สรุปข่าวประจำวันที่ 15 มกราคม 2569
โครงสร้างสะพานรถไฟความเร็วถล่ม : โครงสร้างสะพานรถไฟความเร็วสูงตกทับขบวนรถไฟโดยสาร ที่ บ้านถนนคต อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 22 ราย ส่งร่างไว้ที่ โรงพยาบาลสีคิ้ว ส่วนผู้บาดเจ็บ 64 ราย เป็นผู้ป่วยสีแดง อาการหนัก 8 ราย รักษาที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา 7 ราย และ โรงพยาบาลเทพรัตน์นครราชสีมา 1 ราย ที่เหลือ 56 ราย รักษาที่ โรงพยาบาลสีคิ้ว 49 ราย และ โรงพยาบาลสูงเนิน 7 ราย ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กำชับให้ดูแลผู้บาดเจ็บ อำนวยความสะดวกให้กับญาติ รวมทั้งดูแลเยียวยาจิตใจครอบครัวผู้เสียชีวิตอย่างเต็มที่
นับถอยหลังสู่การเลือกตั้ง :
วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เลือกตั้งครั้งนี้ มีบัตร 3 ใบ ใบที่ 1 เลือกพรรค ใบที่ 2 เลือกคน ในที่ 3 ประชามติ ออกเสียงว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่สิ่งที่คนไม่ค่อยรู้ก็คือการจะออกเสียงประชามตินั้น เป็นอย่างไร เนื่องจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ไม่ค่อยจะประชาสัมพันธ์ในเรื่องดังกล่าวสักเท่าไหร่ ไม่แน่ว่า พอถึงวันเลือกตั้งจริง อาจทำให้คนงงกันเป็นแถวก็เป็นได้ ว่ามีบัตรโผล่มาได้อย่างไรถึง 3 ใบ
มิหนำซ้ำ ยังมีข่าวว่า กกต.แนบเอกสารส่งไปถึงประชาชนถึงเหตุผลที่ไม่ควรยกเลิกรัฐธรรมนูญ ก็อาจเป็นไปได้ว่า กกต. ไม่อยากให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถึงไม่รณรงค์เรื่องดังกล่าวมากเท่าที่ควร
หุ้น ตปท.-ไทย :
ปิดตลาด (14 ม.ค. ) ดัชนีดาวโจนส์ ปิดที่ 49,149.63 จุด ลดลง 42.36 จุด (0.09%) แนสแดก ปิดที่ 25,465.94 จุด ลดลง 276.01 จุด (1.07%)แอสแอนด์พี ปิดที่ 6,926.60 จุด ลดลง 37.14 จุด (0.53%) ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย ปิดตลาดที่ 1,244.30 จุด เพิ่มขึ้น 9.00 จุด (0.73%) มูลค่า 39,177.88 ล้านบาท
ทองคำขึ้น 700 บาท :
ราคาทองคำเมื่อวันที่ (14 ม.ค.) มีประกาศของสมาคมค้าทองคำ ราคาทองคำแท่ง รับซื้อบาทละ 68,800.00 บาท ขายออกบาทละ 68,900.20 บาท ทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 67,416.52 บาท ขายออกบาทละ 69,700.00 บาท ราคาทองคำขึ้น 700 บาท เมื่อเทียบกับวันที่ 13 ม.ค.
เงินบาทแข็งค่า :
สำหรับค่าเงินบาทเทียบเงินสกุลโลก วานนี้ (14 ม.ค.) โดยธนาคารแห่งประเทศไทย กำหนดอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักระหว่างธนาคารพาณิชย์ โดยให้เงินบาทมีค่า 31.6583 บาท บาท ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ 42.7328 บาทต่อ 1 ปอนด์, 37.0093 บาทต่อ 1 ยูโร, 20.1079 บาท ต่อ 100 เยน, 4.0769 บาทต่อ 1 ดอลลาร์ฮ่องกง ,กำหนดค่าเงินบาทที่ 24.7455 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ และ 7.8769 ต่อ
สหรัฐฯระงับวีซ่าไทย :
สหรัฐฯ สั่งระงับกระบวนการพิจารณาวีซ่าจาก 75 ประเทศทั่วโลกเป็นการชั่วคราว โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 21 ม.ค.นี้ และยังไม่มีกำหนดสิ้นสุด เพื่อทบทวนมาตรการคัดกรองและตรวจสอบผู้ยื่นขอวีซ่า ท่ามกลางความกังวลว่าผู้สมัครบางส่วนอาจกลายเป็นภาระต่อรัฐในอนาคต ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งดังกล่าว รวมถึงโซมาเลีย รัสเซีย อัฟกานิสถาน บราซิล อิหร่าน อิรัก อียิปต์ ไนจีเรีย ไทย เยเมน และอีกหลายประเทศ
ตรึงน้ำมันดีเซล-เบนซิน :
คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบปรับลดอัตราเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับน้ำมันดีเซลลง 50 สตางค์ต่อลิตร และน้ำมันน้ำมันเบนซินทุกชนิด เพื่อตรึงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลและเบนซินคงเดิม ณ หน้าสถานีบริการน้ำมัน จากเหตุการณ์ประท้วงต่อต้านรัฐบาลอิหร่านที่ยังคงยืดเยื้อ อาจทำให้อุปทานน้ำมันในตลาดโลกลดลง ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกเกิดความผันผวนปรับตัวสูงขึ้น กบน. จึงมีมติให้ปรับลดอัตราเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงลง เพื่อตรึงราขายปลีกน้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซินไม่ให้ขึ้นราคา และขอให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศไม่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีพของประชาชนมากจนเกินไป
ลงโทษทหาร สั่งขัง-งดบำเหน็จ :
กรณีที่ปรากฏคลิปวิดีโอที่มีลักษณะทหารทะเลาะวิวาทและทำร้ายร่างกายในสื่อสาธารณะ กองทัพบกได้ตรวจสอบพบว่าเหตุการณ์ดังกล่าว เกิดการทะเลาะวิวาทชกต่อยกัน ซึ่งภายหลังเกิดเหตุ ฝ่ายหนึ่งได้นำเรื่องการชกต่อยไปแจ้งให้ สิบเอก พิตรพิบูล เวียงอินทร์ เนื่องจากมีความสนิทสนมกันรับทราบ ต่อมา สิบเอก พิตรพิบูล เวียงอินทร์ ได้มีการสอบถามและพยายามปรับความเข้าใจระหว่างคู่กรณี แต่กลับเป็นเหตุให้เกิดการทะเลาะวิวาทขึ้นอีกครั้ง ส่งผลให้ปรากฏเป็นคลิปภาพตามสื่อโซเชียล ขณะที่ สิบเอก พิตรพิบูล เวียงอินทร์ เกิดอารมณ์โกรธ และใช้กำลังทำร้ายพลทหารคู่กรณี ทั้ง ได้พิจารณาลงโทษทางวินัยต่อ สิบเอก พิตรพิบูล เวียงอินทร์ ฐานทำร้ายร่างกายพลทหาร ลงโทษ “จำขัง” มีกำหนด 45 วัน และงดบำเหน็จ
สมทบทุนประกันสังคม :
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า การปรับเพิ่มเงินสมทบประกันสังคมจากเดิมสูงสุด 15,000 บาท เป็น 17,500 บาทในช่วงสภาพเศรษฐกิจฝืดเคือง เป็นเรื่องที่อาจไม่เหมาะสมในเวลานี้
การปรับเพิ่มดังกล่าวจะเป็นการเพิ่มต้นทุนหรือภาระให้กับทั้งผู้ประกอบการและผู้ประกัน ในสภาวะที่สภาพเศรษฐกิจยังไม่คล่องตัว ขณะที่กำลังซื้อก็ไม่สู้ดี คำถามคือการดำเนินการดังกล่าวในช่วงเวลานี้น่าจะยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมหรือไม่
โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) พบว่าการปรับขึ้นเงินเดือนหรือจ่ายโบนัสทำได้ยาก แตกต่างจากบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) หรือบริษัทข้ามชาติที่มีรายได้สูง เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์หรืออิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูง ซึ่งภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอาจเป็นตัวเร่งให้ผู้ประกอบการตัดสินใจลดการจ้างงานหรือตัดสินใจเลิกจ้างงานได้ง่ายขึ้น ขณะที่อีกด้านหนึ่งสินค้าที่ผลิตและทำตลาดในประเทศ ยังต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงกับสินค้านำเข้าราคาถูกที่ทะลักเข้ามาในไทยยิ่งทำให้ผู้ประกอบการที่คิดจะเลิกจ้างตัดสินใจง่ายขึ้น


