อดีตผู้พิพากษา ฟันเปรี้ยง!คดีศักดิ์สยาม ป.ป.ช.ให้รอด สวนทางความเป็นจริง
อดีตผู้พิพากษา ฟันเปรี้ยง!คดีศักดิ์สยาม ดุลพินิจ ป.ป.ช.ให้รอด สวนทางความเป็นจริง
(19 เม.ย.69) นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาและอดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แสดงความเห็น กรณีมติ ป.ป.ช. ยกคำร้องคดี นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ สวนทางกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ว่า เมื่อ “ดุลพินิจ” สวนทางกับ “ความจริงที่ปรากฏ” เสียงเรียกจากสังคมถึง ป.ป.ช. ในกรณีศักดิ์สยาม ชิดชอบ ในระบอบประชาธิปไตยที่มีหลักนิติรัฐเป็นแกนกลาง “ความยุติธรรมต้องไม่ใช่แค่การทำตามกฎหมาย แต่ต้องทำให้สังคมเห็นและเชื่อมั่นว่ายุติธรรมด้วย” แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในคดีของคุณศักดิ์สยาม ชิดชอบ กลับกำลังสร้างรอยร้าวลึกในใจประชาชน เมื่อหน่วยงานตรวจสอบสองแห่งที่มีความสำคัญระดับประเทศ กลับวินิจฉัยผลลัพธ์ออกมาคนละทิศทาง ทั้งที่มี “พยานหลักฐานชุดเดียวกัน”
📌พลิกปมความต่าง: ข้อเท็จจริงที่ถูกตีความผ่านเลนส์ที่ต่างกัน
เราได้รับทราบคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ (มกราคม 2567) ที่ชี้ชัดด้วยมติ 7 ต่อ 1 ว่ามีการ “อำพราง” และยังคงสถานะเจ้าของหุ้นตัวจริง ซึ่งส่งผลให้พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีทันที นั่นคือบรรทัดฐานที่ศาลวางไว้ว่าพฤติการณ์ดังกล่าวคือการกระทำที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อเรื่องมาถึงมือ ป.ป.ช. (กันยายน 2568) ผลลัพธ์กลับกลายเป็น “ปัดตกข้อกล่าวหา” โดยให้เหตุผลเบื้องต้นว่า “ไม่พอพิสูจน์เจตนาว่าจงใจยื่นบัญชีเท็จ” จุดนี้เองที่ทำให้สังคมเกิดอาการช็อก! เพราะพฤติการณ์อำพรางที่ศาลเห็น กลับกลายเป็นพฤติการณ์ที่ไม่เพียงพอจะพิสูจน์ความจงใจในสายตา ป.ป.ช.
📌“ดุลพินิจบุคคล” : รอยโหว่ของความน่าเชื่อถือ
ต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า สาเหตุหลักที่ทำให้สังคมคลางแคลงใจ ไม่ใช่ตัวบทกฎหมายที่ซับซ้อน แต่คือ “ดุลพินิจของตัวบุคคลในองค์กร”
เมื่อกฎหมายเปิดช่องให้ใช้การตีความ สิ่งที่ประชาชนอยากเห็นคือมาตรฐานที่คงเส้นคงวา หาก “การอำพราง” ไม่เท่ากับ “ความจงใจ” แล้วมาตรฐานแบบไหนกันที่ ป.ป.ช. ใช้ในการวัดใจนักการเมือง? การใช้ดุลพินิจที่ดูเหมือนจะโน้มเอียงไปในทางที่ทำให้ผู้ถูกตรวจสอบพ้นผิด ย่อมนำไปสู่คำถามที่เจ็บปวดว่า “องค์กรอิสระยังคงเป็นอิสระจากอำนาจการเมืองจริงหรือไม่?”
📌ข้อเรียกร้อง: เปิดเผย “เหตุผลฉบับเต็ม” โดยทันที
ความเงียบคือศัตรูของความเชื่อมั่น ในเมื่อสังคมมีคำถาม ป.ป.ช. มีหน้าที่เดียวที่จะรักษาศักดิ์ศรีขององค์กรไว้ได้ คือ “การเปิดเผยรายละเอียดคำวินิจฉัยและเหตุผลในการยกข้อกล่าวหาให้สาธารณชนได้รับทราบโดยเร็วที่สุด” 📄
📌เราไม่ได้ต้องการเพียงคำสรุปว่า “ยกข้อกล่าวหา” แต่เราต้องการทราบว่า:
- พยานหลักฐานชิ้นใดที่ ป.ป.ช. มองต่างจากศาลรัฐธรรมนูญ?
- บรรทัดฐานของคำว่า “จงใจ” ของ ป.ป.ช. วางไว้อยู่ตรงไหน?
- เหตุผลประกอบดุลพินิจของกรรมการที่บันทึก “ความเห็นแย้ง” หรือเหตุผลของตนไว้ในรายงานการประชุม?
📌บทสรุป :ความโปร่งใสคือทางออกเดียว
หาก ป.ป.ช. มั่นใจว่าการใช้ดุลพินิจครั้งนี้เป็นไปโดยสุจริตและยึดถือหลักกฎหมายอย่างเคร่งครัด ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องประวิงเวลาในการเปิดเผยข้อมูล การเปิดเผยความจริงคือการให้เกียรติประชาชน และเป็นการพิสูจน์ว่า “ดุลพินิจ” นั้นถูกใช้เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ ไม่ใช่เพื่อรักษาอำนาจให้ใครบางคน จนกว่าคำอธิบายที่สมเหตุสมผลจะถูกกางออกมา สังคมไทยจะยังคงเฝ้าถามและตรวจสอบต่อไป เพราะความยุติธรรมที่ล่าช้าและความคลุมเครือ คือความยุติธรรมที่ถูกปฏิเสธ

