“ปลัดคลัง” ลุยบัตรคนจน-ไทยช่วยไทย พลัส ดึงงบ 4.4 หมื่นล้าน อุ้ม 32.5 ล้านคน
“ปลัดคลัง” ลุย “บัตรคนจน-ไทยช่วยไทย พลัส” ดึงงบเหลือ 4.4 หมื่นล้าน รับมือสถานการณ์ตะวันออกกลางรุนแรง เร่งรีเช็กบัตรสวัสดิการฯ ให้ทั่วถึง พร้อมอุ้มกลุ่มตกเกณฑ์ผ่านมาตรการ 60:40 ครอบคลุม 32.5 ล้านคน
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงรายละเอียดและทิศทางการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ว่า รัฐบาลและกระทรวงการคลังให้ความสำคัญกับวินัยการเงินการคลังมากที่สุด สำหรับวงเงินที่ใช้นั้น ยังคงมีวงเงินคงเหลืออยู่ในแผนงานส่วนที่ 1 อยู่ที่ประมาณ 44,000 กว่าล้านบาท จากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนละ 200,000 ล้านบาท โดยยืนยันว่าจะไม่มีการโอนเงินจากส่วนที่ 2 มาสมทบใช้ในส่วนงานที่ 1 อย่างแน่นอน
นายลวรณ กล่าวว่า สำหรับโครงสร้างและการดำเนินงานของโครงการไทยช่วยไทย พลัส เป็นการดูแลประชาชนทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง เริ่มจากกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) ปี 2569 ที่มีการเปิดลงทะเบียนรอบใหม่และเริ่มใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2569
ซึ่งถือเป็นการลงทะเบียนที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากที่สุด มีการนำฐานข้อมูลเดิมมาตรวจสอบด้วยหลักเกณฑ์ใหม่ พร้อมส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่จริงทุกหมู่บ้านเพื่อเก็บตกกลุ่มที่อาจตกสำรวจหรืออยู่ชายขอบ รวมถึงเชื่อมโยงฐานข้อมูลกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ที่มีสิทธิ์จะได้รับการช่วยเหลืออย่างแท้จริง
นอกจากนี้ ในส่วนของกลุ่มผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิม จะมีมาตรการรองรับในสัดส่วนไทยช่วยไทย พลัส (60:40) ซึ่งคาดว่าจะขยายการช่วยเหลือให้ครอบคลุมประชาชนได้สูงสุดถึง 32.5 ล้านคน จากเดิมที่มีผู้ใช้อยู่ประมาณ 26 ล้านคน
“ผมเชื่อว่าโครงการนี้ถูกตั้งชื่อว่า ไทยช่วยไทย พลัส ไม่ใช่โครงการที่รัฐบาลเอาเงินไปให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่จะเป็นโครงการที่ร้านค้าที่เข้าร่วมเป็นร้านอุปโภคบริโภคขนาดที่ไม่ใหญ่มาก ทุกคนช่วยกัน ประชาชนก็ช่วยร้านค้า ร้านค้าก็กลับไปช่วยประชาชนได้เหมือนกัน การที่เราไม่เอาเงินไปให้เขาอย่างเดียว จะทำให้ขนาดเงินที่เรามีไม่เยอะถูกขยายเพิ่มขึ้นได้อีก 40% ซึ่งตรงกับชื่อโครงการจริง ๆ”
นายลวรณ กล่าวว่า ในแง่ของผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจตัวเลขดัชนีทางเศรษฐกิจสามารถอธิบายได้อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ จากการดำเนินโครงการมาเกือบ 4 เดือน พบว่าเฉพาะมาตรการ 60:40 มีส่วนช่วยให้ GDP ขยายตัวขึ้น 0.38% ขณะที่โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก็ช่วยส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างแน่นอน เนื่องจากผู้ถือบัตรเป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มใช้จ่ายเงินทั้งหมดตามลักษณะของกลุ่มเป้าหมาย
นอกจากประโยชน์ด้านการเงินและการเยียวยาแล้ว โครงการนี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในระดับฐานราก
ทั้งนี้ ประโยชน์อีกอันหนึ่งที่เป็นจุดเริ่มต้นคือ ร้านค้าจะได้คุ้นเคยกับเทคโนโลยี AI อย่างแท้จริง โดย AI จะเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการธุรกิจให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งถูกฝังอยู่ในโครงการไทยช่วยไทย พลัส ทุกคนจะได้เห็นการทำบัญชีอย่างง่าย การจัดงานสต็อกสินค้า การเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้อย่างง่ายดาย อันนี้ก็จะเป็นประโยชน์ที่เกิดขึ้น
“ที่สำคัญที่สุดคือการบรรเทาภาระให้กับพี่น้องประชาชนในช่วงที่เกิดวิกฤตที่รัฐบาลและกระทรวงการคลังต้องดำเนินการ”
ข่าวที่เกี่ยวข้อง : “คลัง” เตือน 5 แสนคน ยังไม่ยืนยันสิทธิบัตรคนจน ต้อง e-KYC ก่อน 1 ต.ค.

