อดีตผู้พิพากอาวุโส ชี้ กกต.เสี่ยงโดน 157 ปล่อยหลุดตัวใหญ่โกง สว.
ดีตผู้พิพากอาวุโส ชี้ กกต.เสี่ยงโดน 157 ปล่อยหลุดตัวใหญ่โกง สว.ใช้ กม.ผิดประเภทอย่างร้ายแรง
วันที่ 15 ก.ย.69 นายวัส ติงสมิตร อดีตผู้พิพากอาวุโสในศาลฎีกา และอดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) แสดงความเห็นกรณีมติของ กกต.คณะกรรมการการเลือกตั้ง เห็นชอบให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง และดำเนินคดีอาญากับผู้ถูกร้องรวม 77 ราย ในคดีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2567 หรือ “คดีฮั้ว สว.” ที่กรรมการชุด 26 เห็นควรส่งศาล 229 ราย ได้สร้างข้อสงสัยและแรงสั่นสะเทือนต่อวงการกฎหมายและสังคมไทยอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะประเด็นมาตรฐานการใช้และการตีความกฎหมายขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญอย่าง กกต. ที่อาจกำลังเดินสวนทางกับบทบัญญัติของกฎหมายและบรรทัดฐานเดิม
นายวัส กล่าวว่า การปะปนหลักการ นำหลักคดีอาญา (หมวด 6) มาครอบดุลพินิจการเพิกถอนสิทธิ (หมวด 4) หัวใจสำคัญที่น่าจะเป็นข้อผิดพลาดทางหลักการอย่างร้ายแรงของ กกต. เสียงข้างมาก คือการนำ มาตรฐานการพิสูจน์ในคดีอาญา (Proof Beyond a Reasonable Doubt) ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 หมวด 6 (บทกำหนดโทษ) มาปะปนและใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินใน

หมวด 4 มาตรา 62 (มาตรการทางทางการเมือง) : กำหนดไว้ชัดเจนว่า หาก กกต. มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า การเลือกเป็นไปโดยทุจริต หรือไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม กกต. มีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง/เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง โดยใช้เกณฑ์เพียง “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” (Reasonable Grounds to Believe) ซึ่งเป็นเกณฑ์ดุลพินิจเพื่อปกป้องความสุจริตหรือเที่ยงธรรมของการเลือกตั้ง ไม่จำเป็นต้องรอพยานหลักฐานมัดแน่นถึงขั้นลงโทษจำคุกบุคคล
หมวด 6 (ความผิดทางอาญา) เป็นเรื่องของการพิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัยตามสมควรเพื่อลงโทษจำคุกหรือปรับบุคคลในทางอาญา ซึ่งต้องพิสูจน์เจตนาและเจาะจงตัวบุคคลอย่างเคร่งครัด การที่ กกต. นำเงื่อนไขทางอาญาในหมวด 6 มาเป็นบรรทัดฐานในการตัดสิทธิทางการเมืองตามหมวด 4 ส่งผลให้เกิดการ “บีบช่องทางฟ้อง” ให้แคบลงอย่างผิดธรรมชาติ จนยกเว้นไม่ส่งฟ้องกลุ่มบุคคลที่มีพฤติการณ์ชัดเจนว่าทำให้การเลือกไม่สุจริต เพียงเพราะอ้างว่า “หลักฐานทางอาญายังไม่ถึงขั้น” ทั้งที่มาตรการตามหมวด 4 ถูกออกแบบมาเพื่อล้างผลการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตออกไปก่อน โดยไม่สามารถนำองค์ประกอบความผิดอาญามาครอบบังคับใช้ได้ เว้นแต่การกระทำนั้นจะเข้าข่ายเป็นความผิดอาญาด้วย
นายวัส กล่าวว่า การปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. เสียงข้างมากในครั้งนี้ อาจมิใช่เพียงความผิดพลาดในการตีความกฎหมายธรรมดา แต่อาจเข้าข่ายเป็นการ “ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.ป. ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 มาตรา 69 การดึงพฤติการณ์ความผิดออกมารับโทษบางส่วน (ตัดตอนคดี): ทั้งที่มีรายงานและพยานหลักฐานจากสำนวนการไต่สวนที่ระบุถึงผู้เกี่ยวข้องและขบวนการที่ใหญ่กว่า แต่การกระทำของ กกต. เสียงข้างมากอาจมีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงเจตนารมณ์ของกฎหมาย เพื่อ “ปล่อยหลุด” ผู้ถูกกล่าวหากลุ่มใหญ่ โดยเฉพาะระดับผู้วางแผน สั่งการ หรือสนับสนุนทางการเมือง สร้างบรรทัดฐานที่เป็นอันตรายต่อระบบกระบวนการยุติธรรม การนำหลักกฎหมายอาญามาสวมทับดุลพินิจในคดีเลือกตั้ง จะทำให้ กกต. กลายเป็น “เกราะคุ้มกัน” ผู้กระทำผิด แทนที่จะเป็น “ผู้พิทักษ์ความสุจริตหรือเที่ยงธรรม” ของการเลือกตั้ง
บทสรุป
นายวัส กล่าวว่า มติ กกต. วันที่ 14 กันยายน 2569 ที่ส่งฟ้องเพียง 77 ราย จากคดีฮั้ว สว. ทั้งระบบ ที่กรรมการชุด 26 เห็นควรส่งศาล 229 ราย จึงเป็นตัวอย่างของการใช้กฎหมายผิดประเภทอย่างร้ายแรง การนำหมวด 6 (โทษทางอาญา) มาบดบังหมวด 4 (การควบคุมการเลือกตั้งให้สุจริต) ไม่เพียงแต่ทำลายระบบการตรวจสอบการได้มาซึ่ง สว. แต่ยังอาจเป็นเหตุแห่งความรับผิดทางอาญาที่ กกต. เสียงข้างมากต้องเผชิญในอนาคต หากมีการพิสูจน์ได้ว่าการตัดตอนและเกณฑ์การวินิจฉัยดังกล่าวทำไปเพื่อช่วยเหลือบุคคลหนึ่งบุคคลใดให้พ้นจากการถูกตรวจสอบ

