เทียมฟอร์ม ชัชชาติ-ดร.โจ คู่ชิงผู้ว่าฯ กทม.
ชัชชาติ-ดร.โจ ชัยวัฒน์ คู่ชิงผู้ว่าฯ กทม.
การเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานคร จะเกิดขึ้นในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 โดยจะเป็นการชิงชัยกันระหว่าง แชมป์เก่า ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ลงแบบอิสระ กับ ดร. โจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ลงในนามพรรคประชาชน
แน่นอนการเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานครครั้งนี้ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ได้เปรียบ ดร.โจ อยู่พอสมควร เนื่องจากคะแนนนิยมของผู้ว่าฯชัชชาตินั้น ต้องถือว่าดีไม่ตกเลยทีเดียว
และในการบริหารตลอด 4 ปีมานี้ ชัชชาติ แทบไม่มีแผลให้คู่แข่งสามารถสะกิดได้เลย โดยเฉพาะปัญหาเรื่องการทุจริตคอรัปชั่น แทบจะไม่เห็นมีข่าวปรากฏ นั่นจึงทำให้ชัชชาติ มีแต้มต่อ ดร.โจ อยู่พอสมควร
ที่สำคัญผู้ว่าฯชัชชาติ เพิ่งทำงานได้ 4 ปี จึงเป็นไปได้สูงที่ประชาชนจะให้โอกาส ได้ทำงานต่ออีก 4 ปี

อย่างไรก็ตาม ข้อดีของผู้สมัครจากพรรคประชาชน อย่าง ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร คือมี สส.ครบทั้ง 33 เขตในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นั่นจึงทำให้การทำพื้นที่ของผู้สมัครเป็นเรื่องง่าย เพราะจะมี สส.คอยช่วยเหลือและเกื้อหนุนให้ผู้สมัครจากพรรคประชาชน เข้าถึงประชาชนในพื้นที่ได้โดยสะดวก
อีกทั้ง ดร.โจ ยังได้ภาพลักษณ์ของคนรุ่นใหม่ แม้จะไม่เป็นที่รู้จักนักในหมู่ประชาชน แต่คะแนนความนิยมของพรรคประชาชน ก็จะเกื้อหนุนให้ ดร.โจ ได้รับความสนใจในเวลาไม่นานนัก
มาที่จุดเด่นของผู้ว่าฯชัชชาติ ก็คงจะเป็นการทำงานอย่างถึงลูกถึงคน ลงพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ ฝนตกน้ำท่วม ไม่พลาดที่จะไปปรากฏตัว เน้นแนวทางการแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่เป็นหลัก ไม่ค่อยจะเน้นในเรื่องของโครงการใหญ่ๆ
และการลงสมัครแบบอิสระ ก็ทำให้ชัชชาติ มีอิสระในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะการปราศจากการครอบงำจากฝ่ายการเมือง ตรงนี้ก็ถือเป็นจุดเด่นสำคัญที่ชัชชาติ สามารถนำมาโชว์เป็นจุดขายในการหาเสียงเลือกตั้งได้
ส่วนจุดเด่นของ ดร.โจ คือการนำเสนอนโยบายใหม่เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าของชาวกรุงเทพมหานคร

พรรคประชาชน ได้นำไฮไลท์ 4 ชุดนโยบาย “กรุงเทพง่ายๆ เพื่อชีวิตที่ง่ายขึ้นสำหรับทุกคน”
1)เลี้ยงครอบครัวง่าย พัฒนาคนตั้งแต่เด็กเล็ก ยกระดับมาตรฐาน ศูนย์พัฒนาเด็ก ให้พ่อแม่เชื่อมั่นที่จะนำลูกมาให้ กทม. ดูแล โดยขยายช่วงเวลารับเลี้ยงและช่วงอายุเด็กที่ดูแล ให้ตอบโจทย์พ่อแม่ที่ทำงาน และใช้ศูนย์พัฒนาเด็กเป็นพื้นที่เล่นในวันหยุดให้กับเด็กทุกครอบครัว / ทำศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ Day Care ที่คนทำงานสามารถพาพ่อแม่มาให้ดูแลแบบไปเช้าเย็นกลับ ให้ผู้สูงอายุ มีเพื่อน มีสังคม มีกิจกรรมให้ทำ มีการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ และสำหรับผู้สูงอายุที่ติดเตียง จะมีการจ้าง Caregiver นักดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน 5,000 ตำแหน่ง ทำงานเต็มเวลา ไปช่วยดูแลที่บ้านได้เลย
2)ค้าขายง่าย เพิ่มพื้นที่ค้าขายแบบไม่ต้องจ่ายส่วย เพิ่มเขตผ่อนผัน โดยไม่ละเมิดสิทธิคนเดินเท้า ให้คนกรุงเทพได้มีโอกาสค้าขายได้ง่าย พัฒนาย่านท่องเที่ยวใหม่ร่วมกับประชาชน สนับสนุนเอกชนและประชาชน ให้พัฒนาย่านท่องเที่ยวของตัวเอง เพื่อสร้างเรื่องราวของเมืองให้เกิดพื้นที่ท่องเที่ยวใหม่ เพิ่มรายได้ให้คนในย่าน ยกระดับโรงเรียนฝึกอาชีพ 10 แห่ง ให้กลายเป็นศูนย์ Reskill เพื่อการจ้างงาน ดึงภาคเอกชนที่ต้องการหาคนทำงาน เข้ามาใช้เป็นพื้นที่ ฝึกทักษะที่ตรงความต้องการของนายจ้าง และหาคนทำงาน ในคราวเดียวกัน
3)เดินทางง่าย กทม. จะรับเป็นเจ้าภาพ เชื่อมข้อมูล รถเมล์ รถไฟ เรือ ให้การเดินทาง วางแผนง่าย เห็นพิกัด GPS รถ/เรือ ที่กำลังรอแบบเรียลไทม์ เพิ่มเส้นทาง เดินรถเส้นที่กรมขนส่งทางบกอนุมัติไว้แล้ว แต่ยังไม่มีเอกชนวิ่ง ฟื้นเรือเมล์ กทม. ใน 3 คลอง (คลองภาษีเจริญ, คลองพระโขนง, คลองแสนแสบ ถึง มีนบุรี) ทำให้กรุงเทพเป็นเมืองที่คนเดินทางง่าย โดยไม่ต้องมีรถ คืนเวลาให้คนกรุงเทพ
4)ใช้ชีวิตง่าย ไม่ต้องสู้กับกลิ่นขยะ ยกเลิกสัญญาโรงขยะกลางเมืองที่ส่งกลิ่นเหม็นแล้วพัฒนาให้กลายเป็นระบบปิดที่ถูกต้องตามหลักสุขอนามัย / การติดต่อราชการของคนที่เปิดร้านอาหารหรือขออนุญาตก่อสร้างในกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็น ใบอนุญาตเล็ก ใหญ่ ระบบที่บังคับให้คนต้องเลือกระหว่าง “รอนาน” หรือ “จ่ายใต้โต๊ะ” จะต้องหมดไป คนกรุงเทพ ต้องได้รับบริการที่โปร่งใส ยุติธรรม จาก กทม.

