เส้นทาง “เรวัช กลิ่นเกษร” จากมือปราบ สู่ หัวหน้าพรรครักเมืองไทย
เส้นทาง พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร หัวหน้าพรรครักเมืองไทย
เมื่อปลายเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร อดีตผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ประกาศเตรียมตั้งพรรคการเมือง โดยกล่าวผ่านช่องยูทูปว่า ตัดสินใจแน่นอนแล้วว่าจะลงการเมือง จะเล่นการเมือง โดยจะตั้งพรรคการเมือง คุมทีมสู้ด้วยตัวเอง
ต่อมา พล.ต.ท.เรวัช เปิดเผยว่า พรรคการเมืองที่เตรียมจะตั้งนั้น ชื่อ “พรรครักเมืองไทย“
เดิมที พล.ต.ท.เรวัช เคยประกาศว่าจะไม่เล่นการเมือง แต่ภายหลังเปลี่ยนใจเพราะรู้สึกไม่พอใจที่ถูกดูถูกและระบบยุติธรรมที่ไม่เด็ดขาด โดยเฉพาะปัญหาเรื่องยาเสพติดและการริบอาวุธปืนของพลเมืองดีจุดยืน
พล.ต.ท.เรวัช เปิดเผยว่า “พรรครักเมืองไทย” ชูจุดเด่นการเป็นพรรคของชาวบ้านอย่างแท้จริง ไม่พึ่งพานายทุนหรือผู้มีอำนาจอยู่เบื้องหลัง มุ่งเน้นนโยบายปราบปรามการทุจริตและยาเสพติด รวมถึงปกป้องสิทธิพลเมืองดีในการป้องกันชีวิตและทรัพย์สิน

พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร เกิดเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2499 ที่อำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ อย่างไรก็ตาม มารดาได้จดจำวันเกิดจริงไว้เป็นวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2498 เขาเติบโตในครอบครัวเจ้าของโรงสี แต่ระหว่างที่เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ผู้เป็นตาถูกกลุ่มโจรบุกปล้นและฆ่าอย่างโหดเหี้ยม ทำให้ พล.ต.ท.เรวัช ในตอนนั้น ต้องกลายเป็นพยานปากเอก ติดตามตำรวจไปชี้ตัวทุกครั้งที่มีการล่าคนร้าย สร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มคนร้ายเป็นอย่างมาก ทำให้ พล.ต.ท.เรวัช โดนดักฆ่า จึงต้องพกปืน .38 ติดตัวและอยู่ในความดูแลของตำรวจ จนเป็นจุดเริ่มต้นกับความฝันที่อยากจะเป็นตำรวจของ พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร
เรวัช สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และระดับปริญญาโทสาขาอาชญาวิทยา จากมหาวิทยาลัยมหิดล
เรวัช เริ่มต้นรับราชการเป็นเสมียนที่จังหวัดชัยนาท ก่อนขยับขึ้นมาเป็นปลัดอำเภอ ทำหน้าที่ติดตามดูแลนายอำเภอ ช่วงผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์อาละวาดหนัก ชีวิตพลิกผันกลายเป็น “มือปืนในเครื่องแบบฝ่ายปกครอง” ก่อนที่จะตัดสินใจสอบบรรจุเป็นข้าราชการตำรวจ เพราะเป็นความชอบส่วนตัว
พล.ต.ท.เรวัช ได้จบหลักสูตรอบรมนายร้อยตำรวจ รุ่น 24 (นรอ. รุ่น 24) กระทั่งได้รับโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ ร้อยตำรวจตรี เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2522 รุ่นเดียวกับ
- พล.ต.อ. พงศพัศ พงษ์เจริญ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
- พล.ต.อ. วินัย ทองสอง อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
- พล.ต.ท. อำนวย นิ่มมะโน อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และอดีตผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1
- พล.ต.ท. พิสัณห์ จุลดิลก สมาชิกวุฒิสภา และอดีตเลขาธิการสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
- พล.ต.ท. เทศา ศิริวาโท อดีตผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8
- พล.ต.ต. วิสุทธิ์ วานิชบุตร อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9
- พันตำรวจเอกสีหนาท ประยูรรัตน์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
เรวัช ได้เลื่อนยศเลื่อนตำแหน่งขึ้นมาตามลำดับจนกระทั่งได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2557 สืบต่อจาก พล.ต.ท.สุรพล ทวนทอง ที่ขยับขึ้นไปดำรงตำแหน่งจเรตำรวจ พร้อมกับรับพระราชทานยศพลตำรวจโท ก่อนจะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2559
โดยในระหว่างรับราชการ เรวัชได้สร้างผลงานไว้มากมาย เช่น คลี่คลายคดีฆาตกรรมศยามล จนได้รับฉายา “มือปราบศยามล” แต่ระหว่างที่ไปรับราชการอยู่ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี และมียศร้อยตำรวจเอก เกิดไปมีเรื่องจนโดนสั่งย้ายห้ามเข้าลพบุรี และสระบุรี
ต่อมาในวันที่ 15 มิถุนายน 2566 ได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี แต่งตั้ง พล.ต.ท. เรวัช เป็นกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ แทน พล.ต.อ.ปัญญา มาเม่น ที่ลาออกไป พล.ต.ท. เรวัช กลิ่นเกษร ติดยศ “นายพล” ขึ้นเป็นผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรีเมื่อปี 2550 โดยขยับมาจากตำแหน่ง รองผู้บังคับการศูนย์สืบสวนตำรวจภูธรภาค 7 แล้วย้ายเป็นผู้บังคับการประจำสำนักงานจเรตำรวจ เป็นรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 รองจเรตำรวจ รักษาการผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล และนั่งเก้าอี้ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด กระทั่งเกษียณอายุราชการในปี 2558
ในวันเกษียณราชการ มีบุตรชายทั้ง 5 คนแต่งเครื่องแบบตำรวจเข้าร่วมพิธีอำลาตำรวจของ พล.ต.ท. เรวัช ที่สโมสรตำรวจ สร้างความสนใจให้แก่สื่อมวลชนเมื่อทราบว่าทั้ง 5 คนเป็นบุตรชายของเรวัช ซึ่งล้วนเข้ารับราชการตำรวจตามรอยผู้เป็นพ่อ
ต่อมา บุตรชายคนหนึ่งในจำนวนนี้ได้สอบผ่านเนติบัณฑิต และย้ายสายงานไปรับราชการเป็นอัยการจังหวัด
หลังเกษียณราชการในเดือนกันยายน พ.ศ. 2559 เรวัช ได้เปิดธุรกิจร้านอาหารและไร่องุ่นชื่อว่า “ณ กานดา” ที่จังหวัดกาญจนบุรี
กระทั่งล่าสุด เรวัชประกาศตัวลงเล่นการเมือง ในสังกัดพรรครักเมืองไทย ซึ่งเป็นพรรคที่แปรสภาพจากพรรคท้องที่ไทย โดยเขาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค โดยมุ่งจะปราบยาเสพติดและทุจริต จากความผิดหวังในระบบยุติธรรมที่ไม่เด็ดขาดกับผู้ค้ายา หลังจากเคยอาสาปราบยาเสพติด แต่ไร้การตอบสนองจากฝั่งรัฐบาล


