iPhone 7 และเกมธุรกิจที่น่าจับตาของ Apple

เดือนกันยายนของทุกปี นับเป็นช่วงเวลาที่โลกให้ความสนใจกับวงการสมาร์ทโฟน
เป็นพิเศษ โดยเฉพาะเหล่าสาวก Apple ที่ต่างเฝ้าจับตารอคอยการปรากฏตัวของ iPhone รุ่นใหม่อย่างใจจดใจจ่อ แม้ว่าตอนนี้จะเดินทางมาถึงรุ่นที่ 7 แล้ว
ตลอดทศวรรษที่ผ่านมานั้น ไอโฟน ได้สร้างปรากฏการมากมายที่อาจเรียกได้ว่าเป็นการปฏิวัติวงการโทรศัพท์มือถือนับตั้งแต่รุ่นแรกออกวางตลาดในปี 2007 เลยก็ว่าได้ ซึ่งได้จุดประกายให้เกาหลีใต้ผลิตซัมซุงกาแล็คซี่รุ่นแรก หรือ Samsung GT-I7500 ออกมาขายแข่งในอีก 2 ปีถัดมา ก่อนจะค่อยๆ พัฒนาจนกลายมาเป็นคู่แข่งรายสำคัญของแอปเปิ้ลในวันนี้
ถึงอย่างไรก็ตาม คงต้องยอมรับกันว่า ไอโฟน คือต้นแบบสมาร์ทโฟนที่ผู้ผลิตสารพัดยี่ห้อยังคงเดินตามรอยอยู่จวบจนถึงทุกวันนี้ และที่น่าทึ่งมากๆ คือรูปทรงภายนอกของไอโฟนนั้นเปลี่ยนแปลงน้อยมากเมื่อเทียบกับรุ่นแรก แต่แทนที่จะดูเชย กลับกลายเป็นความคลาสสิก เพราะผู้ใช้ไม่รู้สึกล้าสมัยเลย แม้ว่าโทรศัพท์ในมือนั้นจะเป็นสินค้าที่ออกขายมานานนับสิบปีแล้ว
สำหรับ iPhone 7 ที่กำลังจะประกาศตัวในวันที่ 7 กันยายนนี้ ก็มีข่าวลือกันให้แซ่ดว่าจะไม่มีช่องให้เสียบหูฟังอีกต่อไปแล้ว ถ้าข่าวนี้มีความเป็นจริง ก็บอกให้รู้ว่า Apple ยังไม่สิ้นไฟในความพยายามจะรักษาความเป็นผู้นำเทร็นด์และยังกล้าที่จะคิดต่างอย่างท้าทาย (Think Different) ส่วนจะสร้างกระแสฮิตจนมีมือถือค่ายอื่นๆ ผลิตสินค้าออกมาตามรอย หรือยอดขายฟุบเพราะสาวกส่วนใหญ่ไม่ยอมรับ ก็คงต้องตามดูผลลัพธ์กันต่อไป
สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับความจริงกันก็คือ ไม่มีสินค้าตัวใดที่สามารถครองตำแหน่งเป็นหมายเลข 1 อยู่ในตลาดได้ตลอดกาล และสำหรับไอโฟนนั้น แม้ว่าจะทำยอดขายทะลุ 1 พันล้านเครื่องไปแล้ว แต่ผลประกอบการโดยรวมในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้กลับลดลงมาอยู่ที่ 42.4 พันล้านเหรียญฯ เมื่อเทียบกับยอด 49.6 ล้านเหรียญฯ ที่เคยทำได้ในไตรมาสที่ 3 เมื่อปีก่อนหน้าแล้ว นับเป็นสัญญาณที่ไม่ค่อยสดใสเท่าไรนัก
แต่ดูเหมือนว่า Tim Cook ซีอีโอแอปเปิ้ลคนปัจจุบันจะยังคงมองโลกในแง่ดี และเชื่อว่านี่เป็นเพียงการถดถอยชั่วคราวเท่านั้น โดยให้เหตุผลว่า ยอดขายไอโฟนกว่าพันล้านเครื่องนับตั้งแต่ iPhone รุ่นแรกเริ่มออกวางจำหน่ายในปี 2007 จำนวนเกือบครึ่งหนึ่ง หรือราว 472 ล้านเครื่องนั้นมาขายได้ในช่วง 2 ปีหลังมานี้เอง คือ ระหว่างไตรมาสที่ 3 ของปี 2014-ไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ ซึ่งเป็นผลจากการปรับปรุงตัวผลิตภัณฑ์ iPhone 6 และ 6s ให้มีขนาดหน้าจอใหญ่ขึ้นจนประสบความสำเร็จอย่างถล่มทะลาย
ขณะที่ iPhone SE รุ่นจิ๋วแต่แจ๋วหน้าจอขนาด 4 นิ้วแต่อัดแน่นไว้ด้วยคุณสมบัติของรุ่นท็อปในราคาย่อมเยากว่าที่เริ่มออกวางขายในเดือนมี.ค. ที่ผ่านมานั้น ก็ไปได้สวยในตลาดอเมริกา อังกฤษและยุโรป ประสบความสำเร็จสมดังความคาดหมาย ทำยอดขายคิดเป็นสัดส่วนมากถึง 5.1% ในตลาดสมาร์ทโฟนของอเมริกาเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา โดยแอปเปิ้ลเชื่อว่าไอโฟนรุ่น SE จะเป็นตัวดึงดูดลูกค้าหน้าใหม่ๆ ที่อาจจะกลายเป็นสาวกของแอปเปิ้ลได้ในอนาคต และจะเป็นอีกแรงผลักดันที่ช่วยให้ iPhone 7 รุ่นล่าสุดยังคงประสบความสำเร็จต่อไปได้อีก
ความเชื่อมั่นของ ทิม คุก นั้นไม่ได้อยู่บนความเพ้อฝัน หรือหลงตัวเองแต่อย่างใด หากพิจารณากันในเชิงนวัตกรรมแล้ว ทิม คุก อาจไม่มีภาพโดดเด่นเท่าสตีฟ จ็อบส์ แถมยังถูกมองว่าเป็นยุคที่แอปเปิลกำลังตีบตันไอเดียใหม่ๆ เสียด้วยซ้ำไป แต่ถ้ามองกันในเชิงการบริหารทางธุรกิจแล้ว คงปฏิเสธกันไม่ได้เลยว่า นับตั้งแต่ จ็อบส์ มอบตำแหน่ง CEO ให้กับคุก ตั้งแต่ปี 2011 เป็นต้นมา แอปเปิลสามารถทำกำไรเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมถึง 3 เท่าภายในระยะเวลาไม่ถึง 5 ปี ขณะที่ไอโฟนกลายเป็นสินค้าขายดีขึ้นจนมียอดทะลุ 1 พันล้านเครื่องไปแล้ว
แม้ว่ายอดขายไอโฟนในตลาดจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งได้ตกเป็นรองมือถือโลคอลแบรนด์คุณภาพดีราคาย่อมเยากว่า อย่าง Huawei และ Xiaomi ไปแล้ว จะเป็นเหมือนอีกปัจจัยที่ตอกย้ำถึงขาลงของไอโฟนที่อาจนำไปสู่จุดเสื่อมทางธุรกิจให้กับแอปเปิลได้ แต่ทว่าในความเป็นจริงแล้วโอกาสที่จะเป็นไปเช่นนั้นคงเกิดขึ้นไม่ง่ายนักหรอก เพราะแอปเปิลมีความพิเศษหลายประการที่ผู้บริษัทผลิตสมาร์ทโฟนรายใดในโลกไม่อาจเทียบเทียมได้
ประการแรกก็คือ ไอโฟนนั้นถูกผลิตและออกแบบโดยแอปเปิ้ลอย่างครบวงจร ทั้งด้านฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์ จึงมีความเสถียรกว่ามือถือแทบทุกแบรนด์ที่ต้องพึ่งระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์จาก google ประการต่อมาที่ต้องยอมรับกันก็คือ ไอโฟนนั้นไม่ใช่แค่มือถือธรรมดา(รวมทั้ง Apple Watch ด้วย) แต่เป็นสินค้าแฟชั่นหรือเครื่องประดับฐานะที่ติดลมบนไปแล้ว (ขายแพงกว่าใครยังไง ก็ยังมีคนซื้อ)
ภายใต้การบริหารอย่างมืออาชีพของทิม คุก ได้นำความเปลี่ยนแปลงทางด้านธุรกิจมากมายที่ทำให้แอปเปิลได้กลายเป็นบริษัทที่มีความแข็งแกร่งและมั่นคงทางการเงินมากแห่งหนึ่ง เพราะเมื่อตอนที่บริษัทมีเงินสดหมุนเวียนอยู่ในมือราว 233 พันล้านเหรียญฯ แอปเปิลยอมทุ่มเงินมากถึง 117 พันล้านเหรียญฯ เพื่อกว้านซื้อหุ้นของตัวเองกลับคืนภายในระยะเวลา 2 ปี
ปัจจุบันแอปเปิลกำลังถูกแปรรูปภายในองค์กรอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดการพึ่งพายอดขายจากไอโฟน ซึ่งในอนาคตจะกลายเป็นเพียงอุปกรณ์ศูนย์กลางสำหรับเชื่อมธุรกิจทั้งหมดของแอปเปิลเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะในภาคการให้บริการ อย่าง iTunes, App Store, iCloud, Apple Pay, AppleCare และแผนกซ่อมแซมสินค้า ซึ่งปัจจุบันทำรายได้ให้กับบริษัทราว 12% ของธุรกิจทั้งหมด และมีแนวโน้มเติบโตสูงถึงร้อยละ 19 ต่อปี ช่วงปีที่ผ่านมามีกำไรขยับขึ้นจาก 5 พันล้านเหรียญฯ มาเป็น 6 พันล้านเหรียญฯ เพิ่มสูงขึ้นเป็นพันล้านเหรียญฯ เลยทีเดียว
แผนกให้บริการที่ทำกำไรให้แอปเปิลมากที่สุดตอนนี้คือ App Store ซึ่งลูกค้าไอโฟนนับพันล้านรายต้องแวะเวียนเข้าไปหาแอพที่น่าสนใจ และเพิ่งมีการปรับปรุงรูปแบบครั้งใหญ่เมื่อไม่นานมานี้เพื่อให้มีความเอื้อทางธุรกิจมากยิ่งขึ้น
แอปเปิลเป็นบริษัทที่ทำกำไรจากฮาร์ดแวร์ ซอฟท์แวร์ และการให้บริการ เมื่อยอดขายฮาร์ดแวร์ถดถอย บริษัทก็หันไปเสริมเน้นภาคการให้บริการมากยิ่งขึ้น หรือไม่ก็หาช่องทางใหม่ๆ ที่เอื้อต่อการขยายกิจการ เหมือนเช่นที่แอปเปิลได้ให้ความสนใจในธุรกิจด้านยานยนต์และสุขภาพอยู่ในขณะนี้ โดยมีเป้าหมายที่จะให้ผลิตภัณฑ์และบริการจากแอปเปิลเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันมนุษย์ยุคใหม่มากที่สุด นั่นก็หมายถึงความมั่นคงและผลกำไรทางธุรกิจที่จะตามมาอีกมากมาย โดยเฉพาะธุรกิจทางด้านการดูแลสุขภาพและความกินอยู่ดีซึ่งมีมูลค่าทางการตลาดสูงถึงปีละ 9 ล้านล้านเหรียญฯ เลยทีเดียว ถ้าแอปเปิลสามารถดึงกำไรมาเพียงแค่ 1% ก็เป็นตัวเลขสูงถึง 9 หมื่นล้านเหรียญฯ เข้าไปแล้ว
ด้วยยุทธศาสตร์เช่นนี้เอง ภาพพจน์ของแอปเปิลก็จะค่อยๆ ถูกเปลี่ยนจากบริษัทผู้ผลิตคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนชั้นนำไปเป็นบริษัทอะไรสักอย่างที่กลายเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ และเราก็จะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงต่างๆ เหล่านี้ผ่านคุณสมบัติใหม่ๆ ในไอโฟนและนาฬิกาอัจฉริยะรุ่นล่าสุด
มาถึงตรงนี้ก็ไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมทิม คุกถึงเชื่อมั่นนักหนาว่า ยอดขายไอโฟน ไอแพด และคอมพิวเตอร์แม็คอินทอชที่ดูเหมือนว่าจะเริ่มถดถอยในเวลานี้ เป็นเพียงแค่ภาวะชั่วคราว
iPhone 7 ที่กำลังจะเผยโฉมในวันที่ 7 นี้ จะมีอะไรใหม่น่าตื่นเต้นแค่ไหน กระแสตอบรับจะเป็นเช่นไรคงไม่น่าจะเป็นสาระสำคัญเท่าไหร่นัก เพราะดูเหมือนว่าเป้าหมายหลักของแอปเปิลเวลานี้ได้ก้าวพ้นจากการขายอุปกรณ์ไฮเทคในฝ่ามือไปแล้ว
แน่นอนเลยว่า วันหนึ่งโลกคงได้ตื่นตากับ iPhone รุ่น 9 ในรูปทรงเบาบางโปร่งใสราวกับแผ่นคริสตัล เพียบพร้อมด้วยซอฟท์แวร์และการให้บริการใหม่ๆ ที่จะผูกติดกับวิถีชีวิตมนุษย์ยุคดิจิตอล นับตั้งแต่ตอนตื่นยันตอนหลับเลยทีเดียว.