บจ.ไทยแห่สร้างโรงไฟฟ้าญี่ปุ่น

บริษัทจดทะเบียนตลาดหุ้นไทยโดยเฉพาะกลุ่มพลังงานทดแทนในปีนี้
เริ่มรุกคืบเข้าไปลงทุนโรงไฟฟ้าในประเทศญี่ปุ่นกันอย่างคึกคัก เนื่องจากความต้องการใช้ไฟฟ้ามีอัตราสูง จึงไม่น่าแปลกใจที่บริษัทไทยแห่เข้าไปลงทุนแล้ว และมีบางแห่งเตรียมแผนการที่จะเข้าไปลงทุนเพิ่มเติม
บริษัท ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ (TSE) ซึ่งเป็นของกลุ่มตระกูล “มาลีนนท์” ประกาศตั้งเป้าที่จะขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในญี่ปุ่นรวมเป็น 100 เมกะวัตต์ภายในปีนี้ จากปัจจุบันบริษัทมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า หรือ PPA แล้ว 42 เมกะวัตต์ ซึ่งดำเนินการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์แล้ว 6 เมกะวัตต์ และคาดว่าจะสามารถทยอยจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ครบทั้งหมดภายในปี 2560 นอกจากนั้นยังมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า หรือ PPA ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจาอีกกว่า 60 เมกะวัตต์
ผลประกอบการของบริษัทไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ สิ้นสุดวันที่ 30 มิ.ย.59 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 160.52 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.67 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 13.96% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 140.85 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทฯ มีรายได้จากการขายและการให้บริการจากกลุ่มบริษัทรูฟท็อปซึ่งเป็นบริษัทย่อยได้เริ่มจำหน่ายไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เข้าระบบเชิงพาณิชย์ หรือ COD ได้ครบทั้ง 14 แห่ง
ส่งผลให้สามารถรับรู้รายได้จากการขายไฟฟ้าเพิ่มขึ้น รวมถึงการรับรู้รายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการเริ่มจำหน่ายไฟฟ้าจากโครงการในประเทศญี่ปุ่นจำนวน 3 แห่ง ทั้งนี้ผลประกอบการของบริษัทฯ สำหรับงวด 6 เดือน สิ้นสุดวันที่ 30 มิ.ย.59 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 289.92 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.63 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 3.07% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 281.29 ล้านบาท
ขณะที่ปีนี้บริษัทยังคงเป้าหมายในการทำกำไรสุทธิในปีนี้สูงขึ้นจากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 526.59 ล้านบาท ตามกำลังการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ หรือ COD ในประเทศไทยรวมทั้งหมด 99 เมกะวัตต์ และจะสามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์โซลาร์ ฟาร์ม สหกรณ์ฯ อีก 1 โครงการ จำนวน 1 เมกะวัตต์ภายในปีนี้
บริษัท ผาแดงอินดัสทรี (PDI) ซึ่งเป็นของตระกูล ”เตชะอุบล” ประกาศการลงทุนในโครงการ Ryohashiya ซึ่งเป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่น มีขนาดกำลังการผลิตรวม 2.20 เมกะวัตต์ แทนโครงการ FUKUI 2 ที่มีขนาดกาลังการผลิตรวม 2.10 เมกะวัตต์ มูลค่าการลงทุนเพิ่มขึ้นจากที่ได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย* จาก 5,949 ล้านเยน เป็น 6,131 ล้านเยน โดยการเข้าไปลงทุนผ่านบริษัท พีดีไอ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (“PDI Energy”) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทฯ ถือหุ้น 100% เข้าทำรายการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ จานวน 3 โครงการ ได้แก่ 1) โครงการ NOGATA 2)โครงการ FUKUI 2 และ 3) โครงการ NANAO ซึ่งตั้งอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น มีขนาดกำลังการผลิตรวม 11.7655 เมกะวัตต์ (กาลังการผลิตติดตั้ง 14.88 เมกะวัตต์) โดยมีมูลค่ารวมของโครงการประมาณ 1,927 ล้านบาท
บริษัท ไทยลักซ์ เอ็นเตอร์ไพรส์ (TLUXE) แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ว่า คณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติให้ลงทุนในโครงการไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพในประเทศญี่ปุ่น โดยการซื้อบริษัท ซูโม่ พาวเวอร์ ที่มีสัญญาซื้อขายโครงการไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ 8 โครงการ กับบริษัท เซโตอูจิ เนเชอรัล เอ็นเนอร์ยี่ ขนาดกำลังการผลิตรวม 1,000 กิโลวัตต์ มูลค่ารวมของทั้งโครงกาประมาณ 798 ล้านบาท หรืออประมาณ 2,396 ล้านเยน คาดว่าจะสามารถเริ่มจำหน่ายโรงไฟฟ้าได้ประมาณเดือนเม.ย. 2560 เป็นต้นไป
ก่อนหน้านี้ TLUXE ได้เข้าลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ โดยการซื้อกิจการ ของบริษัท ทีพีเอสเอ็น จำกัด ซึ่งเป็นนิติบุคคลสัญชาติญี่ปุ่น เป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ 4 โรงงาน ที่เมืองเบบปุ จังหวัดโออิตะ ประเทศญี่ปุ่น และโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ 2 โรงงาน ขนาดกำลังผลิต 250 กิโลวัตต์ ได้เดินเครื่องจักรเชิงพาณิชย์แล้ว
บริษัท เชาว์ สตีล อินดัสทรี้ จำกัด (มหาชน) หรือ CHOW โดย บริษัท เชาว์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (CE) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ดูแลธุรกิจพลังงานในเครือ มีแผนขยายธุรกิจพลังงานทดแทนประเภทพลังงานแสงอาทิตย์ในกลุ่มงานพัฒนาโครงการให้กับลูกค้า (engineering-procurement-construction-EPC) โดย บริษัทได้เริ่มพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Farm) ในประเทศญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอีก 1 กลุ่มโครงการ ชื่อโครงการ FUKUI ขนาดประมาณ 10 เมกะวัตต์ให้กับ บริษัท พรีโม่ เอ็นเนอร์จี จำกัด ที่ได้เซ็นสัญญาให้บริษัทเป็นผู้พัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่นกำลังการผลิตรวมขนาด 30 เมกะวัตต์ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 3,000 ล้านบาท
“กลุ่มโครงการ FUKUI เป็นโครงการขนาดเล็กรวมกันกำลังการผลิตประมาณ 10 เมกะวัตต์ พัฒนาให้กับ พรีโม่ เอ็นเนอร์จี เป็นลักษณะพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้า พร้อมใบอนุญาตและจัดโครงสร้างการลงทุนพร้อมเป็นที่ปรึกษาให้กับเจ้าของโครงการผ่านบริษัท พรีเมียร์ โซลูชั่น จำกัด บริษัทย่อย ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าเป็นอย่างดี ซึ่งโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือ EXIM BANK โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในปีนี้และจะเริ่มรับรู้รายได้ทันทีจากงานก่อสร้างหลังจากนี้”
ทั้งนี้ ประเทศญี่ปุ่นถือเป็นตลาดด้านพลังงานทดแทนที่มีศักยภาพการเติบโตสูง โดยที่ผ่านมารัฐบาลญี่ปุ่นได้ให้การสนับสนุนด้วยการรับซื้อไฟในระบบให้เงินสนับสนุนตามต้นทุนที่แท้จริง (Feed in Tariff) หรือ FiT จึงทำให้ธุรกิจ
โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในญี่ปุ่นได้รับความสนใจจากนักลงทุนเป็นอย่างมาก ปัจจุบัน “พรีเมียร์ โซลูชั่น” ได้พัฒนาโครงการให้กับพันธมิตรทั้งสิ้น 57 เมกะวัตต์ และงาน EPC 12,000 ล้านเยน โดยรับรู้เป็นรายได้ตั้งแต่ไตรมาสที่ 2/2559 ถึง ไตรมาสที่ 2/2560
บริษัท ทีทีซีแอล (TTCL) แจ้งว่า บริษัทในเครือ “Global New Energy TOGO จำกัด “ได้รับ Grid Connection Acceptance Certificate สำหรับการลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่ที่ Togo Cho, Hyuga-city, Miyazaki, Japan ชื่อโครงการ ” 25MW – JAPAN SOLAR POWER PROJECT” โดยมีผู้รับเหมาคือ Toshiba Corp. และ TTCL มูลค่าเงินลงทุน 8.7 พันล้านเยน หรือประมาณ 3.0 พันล้านบาท
ระยะเวลาการก่อสร้าง ประมาณ 2.5 ปี (2560 – 2562) วันจำหน่ายไฟเชิงพาณิชย์ประมาณครึ่งหลังปี 2562 อายุสัมปทาน 20 ปี โดยมีผู้รับซื้อไฟฟ้าคือ Kyushu Electric Power Co., Inc.
ขณะที่มีบริษัทที่อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมที่จะเข้าไปลงทุนในโรงไฟฟ้าญี่ปุ่นอีกหลายแห่ง เช่น บริษัท วินเทจ วิศวกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ VTE ได้แจ้งมติคณะกรรมการบริษัท การเข้าลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ญี่ปุ่นเกิดขึ้นหลังจากที่บอร์ดได้ศึกษาความเป็นไปได้มาก่อนแล้วโรงไฟฟ้าดังกล่าวมีกำลังการผลิต 980.98 กิโลวัตต์ที่เมืองอิงะ (Iga) ในประเทศญี่ปุ่น โดยจะให้บริษัท วินเทจ โฮลดิ้ง เจแปน จำกัด (VHJ) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยเข้าลงทุนผ่านทาง Energy Gateway No.2 Godo Kaisha (EGN2) ซึ่งเป็นบริษัท GK ที่ VHJ จะเข้าลงนามในสัญญาเข้าลงทุน TK Investment Agreement (TK Agreement) ในอนาคต มูลค่าการลงทุนประมาณ 134.20 ล้านบาท
การอนุมัติเข้าลงทุนโซลาร์ฟาร์มในไทยดังกล่าว เกิดขึ้นหลังจากที่บอร์ดได้ศึกษาความเป็นไปได้มาก่อนแล้วเช่นกัน โดยจะเข้าซื้อโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดกำลังการผลิต 248.88 กิโลวัตต์ โดยจะเข้าซื้อหุ้นของ บริษัท สยาม ไบโอ เจนเนอเรชั่น 1 จำกัด ทั้งสิ้น 100% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วทั้งหมดจากผู้ขาย มูลค่ารวมทั้งสิ้น 17,500,000 บาท
นอกจากนี้ยังพบว่ามีบริษัทจดทะเบียนบางแห่ง ได้ประกาศแผนยกเลิกในโครงการลงทุนที่ประเทศญี่ปุ่นด้วย เนื่องจากไม่ผู้พัฒนาโครงการไม่สามารถจัดหาที่ดินหรือสิทธิการเช่าพร้อมใบอนุญาตตามสัญญาได้ เช่น บริษัท โรงพิมพ์ตะวันออก (EPCO) ได้แจ้งยกเลิกสัญญาพัฒนาโครงการไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ประเทศญี่ปุ่น Genbi Project 10 เมกะวัตต์ และ Shirakata Project 1-3 จำนวน 5.336 เมกะวัตต์ รวม 4 โครงการ จำนวน 15.336 เมกะวัตต์ เนื่องจากผู้พัฒนาโครงการ ไม่สามารถดำเนินการจัดหาที่ดิน หรือสิทธิการเช่า พร้อมใบอนุญาตต่างๆ ให้แล้วเสร็จตามกำหนด ภายใน 28 ต.ค.58 ซึ่งบริษัทยังไม่มีการชำระเงินใดๆ ในโครงการดังกล่าว
ขณะที่นักวิเคราะห์ให้ความเห็นว่า การที่บจ.เข้าไปลงทุนในญี่ปุ่นเนื่องจากการผลิตในไทยมีจำนวนค่อนข้างจำกัด และรัฐจะเปิดประมูลโครงการน้อย จึงจำเป็นต้องไปลงทุนในญี่ปุ่น ซี่งมีความต้องการใช้สูงเพื่อสร้างรายได้เพิ่ม แม้ว่าอัตรากำไรในการทำโรงไฟฟ้าในญี่ปุ่นจะใกล้เคียงกับในไทย หรือ มีผู้ประกอบการบางรายอาจจะต่ำกว่าด้วยซ้ำ ดังนั้นการเข้าไปลงทุนจะประสบความสำเร็จหรือไม่คงต้องใช้เวลาพอสมควร.