GPSC กำไรไตรมาสแรกพุ่ง 25%

GPSC เผยไตรมาสแรกปี 64 กำไร 1,973 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25% พร้อมออกมาตรการคุมเข้มหน่วยผลิตป้องกันโควิด-19 ระลอกใหม่ สร้างความมั่นใจในระบบผลิตไฟฟ้า
นายวรวัฒน์ พิทยศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC เผย ผลประกอบการไตรมาส 1/2564 มีกำไรสุทธิ 1,973 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 393 ล้านบาท หรือร้อยละ 25 เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 1 ปี 2563 (YoY) โดยมีสาเหตุหลักจากการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นของโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี และเงินปันผลรับจากบริษัท ราชบุรีเพาเวอร์ จำกัด
แม้ว่าผลจากการดำเนินงานในส่วนของโรงไฟฟ้าผู้ผลิตอิสระ (IPP) ลดลงจากการหยุดซ่อมบำรุงตามแผนของกลุ่มธุรกิจโรงไฟฟ้า IPP ทำให้รายได้ค่าความพร้อมจ่ายลดลง แต่กลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) มี margin สูงขึ้นจากการปรับตัวลดลงของราคาก๊าซธรรมชาติและราคาถ่านหิน รวมถึงความต้องการใช้ไอน้ำที่เพิ่มขึ้นของลูกค้าอุตสาหกรรม
สำหรับผลการดำเนินงานของไตรมาส 1/2564 เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2563 ที่ผ่านมา (QoQ) เพิ่มขึ้น 515 ล้านบาท หรือร้อยละ 35 โดยมีสาเหตุหลักจากค่าบำรุงรักษาลดลง เนื่องจากในไตรมาส 4 ที่ผ่านมามีการซ่อมบำรุงตามแผนของโรงไฟฟ้า SPP ของโกลว์ และกำไรขั้นต้นจากการขายไอน้ำ ให้ลูกค้าอุตสาหกรรมสูงขึ้น
ทั้งนี้ บริษัทฯ รับรู้มูลค่า Synergy จากการควบรวมกิจการสุทธิหลังภาษีจำนวน 224 ล้านบาท ในไตรมาสที่ 1 ปี 2564 ซึ่งส่วนหลักได้รับจากการบริหารจัดการงานซ่อมบำรุงรักษา การใช้โครงข่ายไฟฟ้าและไอน้ำร่วมกัน และการบริหารจัดการเถ้าถ่านหิน (Coal ash)
นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้มีการปรับโครงสร้างการถือหุ้นของบริษัท โกลบอล รีนิวเอเบิล เพาเวอร์ จำกัด (GRP) โดยได้ขายหุ้น GRP ในสัดส่วนร้อยละ 50 ให้กับ บริษัท ปตท. โกลบอล แมนเนจเม้นท์ จำกัด (PTTGM) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2564 ที่ผ่านมา ทำให้บริษัทฯ รับรู้รายได้จากการขายหุ้นดังกล่าว และส่งผลให้บริษัทฯ รับรู้ผลประกอบการจาก GRP เป็นส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมภายหลังการดำเนินการขายหุ้นแล้วเสร็จ
ทั้งนี้บริษัทยังได้มีมาตรการคุมเข้มสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด 19 ระลอกใหม่ โดยห้ามบุคคลภายนอกเข้าพื้นที่สำนักงานและพื้นที่ปฏิบัติการ พร้อมออกระเบียบให้พนักงานสายงานสนับสนุน ปฏิบัติงานที่บ้าน (Work From Home) 100% และเฝ้าระวังการแพร่ระบาดในหน่วยผลิตให้สามารถเดินหน้าผลิตไฟฟ้าและไอน้ำ เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานของลูกค้าในการดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง