ครม.ไฟเขียวสั่งลุย“e-Payment”
คลังเสนอครม.จัดทัพใหม่เพื่อต่อยอดโครงการระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติหรือ National e-Payment Master Plan
หวังเดินหน้าโครงการอย่างบูรณาการ นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.2559 ได้มีมติรับทราบในหลักการของแนวทางเพื่อสนับสนุนการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (แผนยุทธศาสตร์ National e-Payment) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อพัฒนาระบบการชำระเงินของประเทศไทยให้เข้าสู่การชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์อย่างครบวงจรบูรณาการ และยั่งยืน และเพื่อให้การบูรณาการระบบการชำระเงินของประเทศไทยทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เข้าสู่ระบบ การชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์เป็นไปอย่างทั่วถึงตามเป้าหมายและระยะเวลาที่กำหนดไว้ และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามมติของคณะกรรมการขับเคลื่อนตามแผนยุทธศาสตร์ National e-Payment ต่อไป โดยมีรายละเอียด ดังนี้
1.เห็นชอบในหลักการให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องที่มีการรับเงินจากประชาชน เช่น ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้น ติดตั้งอุปกรณ์ชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ให้เพียงพอต่อความต้องการให้บริการกับประชาชน โดยเริ่มดำเนินการติดตั้งภายในเดือนก.ย. 2559 และติดตั้งให้แล้วเสร็จภายในเดือนก.ย. 2560 ทั้งนี้ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับปรุงระเบียบและหลักเกณฑ์เพื่อรองรับการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์โดยเร็ว และให้ดำเนินการตามแนวทางที่คณะกรรมการขับเคลื่อนตามแผนยุทธศาสตร์ National e-Payment กำหนด
2.เห็นชอบในหลักการของการดำเนินการเกี่ยวกับการออกเลขประจำตัว 13 หลัก และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการที่จำเป็นเพื่อรองรับการดำเนินการตามแนวทางดังกล่าว โดยมีรายละเอียด ดังนี้
2.1 การแก้ไขปัญหาเลขประจำตัว 13 หลัก ที่ปัจจุบันมีการซ้ำซ้อนกันในส่วนของนิติบุคคลกับเลขประจำตัวประชาชน โดยมอบหมายให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ดำเนินการแก้ไขโดยการออกเลขประจำตัว 13 หลัก ให้กับนิติบุคคลใหม่ที่ไม่ซ้ำกับเลขที่ออกโดยกรมการปกครองกระทรวงมหาดไทย
2.2 การป้องกันปัญหาการออกเลขประจำตัว 13 หลัก ซ้ำกันระหว่างหน่วยงานในอนาคต โดยมอบหมายให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ดำเนินการขอจัดสรรเลขประจำตัวของนิติบุคคล และส่งให้กรมการปกครองเพื่อกันไว้ไม่ให้ใช้ออกเลขประจำตัวประชาชน และเห็นชอบในหลักการในการกำหนดภารกิจการออกเลขประจำตัว 13 หลัก ดังนี้
1.บุคคลธรรมดา ให้กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เป็นหน่วยงานหลักที่ออกเลขประจำตัว 13 หลัก
2.นิติบุคคล ให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เป็นหน่วยงานหลักที่ออกเลขประจำตัว 13 หลัก
3.บุคคลหรือนิติบุคคลบางประเภทที่อยู่นอกเหนือจากข้อ 1.และข้อ 2.อาทิกองมรดกเฉพาะที่ยังไม่ได้แบ่ง คณะบุคคล และผู้จ่ายเงินได้ที่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีตามกฎหมายของกรมสรรพากรให้กรมสรรพากรเป็นหน่วยงานที่ออกเลขให้กับบุคคลหรือนิติบุคคลดังกล่าว
2.3 เพื่อให้การดำเนินงานโครงการ Any ID (บริการพร้อมเพย์) เป็นไปอย่างมีระบบจึงมอบหมายให้ กรมการปกครอง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมสรรพากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางแนวทางในการปฏิบัติร่วมกันเพื่อป้องกันการซ้ำซ้อนของเลขประจำตัว 13 หลักในอนาคต
จากแนวทางส่งเสริมการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ National e-Payment ข้างต้น จะเป็นประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน ดังนี้
1. แนวทางการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่มีการรับเงินจากประชาชนให้ติดตั้งอุปกรณ์รับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ให้เพียงพอต่อการให้บริการกับประชาชน จะช่วยส่งเสริมให้มีการใช้บัตรเดบิตในการชำระเงินแทนเงินสดอย่างแพร่หลาย ซึ่งจะเป็นการเพิ่มทางเลือกในการชำระเงินให้กับประชาชน และเป็นกลไกที่สำคัญในการผลักดันให้ประเทศเข้าสู่การชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์อย่างกว้างขวางครบวงจรทั้งในภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และภาครัฐ
2. แนวทางการแก้ไขปัญหาความซ้ำซ้อนของเลขประจำตัว 13 หลัก
2.1 ช่วยให้เกิดการบูรณาการข้อมูลของหน่วยงานที่มีหน้าที่ออกเลขประจำตัว 13 หลักเช่น กรมการปกครอง การพัฒนาธุรกิจการค้า และกรมสรรพากร เป็นต้น เพื่อเป็นการป้องกันการซ้ำกันของเลขประจำตัว 13 หลักที่ออกให้โดยหน่วยงานต่าง ๆ อย่างบูรณาการและยั่งยืนต่อไป
2.2 ช่วยสนับสนุนให้การพัฒนาระบบการชำระเงินผ่านบริการพร้อมเพย์ ประสบความสำเร็จ ไม่มีการซ้ำซ้อนระหว่างเลขประจำตัว 13 หลัก ของนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา ซึ่งจะเป็นอุปสรรคในการโอนเงินผ่านบริการพร้อมเพย์ สำหรับผู้ที่ผูกบัญชีเข้ากับเลขประจำตัวประชาชน.