กสิกรไทย คาดตลาดร้านอาหารปี 69 โต 3.9% กำลังซื้อเปราะบาง-ต้นทุนสูง กดดันกำไร
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดปี 2569 มูลค่าตลาดร้านอาหารและเครื่องดื่มโต 3.9% ทว่าเป็นการเติบโตไม่ทั่วถึง เนื่องจากกำลังซื้อเปราะบาง ประกอบกับการแข่งขันและต้นทุนสูงขึ้น ซึ่งกดดันกำไรของผู้ประกอบการทุกกลุ่ม
กลุ่มธุรกิจร้านอาหารคาดว่าจะเติบโต 3.8% นำโดยกลุ่มร้านอาหารข้างทาง (Street Food) เติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยซึ่งเป็นผลจากโครงการไทยช่วยไทย พลัส สำหรับกลุ่มธุรกิจร้านเครื่องดื่ม (รวมเบเกอรี่และไอศกรีม) คาดว่าจะขยายตัว 5.1%
ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มต้องเร่งปรับตัวรับมือกับภาวะตลาดชะลอตัวหลังหมดมาตรการรัฐ ผ่านการชูจุดเด่นด้าน “ความคุ้มค่า” หรือสร้าง “เอกลักษณ์” ให้ชัดเจน เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันและดึงดูดผู้บริโภค

ปี 2569 ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มมีความท้าทายต่อเนื่อง โดยมองว่ามูลค่าตลาดอยู่ที่ 6.82 แสนล้านบาท เติบโต3.9% จากปีก่อน (ปรับเพิ่มจากเดิมที่คาดเติบโต 2.5%) แต่เป็นอัตราการเติบโตที่ชะลอตัวลงต่อเนื่อง
ปัจจัยสนับสนุนการเติบโตมาจาก แรงหนุนระยะสั้นจากโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” โดยผลจากโครงการฯ ระหว่างเดือนมิถุนายน–กันยายน 2569 น่าจะช่วยเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท
ผลจากราคาอาหารและเครื่องดื่มที่ปรับสูงขึ้นตามภาวะต้นทุนธุรกิจ โดยราคาอาหารและเครื่องดื่มมีการปรับขึ้นประมาณ 10%-15% เทียบกับก่อนเกิดสงครามในตะวันออกกลาง ขณะเดียวกันร้านอาหารและเครื่องดื่มเปิดใหม่ราคาปรับตัวสูงเช่นกัน
กลยุทธ์การทำตลาดกระตุ้นการใช้จ่ายต่อครั้งของผู้บริโภค โดยเฉพาะจากการเปิดร้านใหม่และการขยายสาขาของผู้ประกอบการ มีส่วนช่วยสนับสนุนการใช้จ่ายร้านอาหารและเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ดี ตลาดเติบโตไม่ทั่วถึง ท่ามกลางกำลังซื้อของผู้บริโภคบางกลุ่มยังอ่อนแอ
การแข่งขันสูง ร้านอาหารและเครื่องดื่มเปิดเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและปิดกิจการเร่งขึ้นเช่นกัน ในปี 2569 คาดว่าจะมีร้านอาหารและเครื่องดื่มทั่วประเทศกว่า 7 แสนร้าน (ไม่รวมร้านข้างทางและฟู้ดทรัค)
โดยช่วง 8 เดือนแรกมีการจดทะเบียนจัดตั้งใหม่ 3,263 ราย เพิ่มขึ้น 20% ติด 1 ใน 5 ธุรกิจเปิดใหม่สูงสุด ขณะที่การยกเลิกจดทะเบียนกิจการเพิ่มขึ้นเป็น 491 ราย หรือ 11% สะท้อนภาวะเข้าง่ายออกเร็วและการแข่งขันที่รุนแรงของธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม
ทั้งนี้ นอกจากผู้ประกอบการจะแข่งขันในธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มแล้ว ยังต้องแข่งขันกับอาหารและเครื่องดื่มสำเร็จรูป และบริการร้านกาแฟภายในร้านสะดวกซื้อ ซึ่งเป็นทางเลือกของผู้บริโภคบางกลุ่มด้วย
รายได้และสาขาที่เพิ่มขึ้นสวนทางกับกำไรสุทธิที่ลดลง ภายใต้ภาวะการแข่งขันที่รุนแรงและข้อจำกัดในการปรับขึ้นราคาสินค้า ท่ามกลางต้นทุนที่ทรงตัวสูง ทำให้ผู้ประกอบการต้องพึ่งพากลยุทธ์โปรโมชันและการขยายสาขา ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันอัตรากำไร ที่แม้แต่รายใหญ่ก็มีสัญญาณกำไรสุทธิที่ลดลงในช่วงครึ่งแรกของปี
ในปี 2569 คาดว่า ตลาดร้านเครื่องดื่ม (รวมร้านเบเกอรี่และไอศกรีม) มีมูลค่ารวม 9.4 หมื่นล้านบาท เติบโต 5.1% จากปีก่อน ส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดร้านเครื่องดื่มขยับขึ้นเป็น 14% ของธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม
ร้านกาแฟและเครื่องดื่ม มูลค่า 6.44 หมื่นล้านบาทเติบโต 6.0% จากปีก่อน จากแรงหนุนคนไทยบริโภคเครื่องดื่มมากขึ้น ประกอบกับการเปิดร้านเครื่องดื่มพรีเมียมที่เพิ่มขึ้น ซึ่งมีผลกระทบต่อทราฟฟิกและยอดขายของร้านอื่นเช่นกัน
ร้านเบเกอรี่ (รวมไอศกรีม) มูลค่า 2.9 หมื่นล้านบาทเติบโต 2.9% จากปีก่อน โดยได้รับปัจจัยหนุนจากผู้บริโภคนิยมทานเบเกอรี่มากขึ้น รวมถึงความหลากหลายของรูปแบบเบเกอรี่และแบรนด์นำเข้าจากต่างประเทศที่เข้ามาทำตลาดมากขึ้น แต่เนื่องจากผู้ประกอบการมีมากขึ้นทำให้ตลาดนี้มีการแข่งขันที่สูง
มองไปในปี 2570 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า การทำธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มยังมีความท้าทายต่อเนื่อง โดยประเด็นที่มีผลต่อรายได้ธุรกิจ ได้แก่
กำลังซื้อของผู้บริโภคยังไม่ฟื้นตัวทั่วถึง ส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายและความถี่ในการเข้าร้านอาหาร โดยเฉพาะหลังสิ้นสุดมาตรการรัฐในไตรมาส 4 ของปีนี้ ผู้ประกอบการบางรายอาจเผชิญกับยอดขายที่ไม่แน่นอน
การแข่งขันทางธุรกิจสูง ธุรกิจร้านอาหารมีการเปิดตัวใหม่ต่อเนื่อง และมีความหลากหลายของอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งเป็นทางเลือกของผู้บริโภคมากขึ้น ผู้ประกอบการร้านอาหารรายเก่าจำเป็นต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลาในการหาสิ่งใหม่ เพื่อรักษาฐานลูกค้าและขีดความสามารถในการแข่งขัน
ต้นทุนการทำธุรกิจสูงขึ้นต่อเนื่อง ทั้งต้นทุนวัตถุดิบโดยเฉพาะวัตถุดิบนำเข้า ค่าสาธารณูปโภค ค่าเช่าค่าจ้างแรงงาน และค่าธรรมเนียมการใช้บริการแพลตฟอร์มจัดส่งอาหาร ซึ่งนอกจากการบริหารต้นทุน ผู้ประกอบการต้องหลีกเลี่ยงการแข่งราคาแต่หันมาเน้นคุณภาพ รสชาติ และปริมาณที่สมเหตุสมผลเพื่อดึงดูดลูกค้า
พฤติกรรมผู้บริโภคมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงเร็ว ผ่าน 4 เทรนด์หลัก ได้แก่ การแบ่งขั้วของกำลังซื้อ (กำลังซื้อสูงที่ยอมจ่ายแพงเพื่อประสบการณ์และเรื่องราว กับกลุ่มที่เน้นความคุ้มค่าและปริมาณ) ความต้องการประสบการณ์แบบ Multi-sensoryความภักดีต่อแบรนด์ที่ลดลง
และ ไลฟ์สไตล์เร่งรีบ(Grab & Go / Solo Dining) สร้างความท้าทายให้แก่ผู้ประกอบการร้านอาหารและเครื่องดื่ม ผู้ประกอบการจึงต้องปรับกลยุทธ์ชูจุดขายให้ชัดเจน อาทิ”ความคุ้มค่า” และ “เอกลักษณ์”
ข่าวที่เกี่ยวข้อง : “กสิกรไทย” คาด จีดีพีครึ่งปีหลังแผ่ว

