เปิดผลสำรวจ คนรุ่นใหม่ เทใจให้ “พรรคประชาชน” พุ่ง 91%
เปิดผลสำรวจ คะแนน ปชน.พุ่ง สูงวัยอีสาน-เจน Z ส่วนภาคใต้ ปชป.มาแรง
Wisesight ผู้นำด้านการวิเคราะห์ข้อมูลโซเชียล เปิดเผยผลสำรวจ เจาะลึกเทรนด์การเมืองเดือนมกราคม 2569: ใครครองใจกลุ่มไหน? เก็บข้อมูลระหว่าง วันที่ 26 ธันวาคม 2568 ถึง วันที่ 19 มกราคม 2569
📌ในกลุ่ม “Gen Z & First Jobber” พบว่า
พรรคประชาชน ยังคงครองความเป็นผู้นำอย่างเบ็ดเสร็จ เริ่มต้นที่ 84% และมีคะแนนพุ่งทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดที่ 91% ในวันที่ 19 มกราคม 2569 ทิศทางนี้บ่งชี้ถึงการรวบรวมฐานเสียงในกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่างเหนียวแน่น ซึ่งน่าจะมีผลมาจากการขับเคลื่อนประเด็นบนโซเชียลมีเดียที่ทรงพลังหรือการตอบสนองต่อสถานการณ์บ้านเมืองที่ตรงใจกลุ่มเป้าหมาย
ในทางตรงกันข้ามพรรคเพื่อไทย กลับมีแนวโน้มที่ผันผวนและอยู่ในทิศทางขาลงอย่างชัดเจน แม้คะแนนนิยมจะเคยขึ้นไปแตะ 12% ในวันที่ 6 มกราคม แต่หลังจากนั้นกลับดิ่งลงเหลือเพียง 3% ในช่วงกลางเดือนมกราคมและคงที่อยู่ในระดับนั้น ซึ่งสะท้อนถึงความยากลำบากในการรักษาความเชื่อมโยงกับความคาดหวังของกลุ่มคนเริ่มทำงาน ขณะที่พรรคอื่นๆ เช่น พรรคภูมิใจไทย และพรรคน้องใหม่อย่าง พรรคไทยก้าวใหม่ ยังไม่สามารถสร้างฐานความนิยมได้ โดยมีคะแนนรวมกันไม่ถึง 3% ที่น่าสนใจคือกลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจ (Undecided) เคยเพิ่มขึ้นไปถึง 10% ก่อนจะลดลงเหลือ 4% ในช่วงที่คะแนนพรรคประชาชนพุ่งสูงขึ้น บ่งชี้ว่าผู้ที่เคยลังเลได้ตัดสินใจเลือกพรรคที่เป็นผู้นำกระแส ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการผูกขาดพื้นที่ทางความคิดในกลุ่มเยาวชนของพรรคผู้นำ ทิ้งห่างคู่แข่งแบบขาดลอยในเชิงยุทธศาสตร์ดิจิทัล
📌กลุ่ม “ข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ”
พรรคเพื่อไทย ยังคงครองความนิยมเป็นอันดับหนึ่งในเซกเมนต์นี้อย่างเหนียวแน่น แต่มีลักษณะความผันผวนของคะแนนที่น่าสนใจ โดยเริ่มต้นที่ 49% ในช่วงปลายปี 2568 ก่อนจะพุ่งทะยานสู่จุดสูงสุดที่ 63% ในวันที่ 6 มกราคม 2569 ซึ่งอาจสะท้อนถึงการตอบรับเชิงบวกต่อมติคณะรัฐมนตรีหรือนโยบายที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการภาครัฐในช่วงต้นปี อย่างไรก็ตาม คะแนนได้ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 55% ในข้อมูลล่าสุด บ่งชี้ถึงสภาวะการคานอำนาจที่เริ่มกลับมาใกล้เคียงจุดเดิม
พรรคประชาชน และ พรรคภูมิใจไทย มีการขับเคี่ยวกันอย่างสูสีในฐานะอันดับสอง โดยพรรคประชาชนมีช่วงที่คะแนนดิ่งลงเหลือ 13% ก่อนจะฟื้นตัวกลับมาอยู่ที่ 24-26% ในช่วงมกราคม แสดงให้เห็นถึงฐานเสียงข้าราชการรุ่นใหม่ที่ยังคงเชื่อมั่นในแนวทางของพรรค ขณะที่พรรคภูมิใจไทยรักษาฐานเสียงไว้ได้ที่ประมาณ 16-22% แม้จะมีการลดลงในช่วงต้นเดือนมกราคมตามกระแสที่เทไปทางพรรคเพื่อไทย สิ่งที่น่าสังเกตคือกราฟความนิยมของพรรคเพื่อไทยมักจะสวนทางกับพรรคประชาชนอย่างชัดเจน แสดงให้เห็นว่าคะแนนเสียงส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้ยังสลับกันไปมา มากกว่าที่จะเป็นกลุ่มที่ตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว โดยมีตัวเลขผู้ยังไม่ตัดสินใจ (Undecided) ต่ำมากเพียง 1-5% เท่านั้น
📌สำหรับสนามเลือกตั้งใน “ภาคใต้”
การเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างที่น่าสนใจอย่างยิ่ง โดยในช่วงแรกระหว่างปลายปี 2568 ถึงต้นเดือนมกราคม 2569 สภาวะการแข่งขันมีความกระจัดกระจายสูง โดย พรรคประชาชน เป็นผู้นำในช่วงสั้นๆ ที่ 27-29% ตามด้วยพรรคภูมิใจไทยและพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งสะท้อนถึงช่วงที่ฐานเสียงในภาคใต้ยังขาดขั้วอำนาจหลักที่ชัดเจน และมีสัดส่วนคะแนนในกลุ่ม “อื่นๆ” สูงถึง 34%
ตั้งแต่กลางเดือนมกราคม 2569 เป็นต้นมา พบการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด เมื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เริ่มกลับมาทวงพื้นที่ความนิยม โดยขยับขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งที่ 28% ในวันที่ 16 มกราคม ก่อนจะพุ่งทะยานสู่จุดสูงสุดที่ 62% ในช่วงการสำรวจล่าสุด ซึ่งเป็นการทิ้งห่างคู่แข่งแบบเด็ดขาด ในขณะที่พรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยกลับมีคะแนนลดลงเหลือเพียง 10% และ 12% ตามลำดับ
📌สุดท้ายในกลุ่ม “ผู้สูงอายุภาคตะวันออกเฉียงเหนือ”
พรรคประชาชน สามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในพื้นที่ที่เคยเป็นฐานที่มั่นสำคัญของขั้วอำนาจเดิมได้อย่างโดดเด่น จากคะแนนเริ่มต้นที่ 42% ในช่วงปลายปี 2568 พุ่งสูงขึ้นเป็น 55-56% ในช่วงเดือนมกราคม แสดงถึงการขยายฐานเสียงเข้าสู่กลุ่มผู้สูงวัยในภาคอีสานได้อย่างมีนัยสำคัญ
ในขณะที่พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นคู่แข่งหลักในภูมิภาคนี้ ประสบกับภาวะความนิยมที่ผันผวนอย่างรุนแรง จากที่เคยเกาะกลุ่มสูสีที่ 36-39% กลับดิ่งลงเหวเหลือเพียง 12% ในช่วงกลางเดือนมกราคม ก่อนจะเริ่มฟื้นตัวกลับมาได้ที่ 27% ข้อมูลล่าสุด พบว่าการที่คะแนนของพรรคเพื่อไทยลดลงในช่วงกลางเดือนมกราคมนั้น สวนทางกับการพุ่งขึ้นของกลุ่ม “ยังไม่ตัดสินใจ” (Undecided) ที่สูงถึง 19% ในช่วงเวลาเดียวกัน สะท้อนว่าฐานเสียงผู้สูงอายุในอีสานเริ่มมีความลังเลและพร้อมจะเปลี่ยนใจได้ตลอดเวลา ส่วน พรรคภูมิใจไทย ยังคงรักษาฐานเสียงเดิมไว้ได้ค่อนข้างคงที่ในระดับ 10-15% โดยไม่มีการเติบโตที่หวือหวา

ข้อมูลการสำรวจในช่วงเดือนมกราคม 2026 สะท้อนให้เห็นถึงว่าการเมืองไทยที่กำลังอยู่ในภาวะเปลี่ยนผ่านและมีความผันผวนสูง โดยไม่มีพรรคการเมืองใดสามารถครองความเป็นเจ้าสนามได้ในทุกพื้นที่


