เอ็กโก กรุ๊ป ลุย ธุรกิจเชื้อเพลิง

“ผมในฐานะซีอีโอใหม่ จะใช้จุดแข็งและศักยภาพที่บริษัทมีอยู่แล้ว ในการขยายการลงทุนทั้งธุรกิจผลิตไฟฟ้าและธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่อง”
นายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็กโก กรุ๊ป บอกถึง เป้าหมาย แผนการดำเนินงานของ เอ็กโก กรุ๊ป ในอนาคต พร้อมระบุว่า

ยังคงเดินหน้า ขยายธุรกิจไปยังธุรกิจเชื้อเพลิงและระบบสาธารณูปโภคเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถเติบโตต่อเนื่องและแข่งขันได้ในสภาพเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไฟฟ้าในปัจจุบัน
นายเทพรัตน์ ยังบอกอีกว่า บริษัทเตรียมยื่นขอใบอนุญาตประกอบกิจการจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติ (Shipper) ต่อคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) โดยจะนำเข้า LNG เพื่อมาใช้ในโรงไฟฟ้าของกลุ่มบริษัท ในปริมาณราว 200,000 ตัน/ปี ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนเชื้อเพลิง ทำให้สามารถแข่งขันได้มากขึ้นด้วย
ด้านความคืบหน้าการลงทุนธุรกิจ Smart Energy Solution โครงการพัฒนา “นิคมอุตสาหกรรมเอ็กโกระยอง” นั้นโครงการผ่านการประเมินการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) เรียบร้อยแล้ว
และได้รับการอนุมัติจากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ให้สามารถจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมเอ็กโกระยอง ลักษณะ Smart Industrial Estate อำเภอเมือง จังหวัดระยอง พื้นที่ประมาณ 600 ไร่ แล้ว
เตรียมลงนามสัญญาอย่างเป็นทางการกับ กนอ. คาดใช้ระยะเวลา 2 ปี พัฒนาพื้นที่และระบบสาธารณูปโภค และเปิดให้บริการได้ในปี 2565

ที่ผ่านมาเอ็กโก กรุ๊ป ยังได้ร่วมกับบริษัทในกลุ่ม กฟผ. ได้แก่ บริษัท กฟผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และบริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ลงนามสัญญา Joint Development Agreement (JDA) เพื่อร่วมกันพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อน “กวางจิ 1” กำลังการผลิตติดตั้ง 1,320 เมกะวัตต์ ในเวียดนาม เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2563
และได้ลงนามในสัญญาเงินกู้ จำนวน 7,800 ล้านบาท เพื่อใช้พัฒนาและก่อสร้างโครงการขยายระบบขนส่งน้ำมันทางท่อไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2563
ด้านโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง 3 โครงการ ประกอบด้วยโครงการโรงไฟฟ้า 2 โครงการ ได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่งทะเล “หยุนหลิน” ในไต้หวัน ก่อสร้างแล้วเสร็จ 61% คาดว่าจะเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในไตรมาสที่ 3 ปี 2564
โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ “น้ำเทิน 1” ใน สปป.ลาว ก่อสร้างแล้วเสร็จ 78% คาดว่าจะเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในไตรมาสที่ 2 ปี 2565 นอกจากนี้ ยังมีโครงการธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่อง 1 โครงการ ได้แก่ โครงการขยายระบบขนส่งน้ำมันทางท่อไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก่อสร้างแล้วเสร็จ 50% ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการในไตรมาสที่ 4 ปี 2564
ส่วนโรงไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิง “กังดง” กำลังการผลิตติดตั้ง 19.8 เมกะวัตต์ ในเกาหลีใต้ ได้เริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์และจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบแล้ว เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2563 โดยจะเริ่มรับรู้รายได้ในไตรมาสที่ 4 เป็นต้นไป

สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 3 ปี 2563 นายเทพรัตน์ บอกว่า เอ็กโก กรุ๊ป มีกําไร 2,839 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 275 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 11% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 3 ปี 2562 สาเหตุมาจากผลประกอบการที่เพิ่มขึ้นของโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ได้แก่ โรงไฟฟ้าไซยะบุรี โรงไฟฟ้าพาจู โรงไฟฟ้าซานบัวนาเวนทูรา และโรงไฟฟ้าเคซอน เป็นต้น
แต่หากพิจารณาผลการดำเนินงาน 9 เดือนแรกงปี 2563 บริษัทมีกําไรจากการดำเนินงาน จำนวน 7,641 ล้านบาท ลดลง 432 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ปัจจุบัน เอ็กโก กรุ๊ป มีกำลังการผลิตตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าตามสัดส่วนการถือหุ้นรวม 5,749 เมกะวัตต์ ประกอบด้วยโรงไฟฟ้าทั้งในและต่างประเทศที่เดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้ว จำนวน 28 แห่ง คิดเป็นกำลังการผลิตตามสัญญาซื้อขายตามสัดส่วนการถือหุ้น 5,428 เมกะวัตต์
และโครงการโรงไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง จำนวน 2 โครงการ คิดเป็นกำลังการผลิตตามสัญญาซื้อขายตามสัดส่วนการถือหุ้น 321 เมกะวัตต์
โรงไฟฟ้าและโครงการต่างๆ ผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงหลากหลายประเภททั้งก๊าซธรรมชาติ แอลเอ็นจี ถ่านหิน ชีวมวล พลังงานน้ำ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานความร้อนใต้พิภพ และเซลล์เชื้อเพลิง ตั้งอยู่ใน 7 ประเทศ ได้แก่ ไทย สปป.ลาว ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ และไต้หวัน