ระเบิดประชามติ เขย่าคสช.

เหตุการณ์ครั้งนี้จะเป็นเครื่องย้ำเตือนจิตใจของคนไทย และแสดงให้เห็นว่ายังมีคนไม่ดีอยู่ในสังคมไทยและประเทศไทย
“โดยมีผู้สร้างสถานการณ์ตั้งแต่ก่อนวันลงประชามติ และวันสำคัญของคนไทยทั้งชาติ ผมขอแสดงความเสียใจกับผู้บาดเจ็บและผู้ที่เสียชีวิต ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ รัฐบาลจะดูแลและให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ยืนยันเราไม่เคยทำร้ายหรือขัดแย้งกับใครทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผมขอเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกคน ที่ได้ทำงานหนักตั้งแต่ก่อนวันทำประชามติจนถึงปัจจุบันและต่อไปอย่าท้อแท้ จงมีสติ ใช้ปัญญาในการแก้ไขปัญหา และขอให้กำลังใจชาวไทยทุกคนร่วมมือกันขจัดคนไม่ดีหรือคิดร้ายให้หมดไปจากประเทศไทยให้ได้โดยเร็ว รัฐบาลและคสช. แม้เราจะมีความยากลำบากในเวลานี้ต้องร่วมมือกันก้าวผ่านอุปสรรคทุกอย่างไปให้ได้โดยเร็ว”
สิ้นเสียง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย (ทรท.) เมื่อคืนวันที่ 12 ส.ค.
แสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ “วินาศกรรม” ลอบวางระเบิดและวางเพลิงย่านใจกลางเมืองท่องเที่ยวสำคัญหลายแห่งในภาคใต้ อย่างต่อเนื่องไล่ตั้งแต่ช่วงบ่ายวันที่ 11 ส.ค. ต่อเนื่องถึงช่วงเช้าวันที่ 12 ส.ค. ทำให้ชาวไทยและชาวต่างชาติ ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตหลายคน
งานเข้า “รัฐบาล-คสช.” อย่างจัง เมื่อเกิดเหตุบึ้ม! เขย่าขวัญคนไทยในหลายจุด โดยพุ่งเป้าเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวดังสำคัญ ทั้ง อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่เกิดระเบิด 3 ครั้งต่อเนื่องที่บริเวณหอนาฬิกา 1 จุด และบริเวณโรงเรียนเทศบาลหัวหิน 2 จุด
ขณะที่ จ.สุราษฎร์ธานี เกิดเหตุระเบิดกลางเมืองที่หน้าสถานีตำรวจน้ำ ในจังหวะสิ้นเสียงเพลงชาติเวลา 08.00 น. ส่วนที่ จ.พังงา เกิดเหตุ 2 จุดที่บริเวณทางเข้าตลาดนัดบ้านบางเนียงและ จ.ภูเก็ต ระเบิด 2 จุด บริเวณลานโลมา หาดป่าตอง และป้อมยามบางลา หน้าหาดป่าตอง รวมถึงก่อนหน้านี้ที่ จ.ตรัง จุดตลาดนัดเซ็นเตอร์พอยท์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวม 4 ราย บาดเจ็บ 32 คน รวมถึงเหตุการณ์เพลิงไหม้หลายจุดที่เกิดขึ้น ตั้งแต่ตลาด ร้านค้าขนาดใหญ่ และห้างสรรพสินค้าใน จ.กระบี่ พังงา ตรัง สุราษฎร์ธานีและนครศรีธรรมราช
ร้อนถึง “พี่ใหญ่” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ที่เพิ่งฉลองเบิร์ดเดย์ครบ 71 ปีไปหมาดๆเมื่อวันที่ 11 ส.ค. เรียกฝ่ายความมั่นคงประชุมด่วน ระดม ผบ.ทุกเหล่าทัพ หน่วยข่าว และกระทรวงมหาดไทย ประเมินสถานการณ์และสรุปหาสาเหตุความเชื่อมโยงในเหตุการณ์โจมตีเมืองท่องเที่ยวทางภาคใต้ ที่มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5จังหวัด ในกรมทหารราบที่1มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1รอ.)
พร้อมประกาศกร้าวเร่งล่าตัวคนร้ายมาลงโทษ “ผมจะจับกุมตัวคนร้ายให้ได้ ทุกครั้งก็จับได้ และจะทำให้ได้ และขอบอกไว้เลยว่า ทำกันอย่างนี้ จะสู้กันอย่างนี้ มาทำให้ประชาชนหวาดกลัว ผมจะไม่ไว้หน้าใครทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม รัฐบาลจะเดินหน้าเต็มตัวทำให้เกิดความสงบสุขให้ได้ นอกจากนี้ เหตุเพลิงไหม้ที่เกิดหลายจุดไม่เกี่ยวข้องกับเหตุระเบิด”
เป็นเหตุให้รัฐบาลในหลายประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย อังกฤษ นิวซีแลนด์ และญี่ปุ่น ตื่นตัวออกประกาศเตือนประชาชน ที่เดินทางมาท่องเที่ยวและอาศัยอยู่ในประเทศไทย ระมัดระวัง เรื่องความปลอดภัยในระดับสูงและให้หลีกเลี่ยงพื้นที่จังหวัดทางตอนใต้ของไทย หลังเกิดเหตุระเบิดโจมตีขึ้นหลายจุด
ปฏิเสธไม่ได้ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเครื่องบ่งชี้ว่า “ฝ่ายความมั่นคง” จะต้องมีการประเมินสถานการณ์ใหม่ โดยเฉพาะพื้นที่เฝ้าระวังพิเศษ ที่ไม่ใช่เฉพาะพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้อีกต่อไป รวมถึงพื้นที่กรุงเทพมหานครถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวและเศรษฐกิจที่สำคัญ
ปรากฎการณ์กระตุกหนวด ท้าทายอำนาจ “คสช.” ครั้งนี้ ฝ่ายความมั่นคง “ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์” ทีมโฆษก คสช.เชื่อว่าเป็นฝีมือของกลุ่มขบวนการเดียวกัน ที่ไม่ต้องการให้เกิดความสงบขึ้นในประเทศ แต่ไม่ใช่สาเหตุที่ลุกลามจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
“ยืนยันว่าเหตุระเบิดที่เกิดขึ้น ไม่ใช่การก่อการร้าย และไม่เชื่อมโยงเหตุการณ์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นแค่การก่อวินาศกรรมเฉพาะพื้นที่ หรือเรื่องความขัดแย้งภายในประเทศหรือความขัดแย้งทางการเมืองระดับชาติ หรือระดับท้องถิ่นก็เป็นได้เท่านั้น”
สำทับกับคำยืนยันของ “ปณิธาน วัฒนายากร” ที่ปรึกษา “บิ๊กป้อม” ยืนยันว่าเหตุการณ์กระตุกขวัญประชาชนครั้งนี้ เกิดจากกลุ่มทีมใหม่
“เราได้เฝ้าจับตาดูกลุ่มที่เคยก่อเหตุเดิมๆอยู่แล้ว แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้อาจจะเป็นทีมหรือกลุ่มใหม่ก็เป็นได้ ซึ่งเชื่อว่าเป็นคนจากข้างในประเทศ ไม่ใช่นอกประเทศ เพราะมีการเคลื่อนไหวอย่างคึกคักตั้งแต่ก่อนวันที่ 7 ส.ค. และเราก็รู้อยู่แล้วว่าตั้งใจจะป่วนมานานแล้ว”
ขณะที่รายงานผลตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิดจาก “หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด” (อีไอดี) พบว่า วัตถุระเบิดที่คนร้ายใช้ในการก่อเหตุหลายจุดในพื้นที่ภาคใต้ มีความเชื่อมโยงกัน เพราะเป็นระเบิดชนิดแสวงเครื่อง จุดระเบิดด้วยการตั้งเวลาจากโทรศัพท์มือถือ และเหตุการณ์ทั้งหมดสั่งการจากคนๆ เดียวหรือกลุ่มเดียว ทั้งระเบิดและวางเพลิง
แต่ที่น่าสนใจ คือ คำให้สัมภาษณ์ของ “รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง” มั่นใจว่า “วัตถุระเบิดที่ใช้ก่อเหตุเป็นชนิดเดียวกันคือซีโฟร์ และคาดว่าเหตุที่เกิดน่ามาจากเรื่องภายในประเทศอย่างแน่นอน”
แต่ “คนวงใน” ประเมินกันว่า สาเหตุหลักใหญ่ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ให้น้ำหนักเรื่องการเมืองมากที่สุด รองลงมา เรื่องก่อการร้าย จากกลุ่มผู้ไม่หวังดีที่ไม่ต้องการให้บ้านเมืองเกิดความสงบสุข และไม่ใช่กลุ่มก่อความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงยังมีรายงานข่าวว่า ฝ่ายความมั่นคงได้รับรายงานว่ากลุ่มก่อความไม่สงบกลุ่มเดิม เตรียมก่อเหตุในลักษณะดังกล่าวในหลายพื้นที่ ตั้งแต่ก่อนวันลงประชามติ 7 ส.ค.แต่สามารถป้องกันไว้ได้ทัน
หากพิจารณาจุดเกิดเหตุส่วนใหญ่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญๆของประเทศ และในจังหวัดเหล่านี้ผลการนับคะแนน เมื่อวันที่ 7ส.ค.ที่ผ่านมา “รับร่างรัฐธรรมนูญ” จึงไม่มีนัยสำคัญว่าจะเป็นจะเป็นแรงจูงใจในการก่อเหตุหรืออีกนัยยะสำคัญผู้บ่งการที่อยู่เบื้องหลังต้องการแสดงพลัง และประกาศจุดยืนต่อต้านผลประชามติที่ออกมา สะท้อนให้ผู้มีอำนาจเห็นว่าพวกเขาไม่พอใจ จนนำมาซึ่งการสร้างสถานการณ์ก่อกวนควบคู่กับการสร้างเหตุการณ์ความรุนแรง
สอดรับไปทางเดียวกับข้อสันนิษฐาน “บิ๊กแป๊ะ” พล.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มองว่าเป็นเรื่องทางการเมืองที่เกี่ยวโยงกับการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เพราะพื้นที่เกิดเหตุส่วนใหญ่เป็นจังหวัดที่รับร่างรัฐธรรมนูญ
แน่นอนว่า เป้าหลักถูกพุ่งไปที่พรรคการเมือง อย่างพรรค “เพื่อไทย” และ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรีว่าอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ดังกล่าว ร้อนถึงลูกสมุนต้องรับออกมาปกป้องแทนทั้ง “วัฒนา เมืองสุข” แกนนำพรรคฯ “ปึ๋ง” สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรมว.ต่างประเทศและแกนนำพรรคฯ
“คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) และรัฐบาล สมควรถูกตำหนิในเหตุการณ์ครั้งนี้ แทนที่จะใช้กำลังพลเพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชน แต่กลับนำกำลังมาไล่ล่าจัดการประชาชนที่เห็นต่าง แทนที่จะสำนึกกลับออกมาโทษคนอื่น และเดาได้เลยว่าฝ่ายเผด็จการจะต้องโทษนายทักษิณ เพราะเป็นวิธีง่ายที่สุดที่จะปัดความรับผิดชอบ ซึ่งพวกผมไม่ได้ประโยชน์อะไรจากเหตุระเบิดเพราะไม่ว่าจะเกิดระเบิดอีกกี่ลูกก็ไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้”
ผิดกับ “ลุงกำนัน” สุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำกปปส. ฟันธงชัดๆว่า “เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเชื่อมโยงกับประเด็นการเมืองในประเทศ และเชื่อว่าเป็นเรื่องต้องการดิสเครดิตรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และต้องการทำลายภาพพจน์ประเทศไทย ทำให้เห็นว่ารัฐบาลถูกต่อต้านโดย และตนเชื่อว่า เขาได้วางแผนไว้ก่อนลงประชามติแล้วว่า ถ้าเกิดการรณรงค์ให้คว่ำประชามติไม่เป็นผล เขาจะทำอย่างไร”
จะว่าไปการเจาะจงเลือกจังหวัด “ตรัง-สุราษฎร์ธานี” ยังถูกมองข้ามซ็อตไปถึงปัญหาภายในพรรคประชาธิปตย์ ที่ยังไม่เป็นปึกแผ่น เพราะ “ตรัง” เป็นบ้านเกิดของ “ชวน หลีกภัย” ที่มีจุดยืนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ส่วน “สุราษฎร์ธานี” คือฐานเสียงสำคัญ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ที่ประกาศหนุนร่างรัฐธรรมนูญ
งานนี้ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า “รัฐบาล” ยังไม่สามารถดับไฟความขัดแย้งที่เกิดขึ้นตามที่โฆษณาไว้ และสะท้อนให้เห็นว่า ความรุนแรงยังคงมีอยู่ในประเทศเพียงแค่รอวันปะทุขึ้นมาเท่านั้น ที่สุดแล้วอาฟเตอร์ซ็อกแพลงฤทธิ์ หลังทำประชามติ ส่งผลสะเทือนภาพลักษณ์รัฐบาลไม่น้อย แถมยังเขย่าโรดแม็พการเลือกตั้งในปลายปี 2560 ที่จะเกิดขึ้น
หากสถานการณ์บ้านเมืองยังไม่สงบแบบนี้ ดูท่า “ผู้มีอำนาจ” คงต้องแก้เกมหันมาเอาจริง เร่งสลายความขัดแย้งไม่ให้ถนนสายเลือกตั้งสะดุด ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้.