“พลเอกรังษี” ลั่น! เลือกตั้ง 8 ก.พ.เดิมพันสูง ชี้ชะตาอนาคตประเทศ“รอด หรือ ไม่รอด”
“พลเอกรังษี” ลั่น! เลือกตั้ง 8 ก.พ.เดิมพันสูงไม่ใช่เรื่องจุดเปลี่ยนประเทศไทยแต่ชี้ชะตาอนาคตประเทศจะ“รอด หรือ ไม่รอด” อย่าให้เป็นแค่ ”เหล้าเก่าในขวดใหม่” ปัญหาจะวนซ้ำซาก ยกสภาพลงพื้นที่พบ “ตลาดร้าง-แม่ค้าสิ้นหวัง” สะท้อนวิกฤตเศรษฐกิจถดถอยขั้นสุด จับตาพรรคเศรษฐกิจเปิดปราศรัยใหญ่อีกครั้ง 5 ก.พ.นี้ ที่จ.สงขลา
วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ กล่าวถึงการเปิดเวทีปราศรัยใหญ่โค้งสุดท้ายที่ตลาดเรือบิน จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ท่ามกลางประชาชนที่มาร่วมฟังอย่างคับคั่ง ใช้โอกาสนี้เจาะลึก 5 นโยบายหลักของพรรคที่มุ่งเน้นการพลิกฟื้นปากท้อง ยืนยันความพร้อมดึงเม็ดเงินมหาศาลจากจีนหลังการเจรจาลุล่วง พร้อมประกาศชัดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เดิมพันสูงกว่าทุกครั้ง เพราะคือการชี้ชะตาว่าประเทศจะ “รอด” หรือ “ไม่รอด”
พลเอกรังษี กล่าวว่า บนเวทีได้เน้นย้ำถึงเหตุผลที่ต้องลงรายละเอียดในนโยบายทั้ง 5 ข้อว่า ต้องการให้ประชาชนเห็นภาพชัดเจนว่า หากเลือกพรรคเศรษฐกิจแล้ว ชีวิตของเกษตรกร แรงงานในภาคอุตสาหกรรม และภาคการท่องเที่ยวจะดีขึ้นอย่างไร โดยเฉพาะ “เมกะโปรเจกต์” อย่างรถไฟความเร็วสูง ซึ่งตนยืนยันว่าเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างงานสร้างอาชีพมหาศาล ตั้งแต่เริ่มตอกเสาเข็มไปจนถึงการก่อสร้างแล้วเสร็จที่จะเกิดการจ้างงานต่อเนื่องในนิคมอุตสาหกรรม

“ผมยืนยันว่าสิ่งที่พูด หากเลือกพรรคเศรษฐกิจเข้ามา เราทำได้ทันทีเพราะได้มีการคุยกับทางรัฐบาลจีนไว้เรียบร้อยแล้ว ผมคุยมา 3 รอบแล้ว ข้อตกลงนี้จะทำให้นักท่องเที่ยวจีนกลับมาทันที ส่งผลดีลูกโซ่ไปยังภาคแรงงาน ภาคบริการ รถตู้ และการขนส่ง ขณะที่เกษตรกรจะได้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า มั่นใจว่าจะดันรายได้ประชาชาติโตขึ้น 3 เท่า และฉุดจีดีพีที่เตี้ยติดดินให้พุ่งขึ้นไปแตะ 5-6% ได้” หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ กล่าว
พลเอกรังษี ยังสะท้อนภาพความเจ็บปวดจากการลงพื้นที่สำรวจตลาดใหญ่ 2 แห่งในจังหวัดชลบุรีว่า สภาพความเป็นจริงเลวร้ายกว่าที่คิด ตลาดวายตั้งแต่ยังไม่ 8 โมงเช้า ยอดขายตกลงไปถึง 70% เหลือรายได้เพียง 30% เท่านั้น ประชาชนระดับรากหญ้าไม่มีเงินออมหลงเหลือ ต้องใช้ชีวิตแบบวันต่อวัน ไม่สามารถวางแผนระยะยาวได้อีกต่อไป นี่คือดัชนีชี้วัดว่าเศรษฐกิจไทยถดถอยอย่างรุนแรง และหากปล่อยไว้ ปี 2569 จะเลวร้ายยิ่งกว่าปี 2568
“ความน่ากลัวคือความสิ้นหวัง ประชาชนมองไม่เห็นอนาคตเพราะเลือกตั้งมากี่ครั้งเศรษฐกิจก็แย่ลง ถดถอยมาตั้งแต่โควิดจนถึงปัจจุบัน ถ้าเรายังได้รัฐบาลชุดเก่า รัฐมนตรีหน้าเดิม นายกฯ หน้าเดิมบริหาร ก็ไม่ต่างอะไรกับ ‘เหล้าเก่าในขวดใหม่’ ประชาชนจะหวังอะไรได้”
สำหรับยุทธศาสตร์หาเสียงในช่วงโค้งสุดท้าย พลเอกรังสี เปิดเผยว่า จะมีการจัดปราศรัยใหญ่อีกครั้งในวันที่ 5 กุมภาพันธ์นี้ ที่จังหวัดสงขลา เพื่อชี้แจงนโยบาย “โอเชียนลิ้งค์” (Ocean Link) รถไฟความเร็วสูง และการปราบปรามคอร์รัปชัน ว่าจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตคนใต้ที่ยังบอบช้ำจากน้ำท่วมใหญ่ได้อย่างไร โดยยืนยันว่าเป้าหมายของพรรคคือคะแนนเสียงจากคนไทยทั้งประเทศ ไม่ใช่แค่ภาคใดภาคหนึ่ง
ในช่วงท้าย พลเอกรังษี ได้กล่าวเน้นย้ำด้วยน้ำเสียงจริงจังถึงความสำคัญของวันเลือกตั้งว่า “การเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ เดิมพันสูงมาก มันไม่ใช่เรื่องของ ‘จุดเปลี่ยนประเทศไทย’ อย่างที่เคยพูดกันมา แต่มันคือการ ‘ชี้ชะตาอนาคตของประเทศ’ ว่าจะ ‘รอด หรือ ไม่รอด’ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยอย่างรุนแรงขนาดนี้”
โดยระบุว่า ภาพพ่อค้าแม่ค้าที่ขายของไม่ได้ สะท้อนชัดเจนว่าถ้ารัฐบาลที่มาจากการซื้อเสียงเข้ามากอบโกยซ้ำเติม ประเทศจะพังพินาศ พร้อมทิ้งท้ายถึงปัญหาการจัดการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ที่ กกต. ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า ปัญหานี้ต้องมองไปที่ต้นตอคือรัฐธรรมนูญและการคัดสรร ส.ว. ที่เชื่อมโยงไปสู่การเลือกองค์กรอิสระ หากกระบวนการคัดสรรยังใช้ระบบเส้นสายพวกพ้อง ก็จะได้องค์กรที่ขาดความโปร่งใส ซึ่งนี่คือบทเรียนราคาแพง
“ประชาชนคือสารตั้งต้นของทุกเรื่อง ถ้าเราไม่ใส่ใจ แล้วเลือกคนที่ซื้อเสียงเข้ามา ก็จะได้ผลลัพธ์แบบเดิม ปัญหาซ้ำซาก วันที่ 8 กุมภาพันธ์ นี้จึงสำคัญมาก ขอให้ดูประวัติ ดูนโยบาย เพื่อพยุงประเทศให้รอดพ้นวิกฤตนี้ไปให้ได้” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเศรษฐกิจ กล่าวทิ้งท้าย


