ปชน.ปราศรัยใหญ่ “เท้ง ณัฐพงษ์” ลั่น!พร้อมเป็นนายกฯ
ปชน. ปราศรัยสุดท้ายก่อนเข้าคูหา ปลุกกาเพื่อเปลี่ยน กาส้มสองใบให้ถล่มทลายเกิน 20 ล้านเสียงเพื่อจัดตั้งรัฐบาลประชาชน “เท้ง ณัฐพงษ์” พร้อมเป็นนายกรัฐมนตรี ชวนจุดไฟความหวังให้ประชาชนที่ยังลังเล การเปลี่ยนแปลงไม่น่ากลัวเท่าอยู่แบบเดิม ร่วมเปิดประตูแห่งความเป็นไปได้ให้ประเทศไทย
วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 พรรคประชาชนจัดการปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้ายก่อนเข้าคูหา ‘ประชาชนเปลี่ยนประเทศ’ ที่อาคารกีฬาเวสน์ 1 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพฯ (ไทย-ญี่ปุ่น) ดินแดง โดยมีการจัดเตรียมที่นั่งทั้งด้านในอาคาร รองรับประมาณ 10,000 คน และภายนอกอาคาร บริเวณสนามฟุตบอลข้างสระว่ายน้ำ

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ปราศรัยว่า การเมืองของประชาชนเป็นสิ่งที่เรียบง่าย มีความหมายถึงการเมืองที่เสียงของประชาชนทุกคนมีความหมายอย่างแท้จริง การเมืองที่ผ่านมาเสียงของประชาชนถูกทำให้ไม่มีความหมายเพราะนักการเมืองมองเสียงของประชาชนเป็นเพียงเสียงในคูหา แปรเป็นจำนวน สส. เอาจำนวน สส. ไปต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรี เพื่อหาเงินเทาเงินทอนไปใช้ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป แต่การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นหน้าใหม่ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่พวกเราจะสร้างการเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน
ตนเป็นหนึ่งคนที่ได้ร่วมเดินทางมากับทุกคนตั้งแต่สมัยอนาคตใหม่ ตนทั้งรู้สึกเป็นเกียรติ ขอบคุณ และมีความภาคภูมิใจที่เราร่วมเดินทางกันมาจนถึงวันนี้ วันนี้การเมืองของประชาชนเป็นจริงมากขึ้นทุกวัน แม้เราจะเป็นพรรคฝ่ายค้านแต่เราก็มีกฎหมายที่ผลักดันได้สำเร็จ ในการเลือกตั้งครั้งนี้เรายังผลักดันประเด็นที่ก้าวหน้าได้สำเร็จ ทั้งการทำให้ประกันสังคมโปร่งใส และการเปิดเสรีพลังงาน นอกจากทุกคนจะช่วยกันสถาปนาการเมืองของประชาชนให้เป็นจริงมากขึ้นทุกวันแล้ว อีกด้านหนึ่งทุกคนยังช่วยกันทำลายการเมืองที่ผูกขาดให้ผุพังลงทุกวันเช่นเดียวกัน
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อไปว่าที่ผ่านมาเรามีคนธรรมดามาทำงานการเมืองหลายคน ไม่ได้มีนามสกุลใหญ่โต ห่างไกลจากคำนิยามของนักการเมืองมุ้งใหญ่ ห่างไกลจากคำว่าคนที่เป็นเจ้าของเงินทุนยึดครองพรรคการเมืองได้ มีทั้งอดีตนักกิจกรรมที่เคยติดคุก ที่วันนี้ได้เติบโตเป็นกรรมาธิการ พูดเรื่องสแกมเมอร์จนเป็นประเด็นระดับโลก และเป็นประเด็นสำคัญที่เราต้องผลักดันร่วมกัน เรามีนายช่างที่เคยเป็นถึงอดีตแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. แต่วันนี้ยอมถอดหมวกออกทุกใบเพื่อเปิดทางให้คนอื่นมาทำหน้าที่ในสภาแทน คนหนึ่งทุกวันนี้ต่อสู้เป็นปากเสียงเรียกร้องเรื่องประกันสังคม มีอีกคนที่อยู่ในพื้นที่ภาคใต้ ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับคนภาคใต้ ทั้งสงขลาและอีกหลายจังหวัดในช่วงที่มีความเดือดร้อนมากที่สุดจากวิกฤตอุทกภัยเมื่อปลายปีที่ผ่านมา
คนธรรมดาเหล่านี้ถึงแม้ตนไม่เอ่ยชื่อแต่ทุกคนก็รู้ได้ว่าคือใคร ที่ทุกคนจดจำเขาได้เพราะเราชื่นชมในการทำงาน การครองตน และการประพฤติตนเป็นผู้แทนราษฎร การเดินทางของเราที่ผ่านมามีพนักงานกว่าร้อยคน ทีมจังหวัด เครือข่ายอีกหลักพันคน ตัวแทนผู้สมัครของพรรคทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศกว่า 2,000 คน และสมาชิกพรรคและหัวคะแนนธรรมชาติหลักแสนหลักล้านคน การเดินทางของเราที่ผ่านมาตลอด 8 ปีนี้เป็นการเดินทางที่สวยงาม มีอุปสรรคขวากหนาม หลายคนโดนเล่นงาน หลายคนโดนข่าวปลอมโจมตี หลายคนถูกดำเนินคดีฟ้องร้องปิดปาก แต่ไม่ว่าพวกเราจะมีบาดแผลสักแค่ไหน เกิดเป็นส้มต้องอดทน ความอดทนและมั่นคงในหลักการ ความเชื่อในการเมืองของประชาชน คือสิ่งที่ทำให้เรารักและศรัทธากันและกันมาจนถึงทุกวันนี้
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อไปว่า ก่อนที่เราทุกคนจะเดินทางไปถึงสถานีปลายทางที่เราเรียกว่าการเมืองของประชาชน ที่อำนาจสูงสุดของประชาชน เรายังต้องเดินทางผ่านอีกหลายสถานี ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การทลายปัญหาการทุจริต การทลายทุนผูกขาด การยุติรัฐรวมศูนย์ ยกระดับ 15 หัวเมืองรอง การแก้ปัญหารัฐพันลึก เอาทหารออกจากการเมือง เอาตั๋วออกจากตำรวจ ทุกสถานีไม่ง่าย แต่ตนเชื่อว่าพวกเราทำได้ด้วยเสียงของประชาชนทุกคน

ก่อนที่เราจะมีโอกาสมุ่งหน้าสู่สถานีถัดไป สถานีแรกที่เรามีนัดหมายกันคือวันที่ 8 กุมภาพันธ์ สถานีต่อไปคือการกาเพื่อเปลี่ยน จาก 14 ล้านเสียงเป็น 20 ล้านเสียง ให้พวกเขาปฏิเสธอำนาจของประชาชนไม่ได้อีก การเดินหน้าสู่ 20 ล้านเสียงต้องสื่อสารถึงคนทุกกลุ่มในประเทศนี้ ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นพ่อแม่ รุ่นปู่ย่าตายาย หรือคนที่อยู่ในวัยเกษียณ ตนอยากให้ทุกคนกล้า เพื่อจุดไฟที่อยู่ในตัวลูกหลานอีกครั้ง จุดไฟแห่งความหวังของพวกเขาให้กลับมาลุกโชนอีกครั้ง เหมือนที่ไฟของพวกเขาเคยลุกโชนด้วยความหวังเมื่อประเทศไทยอยู่ในสถานะเสือตัวที่ห้าของเอเชีย
ตนอยากเชิญชวนทุกคนที่อยู่ในวัยทำงาน ให้กาเพื่อลูกหลาน กาเพื่อเปลี่ยนให้สังคมไทยดีกว่านี้ ให้ทุกคนที่เกิดและเติบโตมาในประเทศนี้มีโอกาสประสบความสำเร็จเท่ากัน ไม่ต้องจ่ายส่วนสินบนเงินใต้โต๊ะ หรือไม่ต้องเกิดมาในครอบครัวที่รวยกว่า ถึงจะมีโอกาสประสบความสำเร็จในชีวิตได้ ตนอยากขอคะแนนเสียงจากกลุ่มวัยรุ่นเยาวชนทุกคน ที่หลายคนมีสิทธิเลือกตั้งเป็นครั้งแรกในชีวิต กาเพื่ออนาคตของตัวเองแล้วช่วยกันบอกต่อไปถึงพ่อแม่ปู่ย่าตายายของเรา ให้ช่วยกันสร้างการเปลี่ยนแปลงด้วย

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อไปว่า หมดเวลาแล้วกับการเมืองแบบอดีตที่เคยแบ่งประชาชนออกเป็นกลุ่มก้อน 8 กุมภาพันธ์นี้ ถึงเวลารวมพลังของประชาชนให้เป็นหนึ่ง สถาปนาการเมืองของประชาชนขึ้นมา ประเทศไทยมีตัวเลือกเพียงแค่สองแบบ แบบแรก ถ้าภารกิจของเราไม่สำเร็จ ประชาชนบางส่วนยังรู้สึกลังเล หวาดระแวงการเมืองแบบที่พวกเราอยากทำ ตัดสินใจกาให้พวกเราให้แค่ครึ่งใจ กาบัญชีรายชื่อให้เราแต่กาแบบแบ่งเขตให้คนเดิมๆ ถ้าเป็นแบบนี้บอกได้เลยว่าหลังวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เราคงได้รัฐบาลหน้าตาแบบเดิม ไม่ต่างจาก 2 ปี 8 เดือนที่ผ่านมา กับตัวเลือกอีกหนึ่งแบบ คือการเทคะแนนให้พวกเราหมดทั้งใจ กาส้มสองใบ กาให้เกิน 20 ล้านเสียง ให้เราได้ สส. เกินครึ่งสภา ให้พวกเขาปฏิเสธการตั้งรัฐบาลประชาชนไม่ได้อีก
พรรคประชาชนมีความพร้อมอย่างยิ่งในการตั้งรัฐบาลประชาชน ไม่ว่าจะในเรื่องจุดยืนและหลักการ ผู้สมัคร ทีมบริหาร และนโยบายที่เปรียบเสมือนเป็นพิมพ์เขียวของประเทศไทย เราจะไม่เอารัฐมนตรีทุจริต เราจะไม่เอาการเมืองแบบเดิมที่ไปแบ่งโควตาแบ่งงบประมาณกันกิน เราจะไม่เอาวิธีการบริหารราชการแผ่นดินที่ต่างคนต่างทำ แต่เราจะเอาภารกิจนำหน้า แก้ไขปัญหาให้กับประชาชน ผู้สมัคร สส. ของเราก็มีความพร้อมทั้ง 498 คน เรามีความพร้อมด้านนโยบายที่เปรียบเป็นพิมพ์เขียวของประเทศกว่า 200 นโยบาย ภายใน 1 ปีแรกต้องเห็นผลลัพธ์ เราจะเริ่มทำตั้งแต่ 3 เดือนแรก และภายในหนึ่งสมัย เราจะมุ่งปราบปรามการทุจริต กู้คืนเงินของประชาชนกว่า 100,000 ล้านบาท เพื่อทำสวัสดิการที่คืนคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับทุกคน นอกจากกาส้มทั้งสองใบ อย่าลืมบัตรอีกหนึ่งใบกาเห็นชอบในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อป้องกันไม่ให้ศาลรัฐธรรมนูญ กกต. องค์กรอิสระ ปล้นอำนาจของประชาชนไปอีก
“8 กุมภาพันธ์นี้ อำนาจในปลายปากกาของทุกคนจะเป็นตัวกำหนดว่าเราจะอยู่ในประเทศไทยที่มีอนาคตแบบไหน อนาคตที่การเมืองถูกผูกขาด เศรษฐกิจถูกผูกขาด และโอกาสของลูกหลานถูกผูกขาด หรือการเมืองที่เป็นของประชาชน เศรษฐกิจเพื่อคนตัวเล็กตัวน้อย และโอกาสที่เท่าเทียมกันของทุกคน อนาคตที่ดีเหล่านี้ไม่ใช่แค่ตัวผมเป็นคนกำหนด มันอยู่ที่ตัวคุณทุกคนจะเป็นคนกำหนด 8 กุมภาพันธ์นี้ กาพรรคประชาชนสองใบ กาเห็นชอบการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อเปลี่ยนอนาคตในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ให้เป็นอนาคตใหม่ที่ดีของลูกหลาน สร้างประเทศไทยที่ก้าวหน้าก้าวไกลไปกว่าเดิมด้วยกัน” นาบณัฐพงษ์ กล่าว


