พลังงานเรียกประชุมด่วน 7 เม.ย.นี้
รมว.พลังงาน นัดประชุมกบง.ด่วน 7 เม.ย.ทบทวนโครงสร้างค่ากลั่นก่อนสงกรานต์-เล็งตรึงค่าไฟ 3.88 บาท
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน เตรียมเรียกประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ด่วนในวันที่ 7 เม.ย.นี้ เพื่อปรับโครงสร้างค่าการกลั่น ให้มีผลก่อนสงกรานต์
“วันนี้ผมยังไม่เป็นรัฐมนตรี จนกว่าจะถึงวันที่ 6 เม.ย. 69 ซึ่งตั้งใจว่า เช้าวันที่ 7 เม.ย. 69 หลังจากถวายสัตย์ฯ เสร็จเรียบร้อยแล้ว จะประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ ซึ่งมีรมว.พลังงาน เป็นประธาน มีอำนาจในการกำหนดราคาน้ำมันทั้งหน้าปั๊ม และโรงกลั่น” นายเอกนัฏ กล่าวผ่านรายการโทรทัศน์
นายเอกนัฏ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี ได้ตั้งคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ขึ้นมาแล้ว ซึ่งวันนี้ได้มีการทบทวนตัวเลขค่าการกลั่นแล้ว ดังนั้นพอถึงวันที่ 6-7 เม.ย. ถ้าคณะทำงานชุดนี้มีข้อสรุปว่าจะดำเนินการอย่างไร ในวันที่ 7 เม.ย. ช่วงเช้าตนจะสามารถใช้อำนาจในฐานะประธาน กบง. บังคับใช้ได้ทันที โดยอาศัยอำนาจตามพ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 ซึ่งสามารถกำหนดราคาหน้าโรงกลั่นและหน้าปั๊มได้ ซึ่งหลังจากประกาศแล้ว ผู้ประกอบการมีหน้าที่ปฏิบัติตาม ซึ่งตนจะพยายามดำเนินการให้เสร็จก่อนสงกรานต์
สิ่งที่ต้องดูเป็นอย่างแรก คือ ราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น ราคาดีเซล อ้างอิงจากตลาดสิงคโปร์ ซึ่งผันผวน เมื่อวาน (1 เม.ย.) ช่วงกลางวันปิด -50 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล แต่พอปิดช่วงเย็นเพิ่ม 7 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ซึ่งรับตัวบวกลบผิดปกติ
ดังนั้น แทนที่จะกำหนดราคาหน้าโรงกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ 100% จะต้องมีการทบทวนใหม่ เพราะราคาหน้าโรงกลั่นมีส่วนประกอบหนึ่งที่เป็นต้นทุน คือน้ำมันดิบ ซึ่งไทยอ้างอิงจากดูไบ แต่อีกส่วนหนึ่งคือส่วนต่างระหว่างน้ำมันดีเซลสำเร็จ กับน้ำมันดิบดูไบ ที่เรียกว่า ค่าการกลั่นเบื้องต้น (Gross Refinery Margin) ซึ่งสังเกตว่าค่าการกลั่นสูงผิดปกติ โดยช่วงปกติอยู่ที่ 2-3 บาทต่อลิตร ซึ่งโรงกลั่นก็มีกำไร แต่ที่ผ่านมาเดือนมี.ค. 69 ค่าเฉลี่ยเพิ่มไปถึง 7 บาทต่อลิตร และวานนี้ (1 เม.ย.) พุ่งขึ้นไปเกือบ 14 บาทต่อลิตร ซึ่งผิดปกติ
“ไม่ได้บอกว่าจะไม่ให้อิงราคาจากสิงคโปร์ จะอิงราคาจากสิงคโปร์มาเป็นตัวตั้งก็ได้ แต่ต้องมาดูว่าส่วนต่างระหว่างสิงคโปร์ กับดูไบ ที่เรียกว่าค่าการกลั่น สูงเกินผิดปกติหรือไม่ ต้องทบทวนตรงนั้นลงมา พูดง่าย ๆ คือเป็นช่วงขาขึ้นของโรงกลั่น เพราะค่าการกลั่นสูงผิดปกติ ดังนั้น ต้องกำหนดเพดานค่าการกลั่น (Cap) ไม่ให้บวกขึ้นเกินควร ไม่ให้ความลำบากไปตกอยู่กับชาวบ้าน ซึ่ง Cap 3-4 บาทต่อลิตร ก็มองว่าเหมาะสมแล้ว ลองไปถามคนที่เคยบริหารโรงกลั่นในอดีตดู เขาบอกว่าแค่ในเวลาปกติ 2 บาทต่อลิตร ก็หรูแล้ว แต่ในเวลานี้มีต้นทุนอื่นที่บวกขึ้นมา เช่น ความพยายามในการแย่งน้ำมันมา มีพรีเมียม หรือค่าประกันความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นมา แต่ก็ไม่กระโดดจาก 2-3 บาทต่อลิตรไปถึง 10 บาทต่อลิตร ซึ่งในส่วนนี้อาจจะบวกให้ได้เป็น 2-4 บาทต่อลิตร ตามที่เขาพิสูจน์ได้ แต่ไม่มีทางที่จะกระโดดไปถึง 13 บาทต่อลิตร แล้วบอกว่าปกติ” นายเอกนัฏ กล่าว
ดังนั้น ถ้าค่าการกลั่นสามารถลงมา 5-8 บาทต่อลิตร ก็สามารถนำเงินส่วนนี้ไปลดภาระของกองทุนน้ำมันก็ได้ หรือจะนำไปลดราคาหน้าปั๊มเลยก็ได้ ดังนั้น เลยมีการประกาศล่วงหน้าว่า อย่าคิดว่าราคาน้ำมันจะเป็นขาขึ้นอย่างเดียว ราคามีการปรับลงได้ การกักตุนเก็งกำไรก็กลายเป็นฝันร้ายถ้ามีการประกาศปรับราคาลงมา
นอกจากนี้ เตรียมพิจารณาตรึงค่าไฟฟ้างวดพ.ค.-ส.ค. ให้อยู่ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย จากที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีมติเรียกเก็บเฉลี่ย 3.95 บาทต่อหน่วย
นายเอกนัฏ กล่าวว่า ค่าไฟดังกล่าวจะเริ่มใช้ในวันที่ 1 พ.ค. 69 ดังนั้น ยังมีเวลาในเดือนเม.ย. 69 ซึ่งเป็นช่วงที่รัฐบาลใหม่เข้ามาพอดี ซึ่งรัฐบาลมีอำนาจ จากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งเมื่อรัฐบาลใหม่เข้ามาสามารถพิจารณาทบทวนได้ จากหลายเหตุผล รวมทั้งวิกฤตด้วย
ทั้งนี้ ในทางปฏิบัติราคาค่าไฟจาก 3.95 บาทต่อหน่วย ลงมาอยู่ที่ 3.88 บาทต่อหน่วยได้อย่างไรนั้น จะมีการทบทวนแผนการลงทุน ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เพื่อนำมาบริหารจัดการค่าไฟได้ ซึ่งขณะนี้มีอยู่ประมาณ 9,000 กว่าล้านบาท ดังนั้นก็จะลดค่าไฟลงมาได้ 3.95 บาทต่อหน่วย ซึ่ง 9,000 กว่าล้านบาทนี้ในช่วงวิกฤติเช่นนี้อาจลดลงได้อีกก็จ็จะทำให้ตรึงค่าไฟไว้ที่ 3.88 บาทต่อหน่วยได้
“ถ้าลดลงมากกว่า 9,000 กว่าล้านบาท อาจกระทบ KPI ของทั้ง 3 หน่วยงานได้ แต่รัฐบาลถือหุ้น 100% รัฐบาลก็สามารถปรับ KPI ได้ในยามวิกฤต ไม่ไปกระทบกับผลประกอบการ” นายเอกนัฏ กล่าว
นอกจากนี้ สิ่งที่สามารถทำเพิ่มเติม คือ ค่าไฟเฉลี่ย 3.88 บาทต่อหน่วย สามารถปรับเป็นขั้นบันไดได้ ซึ่งปกติเป็นขั้นบันไดอยู่แล้ว คือ ยิ่งใช้น้อยเรตยิ่งถูก ยิ่งใช้มากเรตยิ่งแพง เหมือนบันไดภาษี เพื่อจูงใจให้ประหยัดในช่วงวิกฤต
ส่วนแผนการแก้ปัญหาโครงสร้างค่าไฟในระยะยาว นายเอกนัฏ กล่าวว่า ปัจจุบัน โครงสร้างกิจการไฟฟ้าของประเทศไทยมีลักษณะเป็นโครงสร้างที่มีผู้ซื้อรายเดียว (Single Buyer) โดย กฟผ. รับซื้อและขายไฟทั้งหมด อย่างไรก็ดี วันนี้มีความต้องการใหม่ เริ่มต้นจากภาคอุตสาหกรรม ด้วยระบบ Direct PPA คือผู้ใช้หรือเอกชนสามารถซื้อตรงจากผู้ผลิตได้ เปิดให้มีการแข่งขันแบบเสรี และสามารถขยายระบบไปให้ประชาชนเป็นทางเลือกได้
“วันนี้ ถ้าประชาชนซื้อตรงแบบตัวต่อตัว ถ้าทุกหลังเลือกซื้อเองก็อาจจะแพง แต่ถ้าประชาชนเกาะกลุ่มกัน เช่น รวมตัวทั้งหมู่บ้าน เป็นเหมือนการบริหารแบบระบบไมโครกริด (Microgrid) ก็จะเริ่มมีความคุ้มค่าในการเลือกซื้อได้ นี่เป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต” นายเอกนัฏ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ถ้าระบบยังเป็นแบบ กฟผ. ซื้อและขายเจ้าเดียว ก็สามารถทำให้การใช้ไฟมีประสิทธิภาพและถูกลงได้ โดย 3 ส่วนที่สามารถทำได้เร็ว คือ
1. การส่งเสริมให้ติดโซลาร์เซลล์
2. กลไก Net billing ถ้าใครติดโซลาร์เซลล์ แล้วสามารถผลิตไฟฟ้าช่วงที่มีแสงแดดได้เกินความต้องการใช้ ส่วนต่างสามารถขายคืนให้ระบบในราคาที่เป็นธรรม (ซึ่งอาจน้อยกว่า 3.88 บาทต่อหน่วย) และทอนกลับมาลดค่าไฟในรอบบิลได้ ซึ่งปัจจุบันทำอยู่แล้ว แต่ยังมีส่วนน้อย โดยระบบรับซื้อไฟจากประชาชนอยู่ที่เพียง 90 เมกะวัตต์เท่านั้น
3. การตอบสนองด้านโหลด (Demand Response) คือคนที่สามารถบริหารจัดการการใช้ไฟได้ โดยสามารถเพิ่มประเภทผู้ใช้ไฟออกมาอีก 1 ประเภท แล้วให้มีการปรับค่าไฟให้เป็นไปตามเวลาของการผลิตได้ หรือปรับทุกชั่วโมง ซึ่งถ้าใครสามารถบริหารการใช้ไฟได้ เช่น มีระบบ Smart ระบบทันสมัย ก็สามารถใช้ไฟในเวลาที่ค่าไฟถูกได้ ทั้งหมดจะเพิ่มประสิทธิภาพ และในภาพรวมก็จะสามารถใช้ไฟในราคาถูกลง
“เพิ่มประเภทผู้ใช้ไฟอีก 1 ประเภท และสร้างแรงจูงใจ ให้รางวัลกับผู้ใช้ที่บริหารจัดการการใช้ไฟแต่ละชั่วโมงให้ตรงกับคิวของการผลิตไฟ” นายเอกนัฏ กล่าว
นายเอกนัฏ กล่าวในประเด็นการแต่งตั้งปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่แทนนายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ที่กำลังจะเกษียณอายุราชการว่า ยังไม่ได้คิดไปถึงตรงนั้น วันนี้ปัญหาหนักรุมเร้าต้องแก้ตรงนี้ก่อน และยังมีเวลาเนื่องจากนายประเสริฐ ยังทำหน้าที่อยู่อีก 6 เดือน ส่วนคนใหม่จะมาจากกระทรวงอื่นหรือไม่ว่า อาจจะมีโอกาส เพราะตอนเป็นรมว.อุตสาหกรรม ทำงานกับปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ท่านเป็นคนที่เก่ง และสุจริตมาก ๆ ไม่เคยกลัวอำนาจอิทธิพลใด ๆ และปฏิบัติได้ตามนโยบายที่มอบให้
ส่วนถ้าให้เลือกระหว่างปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กับปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายเอกนัฏ กล่าวว่า คงเป็นปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมมากกว่าอยู่แล้ว เพราะทำงานด้วยกันมา แต่ก็ต้องให้โอกาสคนในกระทรวงด้วย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง : พลังงานสั่งด่วน!! ห้ามส่งออกน้ำมัน


