ลาวตั้งเป้าเศรษฐกิจโต 7% ปีหน้า

รัฐบาลลาวตั้งเป้าว่า ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพีของลาวจะเติบโตถึง 7% ในปี 2561 มีมูลค่า 149,471,000 ล้านกีบ อ้างอิงจากถ้อยแถลงของรัฐมนตรีคนหนึ่ง
หากทำได้จริง จีดีพีต่อหัวประชากรของลาวจะเพิ่มขึ้นเป็น 2,567 ดอลลาร์สหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นจากตัวเลขคาดการณ์ 2,472 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2560 ดร.สุพัน เขียวมีไช รัฐมนตรีกระทรวงวางแผนและลงทุนชี้แจงในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยรัฐมนตรีได้นำเสนอแผนพัฒนาสังคม-เศรษฐกิจของปี 2561 ในการประชุมระหว่างสมาชิกคณะรัฐบาล นายกเทศมนตรีกรุงเวียงจันทน์ และผู้ว่าราชการจังหวัดอื่นเป็นเวลา 2 วัน
อ้างอิงจากแผน ประเมินว่าภาคเกษตรกรรมจะเติบโต 2.8% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 2.78% ซึ่งเป็นเป้าหมายของปี 2560
ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ว่า อุตสาหกรรมจะเติบโต 9.1% ลดลงจากเดิม 9.53% จากปีก่อนหน้า ขณะที่ภาคบริการจะเติบโต 6.4% เพิ่มขึ้นจากตัวเลขคาดการณ์ 6.15% ในปี 2560
โดยรายได้จากภาษีนำเข้าจะเพิ่มขึ้น 9% ปรับเพิ่มขึ้นจาก 6.9% ที่ตั้งเป้าไว้ของปี 2560 อ้างอิงจากร่างแผนการ ซึ่งจะยื่นเสนอเพื่อขอความเห็นชอบจากสมัชชาแห่งชาติในการประชุมสามัญในเดือนต.ค.นี้
โดยรายได้จากภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ และรายได้จากภาษีนำเข้าจะคิดเป็นมากกว่า 15.7%, 30.7%, 4.8% และ 11.80% ของจีดีพีในปีหน้า (เรียงตามลำดับ)
คาดการณ์ว่า รัฐบาลจะมีรายได้ถึง 26,618,000 ล้านกีบในปี 2561 เพิ่มขึ้นจากตัวเลขคาดการณ์ 23,941,000 ล้านกีบในปี 2560
งบประมาณการใช้จ่ายตั้งไว้สูงสุดที่ 33,320,000 ล้านกีบ เพิ่มขึ้นจาก 32,402,000 ล้านกีบที่ตั้งไว้ของปี 2560 นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าว่า ตัวเลขขาดดุลงบประมาณจะต้องไม่เกิน 6,702,000 ล้านกีบ ลดลงจากที่ตั้งไว้ 8,461,000 ล้านกีบในปี 2560 นี้
เพื่อให้จีดีพีเติบโตได้ 7% ตามเป้าที่ตั้งไว้ในปี 2561 สอดคล้องกับแผนพัฒนาสังคม-เศรษฐกิจ 5 ปีของสมัชชาแห่งชาติ จำเป็นต้องมีการลงทุนถึง 42,145 ล้านกีบ คิดเป็น 28.2% ของจีดีพีในระบบเศรษฐกิจ ดร.สุพันกล่าวในการประชุม
คาดการณ์ว่า ตัวเลขการลงทุน 3,800,000 ล้านกีบจะมาจากงบประมาณใช้จ่ายทั่วไปของภาครัฐ ซึ่งจะเป็นเงินกองทุนในการสร้างถนน และอุดหนุนการก่อสร้างรถไฟลาว – จีน ว฿่งเงินทุนอีก 9,062,000 ล้าน
กีบมาจากความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (ODA) และอีก 19,720,000 ล้านกีบมาจากนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศ และที่เหลืออีก 8,763, 000 ล้านกีบมาจากการอัดฉีดของสินเชื่อธนาคาร
โดยดร.สุพันกล่าวว่า รัฐบาลต้องลดอัตราเงินเฟ้อให้ต่ำกว่า 5% ขณะที่ปริมาณของเงินที่หมุนเวียนในเศรษฐกิจจะไม่เพิ่มสูงเกิน 25% นอกจากนี้ ยังต้องให้แน่ใจว่า ค่าเงินต่างประเทศมีเพียงพอที่จะครอบ
คลุมการนำเข้าได้อย่างน้อย 5 เดือน ขณะที่คงอัตราการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศไว้ 5% สำหรับค่าเงินต่างประเทศชั้นนำ.