ไทยพาณิชย์วิกฤติตะวันออกกลาง กระทบอุตสาหกรรมเกษตรไทยอย่างไร?
วิกฤติตะวันออกกลางจะกระทบอุตสาหกรรมเกษตรไทยผ่าน 5 ช่องทางหลัก อุตสาหกรรมเกษตรที่เป็นพืชเศรษฐกิจหลักของไทยคือ ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ยางพารา และปาล์มน้ำมัน จะได้รับผลกระทบจากวิกฤติตะวันออกกลางผ่าน 5 ช่องทางหลัก คือ 1) ราคาน้ำมัน 2) ราคาปุ๋ยเคมี 3) อุปสงค์จากตะวันออกกลาง 4) ค่าระวางเรือและโลจิสติกส์ และ 5) เศรษฐกิจโลกหรืออุปสงค์โดยรวม ซึ่งผลกระทบต่อแต่ละอุตสาหกรรมจะแตกต่างกันตามโครงสร้างต้นทุน ความเชื่อมโยงกับตลาดพลังงาน และตลาดส่งออกหลักของพืชแต่ละชนิด
เกษตรกรทั้ง 5 พืชจะได้รับผลกระทบสุทธิเป็นลบ ในขณะที่โรงงานแปรรูปพืช 4 ชนิด ยกเว้นข้าวจะได้รับผลสุทธิเป็นบวก แต่ยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนสูงในหลายด้าน
SCB EIC ประเมินผลกระทบผ่านการวิเคราะห์ความอ่อนไหวของราคาสินค้าต่อราคาน้ำมันและ GDP โลก และผลกระทบของราคาน้ำมันและราคาปุ๋ยต่อโครงสร้างต้นทุน ภายใต้ 2 ฉากทัศน์ คือ กรณีฐานที่ราคาน้ำมันดิบ Brent เฉลี่ยทั้งปี 2026 อยู่ที่ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ราคาปุ๋ยเพิ่มขึ้นสูงกว่ากรณีปกติ 28.6 pp และ GDP โลกต่ำกว่ากรณีปกติ 0.2 pp และกรณีรุนแรงที่ราคาน้ำมันเพิ่มเป็น 110 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ราคาปุ๋ยเพิ่มขึ้นสูงกว่ากรณีปกติ 64.5 pp และ GDP โลกต่ำกว่ากรณีปกติ 0.9 pp ซึ่งจากผลการประเมินพบว่าเกษตรกรผู้ปลูกพืช5 ชนิดมีแนวโน้มได้รับผลกระทบสุทธิเป็นลบโดยเกษตรกรผู้ปลูกข้าวจะได้รับผลกระทบหนักสุดตามมาด้วยปาล์มน้ำมันอ้อยมันสำปะหลังและยางพาราจากต้นทุนปุ๋ยและน้ำมันที่จะเพิ่มขึ้นค่อนข้างมากจนหักล้างผลบวกด้านราคาในทางตรงกันข้ามโรงงานแปรรูปยางพาราโรงงานน้ำตาลโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มและโรงงานแปรรูปมันสำปะหลังจะได้รับผลกระทบสุทธิเป็นบวกจากผลของราคาที่จะเพิ่มขึ้นทั้งนี้โรงงานสกัดปาล์มน้ำมันจะได้รับผลบวกสุทธิมากที่สุดจากความเชื่อมโยงกับไบโอดีเซลรองลงมาคือโรงงานแปรรูปมันสำปะหลังจากความต้องการเอทานอลโรงงานน้ำตาลจากราคาน้ำตาลโลกที่มีแนวโน้มสูงขึ้นและโรงงานยางพาราจากการถูกนำไปใช้ทดแทนยางสังเคราะห์อย่างไรก็ดีผู้ประกอบการกลุ่มนี้ยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนสูในหลายด้านทั้งจากเศรษฐกิจโลกนโยบายพลังงานในประเทศต้นทุนการผลิตและต้นทุนการขนส่งขณะที่โรงสีข้าวเป็นผู้ประกอบการกลุ่มเดียวที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบสุทธิเป็นลบเนื่องจากจะไม่ได้อานิสงส์ด้านราคาจากน้ำมันเหมือนสินค้าอื่นแต่กลับเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตค่าระวางเรือการพึ่งพาตลาดตะวันออกกลางและการแข่งขันในตลาดโลกที่จะรุนแรงขึ้น ส่วนผลกระทบจากราคาปุ๋ยเคมีที่สูงขึ้นต่อโรงงานแปรรูปสินค้าเกษตรจะอยู่ในระดับจำกัด เพราะแม้ราคาปุ๋ยจะเพิ่มขึ้น แต่ผลผลิตจะลดลงไม่มาก และผลกระทบโดยส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในปี 2027 เนื่องจากเกษตรกรในหลายพืช เช่น อ้อย มีการเก็บเกี่ยวผลผลิตไปแล้ว แต่ในทางตรงกันข้ามราคาปุ๋ยที่เพิ่มขึ้นจะกระทบต่อเกษตรกรค่อนข้างมากเนื่องจากสัดส่วนต้นทุนปุ๋ยต่อต้นทุนรวมของเกษตรกรที่อยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง
ผู้ประกอบการแต่ละกลุ่มต้องเร่งรับมือให้ตรงจุด เพราะวิกฤติตะวันออกกลางส่งผลกระทบแตกต่างและไม่เท่ากัน พร้อมทั้งสร้างความไม่แน่นอนสูงให้กับอุตสาหกรรม
วิกฤติตะวันออกกลางทำให้ผู้ประกอบการแต่ละอุตสาหกรรมต้องรับมือแตกต่างกันขึ้นอยู่กับลักษณะเฉพาะของแต่ละธุรกิจ โดยโรงงานสกัดปาล์มน้ำมันต้องจับตาการเพิ่มสูตรผสมไบโอดีเซลอย่างใกล้ชิด เพราะเป็นตัวกำหนดอุปสงค์และราคาน้ำมันปาล์มดิบในประเทศโดยตรง โรงงานแปรรูปมันสำปะหลังต้องติดตามทั้งทิศทาง GDP โลกและนโยบายส่งเสริม E20 ซึ่งจะกำหนดอุปสงค์เอทานอลในระยะต่อไป ขณะที่โรงงานน้ำตาลต้องเฝ้าระวังเศรษฐกิจโลกควบคู่กับแผนการผลิตของบราซิล ซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อราคาน้ำตาลโลก ด้านโรงงานแปรรูปยางพาราควรเร่งกระจายตลาด เพราะอุปสงค์ยางมีความอ่อนไหวต่อเศรษฐกิจโลกสูง ส่วนโรงสีและผู้ส่งออกข้าวต้องเร่งทั้งการหาตลาดใหม่และลดต้นทุน เพื่อรับมือแรงกดดันจากค่าขนส่งและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ขณะที่เกษตรกรผู้ปลูกพืชจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการควบคุมต้นทุนปัจจัยการผลิต โดยเฉพาะการใช้ปุ๋ยอย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพ เช่น ปุ๋ยสั่งตัด หรือการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมี เพื่อลดการพึ่งพาปัจจัยนำเข้าและรักษาศักยภาพการผลิตในระยะยาว
ภาครัฐควรให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการทุกกลุ่มพืช แต่เร่งดูแลข้าวเป็นลำดับแรก
SCB EIC มองว่า ภาครัฐควรมีมาตรการดูแลเกษตรกรในทุกกลุ่มพืช โดยเฉพาะการช่วยลดต้นทุนปัจจัยการผลิตและยกระดับประสิทธิภาพการผลิต อย่างไรก็ดี หากต้องจัดลำดับความเร่งด่วน อุตสาหกรรมข้าวควรได้รับความช่วยเหลือเป็นอันดับแรก เนื่องจากเป็นกลุ่มเดียวที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบสุทธิเป็นลบ และเผชิญแรงกดดันพร้อมกันทั้งด้านต้นทุน โลจิสติกส์ อุปสงค์จากตะวันออกกลาง และการแข่งขันในตลาดโลก ในระยะสั้น รัฐควรเร่งเปิดตลาดใหม่ผ่านการทูตเชิงพาณิชย์ ควบคู่กับการส่งเสริมเทคโนโลยีลดต้นทุน เช่น ปุ๋ยสั่งตัดและเกษตรแม่นยำ ส่วนในระยะยาว ควรยกระดับข้าวไทยจากสินค้าโภคภัณฑ์ไปสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูงและวัตถุดิบเชิงนวัตกรรม เพื่อลดการแข่งขันด้านราคาและสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างยั่งยืน
ในโลกที่ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็นความปกติใหม่ ผู้ประกอบการที่จะอยู่รอดได้ คือ ผู้ที่อ่านเกมขาด ปรับตัวเร็ว และบริหารความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำ
วิกฤตตะวันออกกลางจะกระทบต่อ 5 อุตสาหกรรมเกษตรไทยอย่างไร?
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเกษตรที่เป็นพืชเศรษฐกิจหลักคือข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ยางพารา และปาล์มน้ำมันผ่าน 5 ช่องทางที่สำคัญ ดังต่อไปนี้
1) ราคาน้ำมัน : ดันต้นทุนขึ้น แต่หนุนราคาพืชบางชนิด ตะวันออกกลางเป็นแหล่งส่งออกน้ำมันสำคัญของโลก
โดยในปี 2024 มีสัดส่วนการส่งออกคิดเป็นราว 25% ของมูลค่าการส่งออกน้ำมันโลก ดังนั้น ความขัดแย้งในภูมิภาคนี้
จึงมีแนวโน้มทำให้อุปทานน้ำมันในตลาดโลกลดลงและผลักดันราคาน้ำมันให้สูงขึ้น โดย ณ วันที่ 16 มีนาคม ราคาน้ำมันโลกเพิ่มขึ้น 44.6% เมื่อเทียบกับวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ก่อนที่สหรัฐฯ และอิสราเอลจะโจมตีอิหร่าน ซึ่งราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะส่งผลต่ออุตสาหกรรมเกษตรไทยทั้งบวกและลบ โดยด้านลบ จะทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเกษตรกร สะท้อนจากข้อมูลของสภาพัฒน์ที่พบว่า สัดส่วนต้นทุนน้ำมันต่อต้นทุนรวมของเกษตรกรผู้ผลิตพืชอยู่ที่ 3.3%-9.2% เช่น ชาวนามีสัดส่วนต้นทุนน้ำมันสูงถึง 9.2% ของต้นทุนรวม(ตารางที่ 1) ขณะที่โรงงานแปรรูปได้รับผลกระทบน้อยกว่า โดยมีสัดส่วนต้นทุนน้ำมันเพียง 0.5%-1.7% อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นยังส่งผลบวกต่อสินค้าเกษตรบางชนิด ผ่านความต้องการใช้พืชพลังงานทดแทนและการใช้ยางพาราแทนยางสังเคราะห์ โดยการประเมินความอ่อนไหวของราคาสินค้าเกษตรต่อราคาน้ำมันพบว่า หากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 1% ราคาสินค้าเกษตรจะเพิ่มขึ้นราว 0.23%-0.28% ตัวอย่างเช่น ราคาน้ำตาลจะเพิ่มขึ้น 0.28% และราคายางพาราจะเพิ่มขึ้น 0.23% ขณะที่ข้าวเป็นสินค้าเดียวที่ราคาจะไม่ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมัน
2) ราคาปุ๋ยเคมี : กระทบเกษตรกรชัด แต่ผลกระทบต่อผลผลิตจะช้ากว่าตะวันออกกลางยังเป็นแหล่งส่งออกปุ๋ยเคมีที่สำคัญของโลก โดยในปี 2024 การส่งออกปุ๋ยยูเรียจากภูมิภาคนี้คิดเป็น 35% ของมูลค่าการส่งออกทั้งโลก ดังนั้น ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อจึงมีแนวโน้มที่จะทำให้อุปทานปุ๋ยลดลงและผลักดันราคาปุ๋ยโลกให้สูงขึ้น โดย ณ วันที่ 16 มีนาคม ราคาปุ๋ยยูเรียโลกเพิ่มขึ้น 55.3% จากช่วงก่อนเกิดเหตุโจมตีอิหร่าน ซึ่งอุตสาหกรรมเกษตรไทยมีความเสี่ยงจากช่องทางนี้ค่อนข้างสูง เพราะพึ่งพาปุ๋ยนำเข้าถึง 95% ของปริมาณการใช้ทั้งหมด และราคาปุ๋ยที่เพิ่มขึ้นจะกระทบต้นทุนการผลิตของเกษตรกรอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนจากสัดส่วนต้นทุนปุ๋ยและยาฆ่าแมลงต่อต้นทุนรวมของเกษตรกรที่อยู่ในช่วง 39.8%-54.1% โดยเฉพาะเกษตรกรปาล์มน้ำมันที่แบกรับต้นทุนปุ๋ยและยาฆ่าแมลงสูงถึง 54.1% ของต้นทุนรวม และอ้อยที่ 46.9% สำหรับโรงงานแปรรูป ผลกระทบจะเกิดขึ้นทางอ้อมมากกว่า กล่าวคือ หากเกษตรกรลดการใช้ปุ๋ยลงเพราะราคาสูงขึ้น อาจทำให้ผลผลิตในฤดูกาลถัดไปลดลงและเกิดภาวะวัตถุดิบตึงตัวได้ อย่างไรก็ดี การประเมินความอ่อนไหวของผลผลิตสินค้าเกษตรต่อราคาปุ๋ยพบว่า (ตาราง 1) ผลกระทบดังกล่าวจะยังไม่เกิดขึ้นในปีนี้ เพราะเกษตรกรส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวผลผลิตไปแล้ว แต่จะเริ่มส่งผลในปีหน้า และในภาพรวมผลกระทบยังอยู่ในระดับจำกัด เช่น หากราคาปุ๋ยเพิ่มขึ้น 1% ผลผลิตอ้อยและข้าวในปีหน้าจะลดลงเพียง 0.16% และ 0.05% ตามลำดับ
3) อุปสงค์จากตะวันออกกลาง : กระทบต่อสินค้าข้าวมากที่สุด เนื่องจากพึ่งพาตลาดตะวันออกกลางถึง 11.7%
ของการส่งออกทั้งหมด แตกต่างจากยางพารา, มันสำปะหลัง, น้ำตาล และปาล์มน้ำมัน ที่มีสัดส่วนการส่งออกไปตะวันออกกลางต่อการส่งออกทั้งหมดเพียง 3.2%, 1.0%, 0.8% และ 0.1% ตามลำดับ (ตารางที่ 1) จึงจะได้รับผลกระทบจากการหดตัวของอุปสงค์ในภูมิภาคนี้น้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญ โดยอุปสงค์อาจจะหดตัว จากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลงและจากปัญหาด้านการขนส่งที่อาจทำให้การขนส่งสินค้าไปภูมิภาคดังกล่าวทำได้ไม่เต็มที่
4) ค่าระวางเรือและโลจิสติกส์ : ตลาดยิ่งไกลยิ่งกระทบมาก โดยการโจมตีเรือขนส่งในพื้นที่สงครามทำให้สายเดินเรือต้องหลีกเลี่ยงเส้นทางเดิม และยังต้องรับภาระค่าเบี้ยประกันภัยสงครามที่สูงขึ้น ซึ่งต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้จะถูกส่งผ่านไปยังค่าระวางเรือและต้นทุนโลจิสติกส์ของผู้นำเข้า โดยในบรรดา 5 สินค้า ข้าวได้รับผลกระทบจากช่องทางนี้สูงที่สุด เพราะมีระยะทางขนส่งเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักตามมูลค่านำเข้าไปยังตลาดนำเข้าไกลถึง 7,673 กิโลเมตร รองลงมาคือยางพาราที่ 5,488 กิโลเมตร ส่วนมันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน และน้ำตาล มีระยะขนส่งเฉลี่ย 3,306 2,432 และ 2,180 กิโลเมตรตามลำดับ (ตารางที่ 1) โดยอุตสาหกรรมที่ต้องขนส่งไกลย่อมเผชิญแรงกดดันจากค่าระวางและความไม่แน่นอนของเส้นทางเดินเรือมากกว่า
5) เศรษฐกิจโลกชะลอตัว : กดดันพืชที่ผูกกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจโลก โดยหากความขัดแย้งยืดเยื้อ จนทำให้เงินเฟ้อโลกอยู่ในระดับสูงและธนาคารกลางหลายประเทศต้องคงดอกเบี้ยในระดับสูงนานกว่าคาด ย่อมส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภคชะลอลง ซึ่งช่องทางนี้จะส่งผลเชิงลบต่อราคาสินค้าเกษตรที่มีความเชื่อมโยงกับวัฏจักรเศรษฐกิจโลกสูง โดยเฉพาะสินค้าที่ใช้เป็นวัตถุดิบในภาคอุตสาหกรรม โดยจากการประเมินความอ่อนไหวของราคาสินค้าเกษตรต่อ GDP โลกพบว่า หาก GDP โลกลดลง 1% ราคายางพาราและน้ำตาลจะลดลง 1.35% และ 1.60% ตามลำดับ (ตารางที่ 1) เนื่องจากยางพาราเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมยางล้อรถยนต์ ขณะที่น้ำตาลเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ส่วนข้าว มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมันมีความอ่อนไหวต่อ GDP โลกต่ำกว่า เนื่องจากยังเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคต้องใช้ในชีวิตประจำวันไม่ว่าภาวะเศรษฐกิจจะชะลอลงมากน้อยเพียงใด
ตารางที่ 1 : ตัวชี้วัดความเสี่ยงของแต่ละอุตสาหกรรมแยกตามผู้เล่น

หมายเหตุ :
* ยิ่งสีแดงเข้มยิ่งมีความเปราะบางที่จะได้รับผลกระทบเชิงลบสูง ยิ่งสีเขียวเข้มยิ่งมีโอกาสได้รับผลกระทบเชิงบวกสูง
**ค่าความอ่อนไหวของราคาสินค้าเกษตรต่อราคาน้ำมันและ GDP โลก ประมาณการจากราคาส่งออกข้าว ราคาส่งออกน้ำตาลทรายดิบ ราคาน้ำมันปาล์มดิบ ราคาส่งออกยางแท่ง STR 20 และราคาน้ำมันปาล์มดิบ โดยในการประมาณการใช้ข้อมูลรายปีในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา ยกเว้นปาล์มน้ำมันที่ใช้ข้อมูล 12 ปี และข้าวที่ใช้ข้อมูล 15 ปี โดยในการประมาณการมีการควบคุมตัวแปรน้ำฝน
***สำหรับค่าความอ่อนไหวของปริมาณผลผลิตสินค้าเกษตรต่อราคาปุ๋ยเคมี ใช้ราคาปุ๋ยเคมีนำเข้าของไทยและดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, กรมอุตุนิยมวิทยา, กระทรวงพาณิชย์, สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์), Trademap และ CEIC
ผลกระทบสุทธิต่อเกษตรกรและโรงงานแปรรูปสินค้าเกษตรจะเป็นอย่างไร?
SCB EIC ประเมินว่า ภายใต้วิกฤติตะวันออกกลาง เกษตรกรผู้ปลูกพืช 5 ชนิดมีแนวโน้มได้รับผลสุทธิเป็นลบ โดยเกษตรกรผู้ปลูกข้าวจะได้รับผลกระทบหนักสุด ตามมาด้วยปาล์มน้ำมัน อ้อย มันสำปะหลัง และยางพารา จากต้นทุนปุ๋ยที่เพิ่มขึ้นในระดับสูง จนหักล้างผลบวกด้านราคา ในทางตรงกันข้าม โรงงานแปรรูปยางพารา โรงงานน้ำตาล โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มและโรงงานแปรรูปมันสำปะหลัง จะได้รับผลกระทบสุทธิเป็นบวก จากผลของราคาที่จะเพิ่มขึ้น แต่ผู้ประกอบการยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนสูงในหลายด้าน ขณะที่โรงสีข้าว เป็นผู้ประกอบการกลุ่มเดียวที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบสุทธิเป็นลบ โดยในการประเมินผลกระทบสุทธิ SCB EIC ใช้วิธีการวิเคราะห์ความอ่อนไหว (Sensitivity Analysis) เพื่อวัดผลกระทบในรูปของ percentage point (pp) จาก 4 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ (1) ราคาสินค้าเกษตรที่ปรับขึ้นตามราคาน้ำมัน (2) ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น (3) ต้นทุนปุ๋ยที่เพิ่มขึ้น และ (4) ราคาสินค้าเกษตรที่อาจปรับลดลงจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว โดย SCB EIC ประเมินผลกระทบภายใต้ 2ฉากทัศน์ ดังนี้
กรณีฐาน : สมมติให้การขนส่งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซติดขัดไม่เกิน 6สัปดาห์ และเกิดความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานพลังงานเพียงบางส่วนในภูมิภาค ทำให้ราคาน้ำมันดิบ Brent เฉลี่ยปี 2026 อยู่ที่ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ราคาปุ๋ยเพิ่มขึ้นสูงกว่ากรณีปกติ 28.6 pp และ GDP โลกต่ำกว่ากรณีปกติ 0.2 pp
กรณีรุนแรง : สมมติให้ความตึงเครียดลุกลามจากความขัดแย้งเฉพาะจุดไปสู่สงครามระดับภูมิภาค และเกิดความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานพลังงานเป็นวงกว้าง และกินระยะเวลานานเกินกว่า 6 สัปดาห์ ทำให้ราคาน้ำมันดิบ Brent เฉลี่ยปี 2026 ขยับขึ้นสู่ 110 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ราคาปุ๋ยเพิ่มขึ้นสูงกว่ากรณีปกติ 64.5 pp และ GDP โลกต่ำกว่ากรณีปกติ 0.9 pp
สำหรับอีก 2 ช่องทาง ได้แก่ ค่าระวางเรือ และอุปสงค์จากตะวันออกกลาง SCB EIC ใช้ประกอบการประเมินเชิงคุณภาพเพิ่มเติม แม้ยังไม่ได้คำนวณออกมาเป็นตัวเลขผลกระทบสุทธิโดยตรง
ตารางที่ 2 : สรุปผลประเมินสุทธิและปัจจัยเฝ้าระวัง

หมายเหตุ :
*กรณีฐาน น้ำมัน +35 pp (80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล) ราคาปุ๋ย +28.6 pp GDP โลก -0.2 pp, กรณีรุนแรง น้ำมัน + 79 pp (110 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล) ราคาปุ๋ย +64.5 pp GDP โลก -0.9 pp และสูตรการคำนวณมีดังนี้ ผลกระทบสุทธิ (percentage point ที่เปลี่ยนแปลงไปจากค่าเดิม) = [ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น × ความอ่อนไหวของราคาต่อราคาน้ำมัน] − [ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น × สัดส่วนต้นทุนน้ำมัน] – [ราคาปุ๋ยที่เพิ่มขึ้น x สัดส่วนต้นทุนปุ๋ย] + [GDP โลกที่เปลี่ยนแปลง × ความอ่อนไหวของราคาต่อ GDP โลก]
**สมมุติให้ราคาที่เกษตรกรได้รับเปลี่ยนแปลงไปในอัตราเดียวกันกับราคาที่โรงงานได้รับ ซึ่งหากราคาที่เกษตรกรได้รับเพิ่มขึ้นน้อยกว่าราคาที่โรงงานได้รับ ผลกระทบด้านลบต่อเกษตรกรก็จะยิ่งเพิ่มสูงขึ้น
ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC
โรงงานสกัดปาล์มน้ำมัน จะได้รับผลบวกสุทธิมากที่สุด จากความเชื่อมโยงกับไบโอดีเซล ในขณะที่เกษตรกรจะได้รับผลสุทธิเป็นลบ จากต้นทุนปุ๋ยที่เพิ่มขึ้นในระดับสูง โดย SCB EIC ประเมินว่า โรงงานสกัดปาล์มน้ำมันจะได้รับผลบวกสุทธิสูงที่สุด ที่ 9.5 pp ในกรณีฐาน และเพิ่มเป็น 21.3 pp ในกรณีรุนแรง (ตาราง 2) ซึ่งปัจจัยหนุนสำคัญมาจากความเชื่อมโยงกับตลาดพลังงาน โดยในปี 2025 น้ำมันปาล์มดิบถูกนำไปผลิตไบโอดีเซล คิดเป็น 34.8% ของการบริโภคน้ำมันปาล์มดิบทั้งหมดในประเทศ ซึ่งในช่วงที่ราคาน้ำมันดีเซลสูงขึ้น รัฐบาลมีแนวโน้มปรับสูตรการผสมไบโอดีเซลจากระดับปัจจุบันที่ B5 ไปสู่ B7 หรืออาจถึง B10 เพื่อลดภาระจากการใช้น้ำมันดีเซลที่มีราคาแพงขึ้น ซึ่งล่าสุดเมื่อวันที่ 9 มี.ค. ภาครัฐมีการสั่งปรับสูตรผสมเป็น B7 แล้วและจะเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 14 มี.ค. โดยการปรับสูตรผสมดังกล่าวจะหนุนอุปสงค์น้ำมันปาล์มดิบในประเทศและผลักดันราคาปาล์มให้สูงขึ้น ส่วนผลกระทบจากต้นทุนน้ำมันต่อโรงงานจะมีค่อนข้างจำกัด (+0.3 – +0.7% ตารางที่ 2) เนื่องจากสัดส่วนต้นทุนน้ำมันต่อต้นทุนรวมอยู่ในระดับต่ำ (ตารางที่ 1) ทั้งนี้แม้ราคาปุ๋ยที่สูงขึ้นจะกระทบเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มโดยตรง แต่ SCB EIC มองว่าผลกระทบทางอ้อมต่อวัตถุดิบของโรงงานยังอยู่ในระดับจำกัด เพราะความอ่อนไหวของผลผลิตปาล์มน้ำมันต่อราคาปุ๋ยค่อนข้างต่ำ และจะส่งผลในปีถัดไปมากกว่า ในทางตรงกันข้าม เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มจะได้รับผลกระทบสุทธิเป็นลบที่ 8.3% ในกรณีฐานและ 18.6% ในกรณีรุนแรง เนื่องจากราคาปาล์มน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ไม่เพียงพอที่จะหักล้างผลกระทบของต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากราคาปุ๋ยและราคาน้ำมัน
โรงงานแปรรูปมันสำปะหลังจะได้แรงหนุนจากเอทานอลแต่ยังต้องจับตาเศรษฐกิจโลกในขณะที่เกษตรกรจะได้รับผลสุทธิเป็นลบจากต้นทุนปุ๋ยที่เพิ่มขึ้นในระดับสูงโรงงานแปรรูปมันสำปะหลังมีแนวโน้มได้รับผลบวกสุทธิ 8.8 pp ในกรณีฐาน และเพิ่มเป็น 19.8 pp ในกรณีรุนแรง (ตาราง 2) โดยมีแรงหนุนหลักมาจากความต้องการใช้เอทานอลที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมัน โดยในปี 2024 ผลผลิตมันสำปะหลังราว 11.5% ของผลผลิตทั้งหมดในประเทศถูกนำไปใช้ผลิตเอทานอล ซึ่งหากราคาน้ำมันเบนซินสูงขึ้น รัฐบาลก็มีแนวโน้มที่จะสนับสนุนการใช้แก๊สโซฮอล์ที่มีสัดส่วนเอทานอลสูงขึ้น โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 9 มี.ค. ภาครัฐมีการปรับลดราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ที่มีส่วนผสมเอทานอลสูง เช่น E20 ลงลิตรละ 50 สตางค์เพื่อจูงใจให้ผู้บริโภคหันมาใช้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มอุปสงค์มันสำปะหลังเพื่อใช้ผลิตเอทานอลและหนุนราคามันสำปะหลังในประเทศ ส่วนผลกระทบจากต้นทุนน้ำมันต่อโรงงานจะมีค่อนข้างจำกัด เนื่องจากสัดส่วนต้นทุนน้ำมันต่อต้นทุนรวมอยู่ในระดับต่ำ (ตาราง 1) อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงสำคัญของอุตสาหกรรมนี้อยู่ที่การชะลอตัวของ GDP โลก เพราะผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง โดยเฉพาะแป้งมัน ถูกใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมต่อเนื่องหลากหลาย เช่น อาหาร ผงชูรส สิ่งทอ และกระดาษ หากเศรษฐกิจโลกถดถอยรุนแรง อุปสงค์จากภาคอุตสาหกรรมเหล่านี้ย่อมมีแนวโน้มลดลงและกดดันราคาได้เช่นกัน สำหรับเกษตรกรคาดว่า จะได้รับผลกระทบสุทธิเป็นลบที่ 5.0% ในกรณีฐานและ 11.2% ในกรณีรุนแรง เนื่องจากราคามันสำปะหลังที่เพิ่มขึ้น ไม่เพียงพอที่จะหักล้างผลกระทบของต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากราคาปุ๋ยและราคาน้ำมัน
โรงงานน้ำตาลจะได้รับผลบวกสุทธิจากราคาน้ำตาลโลกที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแต่ยังต้องจับตาเศรษฐกิจโลกในขณะที่เกษตรกรจะได้รับผลสุทธิเป็นลบจากต้นทุนปุ๋ยที่เพิ่มขึ้นในระดับสูงSCB EIC ประเมินว่า อุตสาหกรรมน้ำตาลจะได้รับผลบวกสุทธิ 8.4 pp ในกรณีฐาน และเพิ่มเป็น 18.1 pp ในกรณีรุนแรง (ตาราง 2) ซึ่งกลไกสำคัญมาจากความเชื่อมโยงกับตลาดพลังงานทดแทนในบราซิล ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยในปี 2025 บราซิลนำอ้อยราว 49% ไปผลิตเอทานอล ซึ่งเมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น โรงงานในบราซิลจะมีแรงจูงใจลดการผลิตน้ำตาลและหันไปผลิตเอทานอลมากขึ้น ส่งผลให้อุปทานน้ำตาลในตลาดโลกตึงตัวและผลักดันราคาน้ำตาลโลกให้ปรับสูงขึ้น และจะทำให้ราคาส่งออกน้ำตาลของไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ขณะที่ผลกระทบจากต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มขึ้นของโรงงานน้ำตาลจะไม่มากนัก เนื่องจากคิดเป็นสัดส่วนต่อต้นทุนรวมที่ค่อนข้างน้อย ส่งผลให้โดยรวมจะได้รับผลบวกจากด้านราคามากกว่า อย่างไรก็ดี อุตสาหกรรมน้ำตาลยังต้องจับตาความเสี่ยงจากสองด้าน ด้านแรก คือ ราคาปุ๋ยที่สูงขึ้น ซึ่งอาจกระทบผลผลิตอ้อยในฤดูกาลถัดไป เนื่องจากผลผลิตอ้อยมีความอ่อนไหวต่อราคาปุ๋ยค่อนข้างมากด้านที่สอง คือ เศรษฐกิจโลกที่ชะลอลง ซึ่งอาจกดดันอุปสงค์น้ำตาลในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มสำหรับเกษตรกรคาดว่า จะได้รับผลกระทบสุทธิเป็นลบที่ 6.6% ในกรณีฐานและ 15.6% ในกรณีรุนแรง เนื่องจากราคามันสำปะหลังที่เพิ่มขึ้น จะไม่เพียงพอที่จะหักล้างผลกระทบของต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากราคาปุ๋ยและราคาน้ำมัน
โรงงานแปรรูปยางพาราจะได้แรงหนุนจากความต้องการใช้ทดแทนยางสังเคราะห์แต่ยังต้องจับตาเศรษฐกิจโลกในขณะที่เกษตรกรจะได้รับผลสุทธิเป็นลบจากต้นทุนปุ๋ยที่เพิ่มขึ้นในระดับสูงโรงงานแปรรูปยางพารามีแนวโน้มได้รับผลบวกสุทธิ 7.5 pp ในกรณีฐาน และ 16.2 pp ในกรณีรุนแรง (ตารางที่ 2)โดยกลไกหลักมาจากการแข่งขันระหว่างยางธรรมชาติกับยางสังเคราะห์ ที่ผลิตจากปิโตรเคมีและครองสัดส่วนราว 53% ของการบริโภคยางโลก ซึ่งเมื่อราคาน้ำมันดิบสูงขึ้น ต้นทุนการผลิตยางสังเคราะห์จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทำให้ผู้ผลิตในอุตสาหกรรมปลายน้ำ เช่น ยางล้อรถยนต์ มีแรงจูงใจหันมาใช้ยางธรรมชาติเพิ่มขึ้น ส่วนในมุมต้นทุน ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะกระทบโรงงานยางแท่งของไทยไม่มากเนื่องจากสัดส่วนต้นทุนน้ำมันต่อต้นทุนรวมอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ผลกระทบจากราคาปุ๋ยที่สูงขึ้นต่อผลผลิตยางในระยะสั้นยังจำกัด อย่างไรก็ตาม ยางพาราเป็นสินค้าเกษตรที่มีความอ่อนไหวต่อ GDP โลกสูง หากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวรุนแรงจนกระทบอุตสาหกรรมยานยนต์ อุปสงค์ยางธรรมชาติอาจลดลงอย่างรวดเร็วและหักล้างผลบวกจากราคาน้ำมันได้ สำหรับเกษตรกรคาดว่า จะได้รับผลกระทบสุทธิเป็นลบที่ 4.7% ในกรณีฐานและ 11.3% ในกรณีรุนแรง เนื่องจากราคายางพาราที่เพิ่มขึ้น ไม่เพียงพอที่จะหักล้างผลกระทบของต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากราคาปุ๋ยและราคาน้ำมัน
ข้าวเป็นเพียงอุตสาหกรรมเดียวที่โรงงานแปรรูปและเกษตรกรมีแนวโน้มได้รับผลกระทบสุทธิเป็นลบโดยโรงสีข้าวจะได้รับผลลบสุทธิที่-0.2 pp ในกรณีฐานและลดลงเป็น-0.4 pp ในกรณีรุนแรง(ตารางที่2) สาเหตุสำคัญคือข้าวไม่มีความเชื่อมโยงกับราคาน้ำมันในเชิงบวกเหมือนสินค้าเกษตรอื่นๆเนื่องจากไม่สามารถนำไปใช้เป็นพลังงานทดแทนได้จึงไม่ได้รับแรงหนุนด้านราคาในช่วงที่ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นส่วนในมุมต้นทุนราคาน้ำมันที่สูงขึ้น จะกระทบโรงสีข้าวไม่มากเนื่องจากสัดส่วนต้นทุนน้ำมันต่อต้นทุนรวมอยู่ในระดับต่ำ(ตาราง1) นอกจากนี้ผลกระทบจากราคาปุ๋ยที่สูงขึ้นต่อผลผลิตข้าวในปีนี้ยังจำกัดเนื่องจากเกษตรกรมีการเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวนาปีไปแล้วตั้งแต่ไตรมาสสี่ปีที่ผ่านมาและจะเก็บเกี่ยวอีกทีในช่วงไตรมาสสี่ปีนี้อย่างไรก็ดีโรงสีและผู้ส่งออกจะต้องเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูงขึ้นเพราะข้าวมีระยะทางส่งออกเฉลี่ยไกลที่สุดในกลุ่มและยังพึ่งพาตลาดตะวันออกกลางสูงถึง11.7% ของการส่งออกทั้งหมดนอกจากนี้ยังต้องจับตาการแข่งขันในตลาดข้าวโลกที่อาจรุนแรงขึ้นเนื่องจากภูมิภาคตะวันออกกลางถือเป็นผู้นำเข้าข้าวรายสำคัญของโลกโดยในปี2024 ตะวันออกกลางมีสัดส่วนการนำเข้าข้าวสูงถึง19% ของมูลค่าการนำเข้าทั้งโลกซึ่งเมื่อเกิดวิกฤตความขัดแย้งที่อาจกระทบต่อเส้นทางการค้าและกำลังซื้อในภูมิภาคนี้จะส่งผลให้ประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่เช่นอินเดียและเวียดนามที่มีระยะทางขนส่งโดยเฉลี่ยไปประเทศผู้นำเข้าข้าวใกล้กว่าไทย(อินเดีย5,554 กิโลเมตรเวียดนาม3,602 กิโลเมตรไทย7,673 กิโลเมตร) ต่างต้องเร่งระบายผลผลิต และแย่งชิงส่วนแบ่งในตลาดที่ยังคงมีกำลังซื้อโดยการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นนี้จะกลายเป็นแรงกดดันที่ทำให้ราคาข้าวในตลาดโลกปรับตัวลดลงและกดดันราคาข้าวในไทยให้ลดลงตามไปด้วยสำหรับเกษตรกรคาดว่าจะได้รับผลกระทบสุทธิเป็นลบที่14.8% ในกรณีฐานและ33.3% ในกรณีรุนแรงเนื่องจากต้นทุนการผลิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นโดยที่ราคาไม่ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ผู้ประกอบการต้องเตรียมรับมืออย่างไร?
วิกฤติตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเกษตรแต่ละประเภทในลักษณะที่แตกต่างกัน ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเตรียมรับมือให้สอดคล้องกับโปรไฟล์ความเสี่ยงเฉพาะของตน ดังนี้ :
1) โรงงานสกัดปาล์มน้ำมัน ประเด็นสำคัญที่สุด คือ การติดตามนโยบายสูตรผสมไบโอดีเซลของภาครัฐอย่างใกล้ชิด เพราะการปรับสูตรผสมขึ้นจะส่งผลโดยตรงต่ออุปสงค์และราคาน้ำมันปาล์มดิบในประเทศ
2) โรงงานแปรรูปมันสำปะหลัง ควรยกระดับการเฝ้าระวังสัญญาณการชะลอตัวของ GDP โลก ซึ่งจะกระทบอุปสงค์ในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง รวมถึงต้องติดตามนโยบายส่งเสริม E20 ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางอุปสงค์เอทานอลในอนาคต
3) โรงงานน้ำตาล นอกจากต้องจับตาเศรษฐกิจโลกแล้ว ยังต้องติดตามแผนการผลิตของบราซิลอย่างใกล้ชิด เพราะการโยกกำลังการผลิตระหว่างน้ำตาลกับเอทานอลของบราซิลเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางราคาน้ำตาลโลก
4) โรงงานแปรรูปยางพารา ควรติดตามภาวะเศรษฐกิจโลกและอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเร่งกระจายตลาดส่งออกและขยายฐานลูกค้าไปยังอุตสาหกรรมอื่น เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาอุตสาหกรรมยานยนต์มากเกินไป
5) โรงสีข้าวและผู้ส่งออกข้าว จำเป็นต้องดำเนินการเชิงรุกในสองด้านพร้อมกัน คือ เร่งกระจายตลาดส่งออกออกจากตะวันออกกลาง และเร่งลดต้นทุนในกระบวนการผลิตและการดำเนินงาน เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันท่ามกลางแรงกดดันด้านราคาและค่าขนส่ง
6) เกษตรกรผู้ปลูกพืช ควรให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนปัจจัยการผลิตมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านแนวทางอย่าง “ปุ๋ยสั่งตัด” หรือการผสมปุ๋ยให้เหมาะสมกับความต้องการของดินในแต่ละพื้นที่ รวมถึงการใช้ปุ๋ยอินทรีย์หรือวัสดุปรับปรุงดินร่วมกับปุ๋ยเคมี เพื่อลดการพึ่งพาปัจจัยนำเข้าและฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดินในระยะยาว
ภาครัฐควรเร่งดำเนินการด้านใดก่อน?
SCB EIC มองว่า ภาครัฐควรมีมาตรการดูแลเกษตรกรในทุกกลุ่มพืช โดยเฉพาะการช่วยลดต้นทุนปัจจัยการผลิตและยกระดับประสิทธิภาพการผลิต อย่างไรก็ดี หากต้องจัดลำดับความเร่งด่วน อุตสาหกรรมข้าวควรได้รับความช่วยเหลือเป็นอันดับแรก เนื่องจากเป็นกลุ่มเดียวที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบสุทธิเป็นลบ และยังเผชิญแรงกดดันพร้อมกันหลายด้าน ทั้งต้นทุน โลจิสติกส์ อุปสงค์จากตะวันออกกลาง และการแข่งขันในตลาดโลก ในระยะสั้น รัฐควรเร่งเปิดตลาดใหม่ผ่านการทูตเชิงพาณิชย์ เพื่อลดแรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ควบคู่กับการส่งเสริมองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่ช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างเป็นรูปธรรมในทุกกลุ่มพืช เช่น ปุ๋ยสั่งตัดและเกษตรแม่นยำ เพื่อช่วยให้เกษตรกรบริหารต้นทุนที่ผันผวนได้ดีขึ้น ในระยะยาว รัฐควรเร่งยกระดับยุทธศาสตร์ข้าวไทยจากสินค้าโภคภัณฑ์เพื่อการบริโภคทั่วไป ไปสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูงและวัตถุดิบเชิงนวัตกรรม โดยถอดบทเรียนจากประเทศที่ประสบความสำเร็จอย่างญี่ปุ่น ทั้งการสนับสนุนงานวิจัยเพื่อนำข้าวไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงในอุตสาหกรรมยา เวชสำอาง และอาหารเฉพาะทาง ตลอดจนการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวสำหรับการใช้งานเฉพาะ เช่น อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ เพื่อช่วยลดการพึ่งพาตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ที่แข่งขันด้านราคาสูง และสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
วิกฤติตะวันออกกลางไม่ใช่ข่าวร้ายในระดับเดียวกันสำหรับทุกสินค้าเกษตรไทย สินค้าที่เชื่อมโยงกับตลาดพลังงานหรือสามารถได้อานิสงส์จากการใช้ทดแทนวัตถุดิบจากปิโตรเลียม เช่น ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง น้ำตาล และยางพารา มีแนวโน้มได้รับแรงหนุนด้านราคา ขณะที่ข้าวยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุน โลจิสติกส์ และการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดโลก ดังนั้น ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการมองว่า “สงครามทำให้ราคาพืชเกษตรขึ้นหรือลง” แต่ต้องมองให้ลึกไปถึงโครงสร้างความเชื่อมโยงของแต่ละอุตสาหกรรม ว่าเชื่อมกับตลาดพลังงานมากน้อยเพียงใด พึ่งพาตลาดปลายทางใด และมีความสามารถในการรับมือกับต้นทุนที่ผันผวนได้มากแค่ไหน เพราะในโลกที่ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็นความปกติใหม่ คนที่จะอยู่รอดได้ คือ คนที่ปรับตัวได้เร็วที่สุดและอ่านเกมความเสี่ยงได้ขาดที่สุด
บทวิเคราะห์โดย… https://www.scbeic.com/th/detail/product/ME-war-and-Agricultural-170326
ผู้เขียนบทวิเคราะห์

ดร.เกียรติศักดิ์ คำสี (kaittisak.kumse@scb.co.th) นักวิเคราะห์อาวุโส


