่ไม่สามารถประมาณการได้ เพราะพวกเขาถูกบีบออกจากพรรคที่ตนเองก่อตั้งเองกับมือ เข้าสุภาษิตที่ว่า “เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล”

จุดอ่อนของพวกเขาคือไม่มี ส.ส.อยู่ในมือ ทำให้แทบไม่มีอำนาจการต่อรองใดๆพรรค ซึ่งนั้นคือความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงในสนามการเมืองไทย เพราะการที่ไม่มี ส.ส.คอยสนับสนุน แม้จะมีตำแหน่งยิ่งใหญ่ แต่เท่ากับมีตำแหน่งแบบขาลอย ไร้หลักประกันความมั่นคง
ในการตั้งพรรคสร้างอนาคตไทย “สมคิด” ได้นำความเจ็บปวดจากพรรคพลังประชารัฐ มาเป็นบทเรียน เพราะตระหนักดีว่า การทำงานเมืองเชิงพื้นที่นั้น มีความสำคัญ ดังนั้น การเชิญชวนนักการเมืองเข้าร่วมพรรครอบนี้ จึงไม่ใช่กลุ่มทุนเครือข่ายใหญ่ หากแต่เป็นนักการเมืองที่ทำพื้นที่มาช้านาน

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์หลายสมัย โดยตอนนี้รับหน้าที่รองหัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย ได้เปิดเผยบทสนทนากับ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” เมื่อปลายปี 2564 ตอนที่สมคิด มาชักชวนร่วมก่อตั้งพรรคการเมืองใหม่นี้ โดยสมคิดกล่าวกับเขาว่า การเมืองเป็นเรื่องของความเชื่อ ถ้าประชาชนเบื่อความขัดแย้ง ประชาชนกังวลเรื่องปากท้องของตนเองและลูกหลานในอนาคต เขาก็คงทิ้งปัญหาความขัดแย้ง มาเลือกพรรคการเมืองที่จะแก้ปัญหาปากท้องให้เขา อยู่ที่ประชาชนจะเชื่อใครว่าแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้
โดย นิพิฏฐ์ ก็เชื่อว่าสมคิด แก้ไขปัญหาได้
อีกคนที่สมคิด ชักชวนมาร่วมพรรค คือ สุรนันทน์ เวชชาชีวะ อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) รองหัวหน้าพรรคพรรคสร้างอนาคตไทย (สอท.) กล่าวว่า สมคิด เป็นนักบริหารที่ดี และมีบทเรียนจากการได้ร่วมรัฐบาลในอดีต ที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลว ดังนั้นจึงใช้โอกาสนี้ สร้างพรรคการเมืองให้เป็นพรรคการเมืองใหม่ที่ทำการเมืองแบบใหม่ๆ ไม่ยึดติดอยู่ในวังวนของการเมืองแบบเดิมๆ
“สมคิด” แสดงวิสัยทัศน์ ตอนรับตำแหน่งประธานพรรคสร้างอนาคตไทย เมื่อวันที่ 8 ก.ย.65 ไว้ 3 ประเด็นที่ต้องการทำ ประกอบด้วย
1. สร้างพรรคการเมืองที่ดีขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์และนโยบาย คือเป็นพรรคเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง อย่าแสวงหาอำนาจให้แสวงหานโยบาย องค์ความรู้ และปัญญา
2. กอบกู้เศรษฐกิจทั้งระยะสั้นและระยะยาวทำตามที่ตนเสนอ เพื่อให้ความเป็นอยู่ของชาวบ้านดีขึ้น
3. ทำการเมืองให้เป็นประชาธิปไตย ที่ผู้นำสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ พรรคการเมือง สภาต้องร่วมมือ เพื่อเปลี่ยนแปลงการเมือง นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศ
พรรคสร้างอนาคตไทย ชู ความโดดเด่นของ “สมคิด” และขุนพลเศรษฐกิจอย่าง อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค และสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค มุ่งเน้นภาคลักษณ์ของพรรคการเมืองที่จะสามารถแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจ โดยหวังว่าจะตอบโจทย์ความต้องการให้ประชาชนในเวลานี้ได้เป็นอย่างดี
การเลือกตั้งที่มาถึง พวกเขาตั้งเป้าจะส่ง ส.ส.ครบ 400 เขต และคาดหวังจำนวน ส.ส.ในสภาให้ได้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้