ประธาน ACT หนุน กรมศุลกากรยกเลิกเงินรางวัลนำจับ แก่ข้าราชการ
ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หนุน กรมศุลกากรยกเลิกเงินรางวัลนำจับ แก่ข้าราชการ
(4 มิ.ย.69) ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) แสดงความเห็นกรณี กรมศุลกากรต้องยกเลิกเงินรางวัลนำจับ ว่า น่ายินดีที่อธิบดีกรมศุลกากรประกาศเตรียมยกเลิกรางวัลนำจับที่จ่ายให้แก่ข้าราชการของกรมฯ ตั้งแต่อธิบดี ลงไปจนถึง ซี 8 จากที่เคยจ่ายต่อเนื่องมาหลายสิบปี เข้าใจว่าเหตุผลหลักคือ ถึงเวลาต้องยกเลิกเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานของกลุ่มประเทศ EU ที่ไทยกำลังเจรจา FTA อยู่ และยังมีเหตุผลอื่นอีกมากที่ทุกหน่วยงานของรัฐพึงนำไปพิจารณา ปัจจุบันไทยมีกฎหมายมากถึง 147 ฉบับ [1] ที่ยอมให้มีการจ่ายรางวัลนำจับแก่เจ้าหน้าที่รัฐ เช่น ตำรวจ ศุลกากร สรรพสามิต ขนส่งทางบก ป่าไม้ ยาเสพติด ฯลฯ ด้วยเหตุผลสำคัญว่า เงินเหล่านี้จะเป็นแรงจูงใจให้ปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นและลดปัญหาเจ้าหน้าที่เรียกรับสินบนจากผู้กระทำผิด [2] แต่จากการศึกษากลับพบว่า เงินจำนวนมากที่รัฐจ่ายไปแต่ละปี ไม่ได้ช่วยให้เกิดผลดีตามที่กล่าวอ้าง ตรงกันข้าม กลับสร้างผลเสียและกลายเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดคอร์รัปชันมากกว่าเดิม

1)ไม่ได้ช่วยให้คอร์รัปชันลดลง แต่กลายเป็นโอกาสให้เจ้าหน้าที่เลือกระหว่างเงินรางวัลนำจับที่ถูกกฎหมาย หรือรับสินบนที่ผิดกฎหมายแต่ง่ายและเร็ว เพราะ “ฝ่ายผู้ให้สินบน” มักเลือกที่จะเสนอเงินเพื่อหลีกเลี่ยงความยุ่งยากเสียเวลา หรือเรื่องราวของตนอาจถูกเผยแพร่ หรืออาจถูกกลั่นแกล้งให้สถานการณ์เลวร้ายลง รวมทั้งอาจโดนบทลงโทษอื่นอีกหากต้องเข้าสู่ขั้นตอนของกฎหมาย ขณะที่ “ฝ่ายเจ้าหน้าที่” มักมองว่าเงินรางวัลเป็นของตายอย่างไรเสียก็ต้องได้ แต่ล่าช้าและได้น้อย เพราะขั้นตอนเบิกจ่ายยุ่งยากแถมยังต้องแบ่งกับเจ้านายหรือเจ้าหน้าที่อื่นด้วย บางกรณีอาจไม่ได้อะไรเลยเพราะยุติคดีไปดื้อๆ เนื่องจากเป็นเรื่องของพวกพ้อง ผู้ใหญ่ขอร้องหรือมีการช่วยเหลือกัน ซึ่งต่างจากการรับสินบนจากเหยื่อหรือคู่กรณีที่สามารถเก็บเข้ากระเป๋าตนเองได้ทันที
2)เกิดพฤติกรรมบิดเบือนไปจากภาระกิจของหน่วยงาน คือแทนที่จะปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย เจ้าหน้าที่บางคนกลับเลือกงานหรือทำคดีเฉพาะที่มีโอกาสจะได้รางวัลมากๆ บ่อยครั้งจงใจทำเกินกว่าเหตุเพื่อหวังเงินรางวัล เช่น “ขุดหลุมล่อ” คือ ปล่อยให้เหยื่อหรือเอกชนพลาดผิดแล้วไปดำเนินคดีในภายหลัง ซึ่งเข้าข่ายการมีผลประโยชน์ทับซ้อนที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
3)ใช้อำนาจโดยมิชอบมากขึ้น เจ้าหน้าที่สามารถเลือกบังคับใช้กฎหมายตามใจตนได้ง่าย เพราะมีกฎหมายเกี่ยวข้องจำนวนมาก มีรายละเอียดและเงื่อนไขซับซ้อนหรือเปลี่ยนแปลงบ่อย จนตามไม่ทัน นำไปสู่การข่มขู่ให้เหยื่อต้องส่งส่วยสินบนอย่างต่อเนื่องเพื่อแลกกับการไม่ถูกดำเนินคดีหรือไม่ถูกปรักปรำ โดยไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะกระทำผิดจริงหรือไม่ ซึ่งเข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชน
4)สร้างความไม่เป็นธรรมในระบบหมู่เจ้าหน้ารัฐ จากการที่ข้าราชการกลุ่มหนึ่งปฏิบัติหน้าที่แล้วได้รางวัลนำจับเป็นผลตอบแทนพิเศษ แต่ข้าราชการทั่วไปหรือแม้แต่คนอยู่หน่วยงานเดียวกันแต่อยู่คนละฝ่ายไม่ได้รับ บางครั้งมีปัญหาแบ่งรางวัลไม่เป็นธรรมในหน่วยงานเดียวกัน
เงินก้อนโตยังจูงใจให้เจ้าหน้าที่วางแผนทำผิดกฎหมายในลักษณะอื่น เช่น กรณีสมรู้ร่วมคิดกันให้พรรคพวกหรือญาติพี่น้องแอบอ้างเป็นผู้ชี้เบาะแสเพื่อรับเงินสินบนและรางวัลนำจับ เช่น กรณีผู้กำกับโจ้
5)เกิดคอร์รัปชันในการเบิกจ่ายเงินฯ ที่เป็นข่าวบ่อยคือ ธรรมเนียมเข้าชื่อบัญชีหางว่าวเพื่อรับส่วนแบ่งรางวัลและอ้างเป็นผลงานของเจ้าหน้าที่จำนวนมากในหน่วยงานเดียวกันหรือหลายหน่วยงาน ทั้งที่หลายคนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในกรณีนั้น เพื่อหยุดปัญหานี้จึงมีข้อเสนอว่า เจ้าหน้าที่รัฐต่างได้รับเงินเดือนและผลประโยชน์อื่นจากรัฐอยู่แล้ว จึงควรยกเลิกรางวัลนำจับเสีย แล้วเปลี่ยนเป็นการให้รางวัลจากผลประเมินการปฏิบัติหน้าที่ดีเด่น (Performance Reward) เหมือนในสหรัฐฯ [3] หรือให้เป็นผลงานของหน่วยงานมิใช่ปัจเจกบุคคล แต่หากยังคงไว้ ก็จำต้องปรับปรุงหลายประการ เช่น
- กติกาการจ่ายเงินและจำนวนเงินรางวัลนำจับต้องโปร่งใสเป็นที่รับรู้ทั่วไป มิใช่จำกัดอยู่แต่ในหมู่เจ้าหน้าที่ เพื่อให้ประชาชนร่วมเป็นหูเป็นตาแทนรัฐในการตรวจสอบชี้เบาะแสพฤติกรรมเจ้าหน้าที่ โดยให้เงินแก่ประชาชนที่ชี้เบาะแสเป็นการตอบแทนในจำนวนมากพอจะชดเชยกับการเสี่ยงภัยและค่าใช้จ่ายที่เขาเสียไป เช่น ค่าเดินทาง การสืบค้นข้อมูล ค่าเสียเวลาทำมาหากิน เป็นต้น
- กำหนดเงื่อนไขให้เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ทั้งที่ทำงานในหน่วยงานนั้น และเจ้าหน้าที่รัฐทั่วไป จำนวนเงินที่จ่ายจะคิดเป็นสัดส่วนกับผลงานในคดีก็ได้แต่ต้องไม่มากเกินไปและจำกัดวงเงินสูงสุด
“บางท่านเสนอว่า ไทยควรคงไว้เพียงรางวัลนำจับบางประเภทไว้เหมือนประเทศเกาหลีใต้ หากมั่นใจว่าสามารถบังคับใช้กฎหมายได้ตรงไปตรงมา ผมสนับสนุนความเห็นของศาสตราจารย์ เมธี ครองแก้ว อดีตกรรมการ ป.ป.ช. ที่ว่า “การให้หรือรับสินบนไม่ว่าจะให้ใครหรือโดยใคร ก็ถือว่าไม่ถูกต้องทั้งสิ้น ดังนั้นทำไมเราไม่พัฒนาประเทศและสังคมของเรา ที่ทำให้ประชาชนมีความสำนึกในความถูกต้องและทำหน้าที่พลเมืองที่ดี ที่คอยปกป้องหรือรักษาผลประโยชน์ของสังคมโดยไม่เห็นแก่อามิสสินจ้างหรือเงินรางวัล” [4] ขอขอบคุณท่านอธิบดีกรมศุลกากร ในการเป็นแบบอย่างที่ดีให้ทุกหน่วยงานของรัฐได้เร่งทบทวน

