อาเซียน ผนึก EU-UK-รัสเซีย เดินหน้าการค้าดิจิทัล-เศรษฐกิจสีเขียว-การลงทุน
ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 ที่ผ่านมา ตนได้รับมอบหมายจากรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ให้เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์
โดยมีผลการหารือสำคัญ เริ่มจากการประชุมกับคณะกรรมาธิการยุโรปด้านการค้า ครั้งที่ 22 ได้รับทราบความคืบหน้าของแผนงานด้านการค้าและการลงทุนอาเซียน-สหภาพยุโรป และการจัดทำหลักการการค้าดิจิทัล (Digital Trade Principles: DTP) ที่ครอบคลุม 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ การส่งเสริมการค้าดิจิทัล การโอนย้ายข้อมูลอย่างเสรีและน่าเชื่อถือ ตลาดดิจิทัลที่เปิดกว้าง โปร่งใส และเป็นธรรม และการสร้างความน่าเชื่อถือในการค้าดิจิทัล
โดยตั้งเป้าการดำเนินการให้แล้วเสร็จในเดือนพฤศจิกายน 2569 ก่อนการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลระหว่างอาเซียนกับสหภาพยุโรปให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ ที่ประชุมยังได้แลกเปลี่ยนความเห็นกับสหภาพยุโรป-อาเซียน (EUABC) ซึ่งจากผลการสำรวจความเชื่อมั่นธุรกิจยุโรป พบว่า ร้อยละ 78 ของผู้ตอบแบบสอบถามวางแผนที่จะขยายการค้าและการลงทุนในอาเซียนเพิ่มขึ้น
และร้อยละ 61 ยกให้อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงที่สุด แต่ยังมีอุปสรรคเชิงกฎระเบียบและห่วงโซ่อุปทาน และขาดความตกลงการค้าเสรีระดับภูมิภาคทำให้ธุรกิจยุโรปเสียเปรียบแข่งขัน
ทั้งนี้ ไทยย้ำว่า ความแตกต่างเชิงกฎระเบียบเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน พร้อมเสนอให้เร่งปรับปรุงกฎระเบียบให้สอดคล้องกัน และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) ในท้องถิ่น
ขณะเดียวกัน ตนพร้อมด้วยนายวีระพงษ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย ได้หารือทวิภาคีกับนางดิตเต จูล เยอร์เกนเซน ปลัดคณะกรรมาธิการยุโรปด้านการค้าและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพื่อผลักดันการเจรจา FTA ไทย-EU ให้สามารถหาข้อสรุปร่วมกันในสาระสำคัญได้ในการประชุมเจรจารอบที่ 10
ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 28 กันยายน-6 ตุลาคม 2569 ณ จังหวัดภูเก็ต โดย EU แสดงความเชื่อมั่นและชื่นชมความมุ่งมั่นของไทยในระดับนโยบายในการร่วมผลักดันการเจรจาให้ประสบความสำเร็จ ทั้งนี้ ไทยยังคงเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการให้ความช่วยเหลือเกษตรกร และ MSMEs เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถใช้ประโยชน์จาก FTA ฉบับนี้ได้อย่างเต็มที่
ดร.กิริฎา กล่าวว่า อาเซียนยังได้ประชุมกับสหราชอาณาจักร (UK) ครั้งที่ 6 ได้เห็นชอบปฏิญญาร่วมว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนาคตระหว่างอาเซียน และสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ ฉบับปี 2569 และแผนงานด้านเศรษฐกิจฉบับปรับปรุง เพื่อเป็นแนวทางในการเร่งการรวมตัวทางเศรษฐกิจ การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทางการค้า และการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว โดยผสานศักยภาพด้านการเงิน เทคโนโลยี และกฎระเบียบของ UK กับเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างต่อเนื่องของอาเซียน ซึ่งจะช่วยยกระดับความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายไปสู่การเป็นตลาดที่มีมูลค่าสูงและยั่งยืน
นอกจากนี้ ยังได้หารือกับรัสเซีย โดยเห็นชอบแผนยุทธศาสตร์ความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนอาเซียน-รัสเซีย ปี 2569-2578 (ASEAN-Russia Strategic Programme on Trade and Investment Cooperation: SPTI) ซึ่งครอบคลุมความร่วมมือ 11 สาขาสำคัญ
อาทิ การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยมีเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างอาเซียนกับรัสเซียเป็น 45,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2578 โดยไทยเล็งเห็นศักยภาพของความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะโครงการภูมิสารสนเทศ (Interactive GIS) ในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและการบริหารจัดการแหล่งน้ำจืด ซึ่งไทยทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานหลัก
พร้อมทั้งเสนอให้ใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญ เทคโนโลยี และทรัพยากรของรัสเซีย เพื่อเชื่อมโยงกับตลาดและเครือข่ายการผลิตของอาเซียน และยังรับทราบความคืบหน้าการดำเนินความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจยูเรเซีย (Eurasia Economic Commission)
พร้อมทั้งมุ่งส่งเสริมความร่วมมือทางการค้าและการลงทุน ควบคู่กับการสนับสนุนการปฏิรูปองค์การการค้าโลก เพื่อปรับปรุงระบบการค้าพหุภาคีให้ทันสมัย มีความเป็นธรรม และขยายโอกาสทางการค้าให้แก่สมาชิกทุกประเทศ
ส่วนการหารือไตรภาคีระหว่างรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน เลขาธิการอาเซียน และรัฐมนตรีการค้าสวิตเซอร์แลนด์ ครั้งที่ 5 ได้เห็นชอบแผนงานความร่วมมืออาเซียน–สมาคมการค้าเสรียุโรป ปี 2569–2573 เพื่อเป็นกรอบสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกันอย่างเป็นระบบ
โดยไทยได้เน้นย้ำว่า การเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานและการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนและผู้ประกอบการ MSMEs เป็นประเด็นสำคัญในการรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจโลก พร้อมเสนอให้ส่งเสริมความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุปทานอาหาร โดยใช้ประโยชน์จากศักยภาพด้านนวัตกรรมและการแปรรูปอาหารของสวิตเซอร์แลนด์
ควบคู่กับความเข้มแข็งของไทยด้านวัตถุดิบและอาหารแปรรูป รวมทั้งสนับสนุนการปฏิรูปองค์การการค้าโลก เพื่อเสริมสร้างระบบการค้าพหุภาคีให้ทันสมัย เป็นธรรม และเอื้อต่อการขยายโอกาสทางการค้า
ทั้งนี้ ไทยยังได้ใช้โอกาสนี้ หารือกับสวิตเซอร์แลนด์ ถึงความคืบหน้าการให้สัตยาบันความตกลงการค้าเสรีไทย-EFTA โดยไทยตั้งเป้าดำเนินกระบวนการให้แล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม 2569 เพื่อให้ความตกลงมีผลใช้บังคับในวันที่ 1 มกราคม 2570
ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ไทยเดินหน้าอาเซียน-ฮ่องกง ลงนามพิธีสารฯ เปิดประตูลงทุน เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานภูมิภาค

