กกร. จี้รัฐแก้น้ำท่วมเชิงโครงสร้าง ดึงเอกชนร่วม กนช. เร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะยาว
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานการแถลงข่าวคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยถึงสถานการณ์อุทกภัยและผลกระทบทางเศรษฐกิจว่า ความเสียหายในภาคอุตสาหกรรมเริ่มมีความชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่มยานยนต์เนื่องจากไม่สามารถส่งมอบชิ้นส่วน (Supply Chain) ได้ตามปกติ ซึ่งในระยะยาวจะสร้างความเสียหายอย่างมาก
ภัยธรรมชาติกำลังกลายเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างต่อเศรษฐกิจไทย โดยที่ผ่านมา ภาครัฐต้องใช้งบประมาณเฉลี่ย 5–6 หมื่นล้านบาทต่อปีในการเยียวยาความเสียหายจากภัยธรรมชาติ
ขณะที่สถานการณ์น้ำท่วมในปัจจุบันส่งผลกระทบต่อภาคประชาชน ภาคธุรกิจโดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย (SME) ภาคเกษตร การผลิตภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์และ Supply Chain ในภาคกลางและภาคตะวันออก
รวมถึงภาคการท่องเที่ยว ตลอดจนสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของภาคธุรกิจและประชาชน ซึ่งยังไม่สามารถประเมินมูลค่าได้ อีกทั้งยังเพิ่มภาระหนี้สิน และกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน
โดย กกร. เตรียมจัดทำหนังสือถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพื่อผลักดันให้ภาครัฐเร่งพิจารณาแนวทางการเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยของประเทศไทย
พร้อมเสนอให้มีผู้แทนภาคเอกชนเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) และคณะอนุกรรมการด้านการบริหารจัดการน้ำทั้ง 3 คณะประกอบด้วย 1.คณะอนุกรรมการชับเคลื่อนแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำและโครงการสำคัญ 2.คณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 3.คณะอนุกรรมการพัฒนาหลักเกณฑ์นวัตกรรมการบริหารทรัพยากรน้ำของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)
เพื่อให้การกำหนดนโยบายและมาตรการสอดคล้องกับสถานการณ์และความต้องการของภาคธุรกิจ ภาคเกษตรและประชนชน
ขณะเดียวกัน กกร. มีมติจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อประเมินผลกระทบจากอุทกภัยและจัดทำข้อเสนอแนวทางเตรียมความพร้อมและฟื้นฟู เพื่อจัดทำแผนบูรณาการ การจัดการน้ำทั้งระบบ พร้อมกับสนับสนุนการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบและเร่งฟื้นฟูกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม
“น้ำท่วมรอบนี้ขาดการพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning) แต่มองว่าฝนตกเยอะมาก การเตรียมตัวรับมือมันไม่มี ไม่ได้กล่าวโทษใคร แต่เชื่อว่ามันมีความบกพร่อง หรือการไม่เอาใจใส่พอจากบทบาทภาครัฐที่เกี่ยวข้อง การเตรียมความพร้อมการรับมือ รัฐกับเอกชนคงจะต้องตั้งร่วมกันตั้งแต่ต้น พ.ค.ทุกปี ทั้งกรมอุตุฯ กรมชลฯ ทั้งหมด รวมถึงจังหวัดที่น้ำท่วมตามพื้นที่”
สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหาระยะยาว จำเป็นต้องบูรณาการการวางผังเมืองและการใช้ประโยชน์ที่ดินให้สอดคล้องกับทิศทางการไหลของน้ำ และความเสี่ยงจากอุทกภัย โดยคำนึงถึงการรักษาทางน้ำและพื้นที่รับน้ำ ตลอดจนกำหนดแนวทางพัฒนาพื้นที่ชุมชนและอุตสาหกรรมอย่างเหมาะสม
ควบคู่กับการพัฒนากลไกประกันภัยพิบัติ เพื่อลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ รักษาความต่อเนื่องของภาคการผลิต ฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน และเสริมความมั่นคงด้านน้ำของประเทศในระยะยาว
“ถอดบทเรียนมาตั้งแต่ปี 2526, 2537 และ 2554 ชัดเจนว่าเราไปสร้างสิ่งกีดขวางทางน้ำหมด วันนี้อยากให้ภาครัฐมาทำฟลัดเวย์ ทางไหลของน้ำ และการลงทุนแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง”
ทั้งนี้ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือเหตุการณ์ความไม่แน่นอน รวมถึงงานประชุมสำคัญระดับโลก เอกชนเตรียมทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อยื่นข้อเสนอแนะ
พร้อมกันนี้ กกร. ได้มีมติจัดตั้ง “คณะทำงานเฉพาะกิจ” เพื่อประเมินผลกระทบจากอุทกภัย จัดทำข้อเสนอแนวทางเตรียมความพร้อม ฟื้นฟู และจัดทำแผนบูรณาการจัดการน้ำทั้งระบบ เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นทางการค้าและการลงทุนของประเทศในระยะยาว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง : กกร. ชี้ S&P คงอันดับเครดิตไทย สะท้อนเสถียรภาพเศรษฐกิจ-วินัยการคลัง

