53 นักกฎหมาย เตือน กกต.แบกโกง สว. คุก 5 ปี-ตัดสิทธิ 10 ปี
จดหมายเปิดผนึก 53 นักกฎหมาย เตือน กกต.แบกโกง สว. คุก 5 ปี-ตัดสิทธิ 10 ปี
(16 ส.ค.69) เครือข่ายนักกฎหมาย ทนายความ และคณาจารย์คณะนิติศาสตร์ จำนวน 53 ราย ออกจดหมายเปิดผนึก เรื่อง การปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. ในคดี ฮั้ว สว. ที่อาจ “ไม่สุจริต ไม่เที่ยงธรรม และไม่ชอบด้วยกฎหมาย” ระบุว่า การดำเนินการตรวจสอบการทุจริตในการสรรหา สว. ของ กกต. ได้สร้างความกังขาให้กับสังคมอย่างมาก ด้วยเหตุผลอย่างน้อยสองประการ ได้แก่
- ความล่าช้าในการส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งพิจารณาพิพากษา
สังคมมีคำถามต่อการปฏิบัติงานของ กกต. ว่าเหตุใดจึงใช้เวลาไต่สวน รวบรวมพยานหลักฐานยาวนานกว่าสองปี แต่ก็ยังไม่ยื่นเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณาพิพากษาตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ทั้งที่มาตรฐานทางกฎหมายที่ พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 62 กำหนดเพียงให้ “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกหรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม” กกต. ก็มีหน้าที่ต้องยื่นคําร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นแล้ว
จากข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะจำนวนมาก หลักฐาน “การฮั้ว สว.” น่าจะเกินข้อเรียกร้องทางกฎหมายที่เรียกร้องเพียง “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้” ไปมากแล้ว รวมทั้งเป็นไปได้ว่าพยานหลักฐานที่ปรากฏแก่ กกต. จะมากกว่าที่ปรากฏต่อประชาชนทั่วไป จึงมีคำถามว่าทำไม กกต. ยังคงดึงเรื่องไว้เป็นเวลากว่า 2 ปี
การดำเนินการที่ล่าช้าของ กกต. สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อระบบการเมืองและอำนาจอธิปไตยของประเทศ การทำงานที่ล่าช้าส่งผลให้ สว. ที่ถูกกล่าวหาว่าเข้าสู่ตำแหน่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย สามารถใช้อำนาจอธิปไตยในการตรากฎหมาย และแต่งตั้งบุคคลเข้าสู่องค์กรที่สำคัญของรัฐจำนวนมาก (รวมถึง กกต. บางส่วน) หากท้ายที่สุดศาลฎีกาตัดสินออกมาว่า สว. จำนวนมากเข้าสู่ตำแหน่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย นั่นก็หมายความว่าในช่วงสองปีที่ผ่านมา ประชาชนไทยถูกปกครองโดยกฎหมายและองค์กรอิสระที่มาจาก “ผู้กระทำผิดกฎหมาย” หรือที่ในทางกฎหมายอาญาเรียกว่า “อาชญากร” ความเสียหายเช่นนี้ กกต. จะรับผิดชอบอย่างไร สุภาษิตกฎหมายที่ว่า “ความยุติธรรมที่ล่าช้าคือ ความอยุติธรรม” ต้องปรับใช้กับ กกต. เช่นเดียวกับที่ปรับใช้กับองค์กรตุลาการ
- ความไม่โปร่งใสในกระบวนการตรวจสอบของ กกต.
นอกจากความล่าช้าแล้ว ยังมีข้อสงสัยในกระบวนการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนของ กกต. ที่ขาดความโปร่งใสไม่ตรงไปตรงมา กล่าวคือ คดีทุจริต สว. นั้น ในช่วงแรกมีการตั้งคณะกรรมการไต่สวนขึ้นมาชุดหนึ่งประกอบไปด้วยคณะกรรมการที่มาจาก กกต.และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (คณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26) โดยคณะกรรมการชุดนี้ได้ทำการตรวจสอบพยานหลักฐานและบุคคลอย่างละเอียดและได้ข้อสรุปว่าน่าจะมีการทุจริตในการสรรหา สว. จึงมีความเห็นไปยัง กกต. ให้สั่งฟ้องผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดจำนวน 229 คน ซึ่งเป็น สว. ปัจจุบัน 138 คน และผู้เกี่ยวข้องที่ไม่ใช่ สว. อีก 91 คน ต่อศาลฎีกาตั้งแต่ 17 กรกฎาคม 2568 หรือประมาณหนึ่งปีหลังการรับรองผลการสรรหา สว.
อย่างไรก็ตาม แทนที่ กกต. จะพิจารณาพยานหลักฐานจำนวนมากที่คณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 นำเสนอ และหากเห็นว่า “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้” ก็มีหน้าที่ส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาให้ทำหน้าที่พิจารณาและพิพากษาคดีไปตามกระบวนพิจารณาของศาล แต่ กกต. กลับตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดชุดที่ 36 ขึ้นมาอีกชุดหนึ่งและทำการพิจารณาพยานหลักฐานซ้ำอีกครั้ง ต่อมาคณะกรรมการชุดนี้ได้มีมติที่แตกต่างอย่างมากกับคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 โดยมีมติว่าผู้ถูกร้องเรียนไม่มีมูลความผิดแต่อย่างใด กระบวนการที่มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาหลายชุดและให้มีอำนาจหน้าที่พิจารณาไต่สวนเรื่องเดียวกันเช่นนี้ แสดงให้เห็นความไม่ชอบมาพากลของกระบวนการไต่สวน อันทำให้สาธารณชนตั้งข้อสงสัยว่าการตั้งกรรมการชุดที่สองขึ้นมาตรวจสอบซ้ำมีเหตุผลความจำเป็นอะไร และเป็นการดำเนินการเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือไม่
จากข้อเท็จจริงและเหตุผลดังกล่าวข้างต้น นักกฎหมาย ทนายความ และคณาจารย์นิติศาสตร์ ที่มีรายชื่อแนบท้ายจดหมายเปิดผนึกฉบับนี้จึงมีข้อเรียกร้องไปยัง กกต. ว่า
- ขอให้ กกต. มีมติยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาให้พิจารณาและพิพากษาเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการทุจริตการสรรหา สว. ครั้งที่ผ่านมาตามที่คณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 มีความเห็นอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งได้พิจารณาพิพากษาให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยไม่ตัดผู้ถูกกล่าวหาคนใดคนหนึ่งออกไปก่อนที่ศาลจะได้พิจารณาพยานหลักฐานในสำนวนไต่สวน
- ขอให้ กกต. ชี้แจงต่อสาธารณะพร้อมแสดงพยานหลักฐานเกี่ยวกับการดำเนินการสืบสวน สอบสวน และมีมติเกี่ยวกับคดีการทุจริตการเลือกตั้ง สว. ครั้งที่ผ่านมา ว่าวางอยู่บนข้อเท็จจริง พยานหลักฐานและกระบวนการดำเนินการอย่างไร เหตุใดจึงใช้เวลายาวนานกว่าสองปีกว่าก็ยังไม่ได้ข้อสรุปในการส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณา อันส่งผลให้ประเทศได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง จากการที่ต้องยอมให้ สว. ที่ถูกกล่าวหาว่าเข้าสู่ตำแหน่งโดยมิชอบใช้อำนาจอธิปไตยในนามของประชาชนชาวไทยออกกฎหมายและแต่งตั้งบุคคลากรในศาลและองค์กรอิสระอีกจำนวนมาก
พวกเราขอเตือนด้วยความห่วงใยต่ออนาคตของสังคมไทยว่า กกต. เป็นหน่วยงานอิสระของรัฐที่มีหน้าที่ต้องกระทำการตามกฎหมายเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทยซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริง มิใช่กระทำการเพื่อประโยชน์ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ดังที่บัญญัติไว้อย่างชัดเจนในรัฐธรรมนูญ มาตรา มาตรา 3 ที่บัญญัติว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย” ประกอบกับมาตรา 6 ที่บัญญัติว่า “รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไป ตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของ ประชาชนโดยรวม”
พวกเราขอเรียกร้องให้ กกต. ต้องทำหน้าที่ให้ “สุจริต เที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมาย” อันเป็นคำขวัญซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของหน่วยงาน หาก กกต. ไม่ใช้อำนาจหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาตามกฎหมาย ย่อมเป็นการบิดเบือนอำนาจอธิปไตยของประชาชนและเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และต้องมีความรับผิดทางกฎหมายและทางสังคมต่อไปอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
(1) พ.ร.ป. ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 มาตรา 69 บัญญัติว่า
“กรรมการ เลขาธิการ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด ผู้ตรวจการเลือกตั้งกรรมการหรืออนุกรรมการซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ พนักงานและลูกจ้างของสำนักงาน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ผู้ใดกระทำการหรือละเว้นการกระทำ อันมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับและให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลาสิบปี”
“ถ้าการกระทำตามวรรคหนึ่งได้กระทำโดยทุจริตต้องระวางโทษเช่นเดียวกับที่บัญญัติไว้ในมาตรา 149 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้นด้วย”
.
รายชื่อนักวิชาการ ทนายความ นักกฎหมาย
.
- กฤษณ์พชร โสมณวัตร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- ขรรค์เพชร ชายทวีป คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
- เขมชาติ ตนบุญ อาจารย์
- คอรีเยาะ มานุแช ทนายความ
- จันทร์จิรา จันทร์แผ้ว ทนายความ
- เฉลิมศรี ประเสริฐศรี ทนายความ
- ชำนาญ จันทร์เรือง ข้าราชการบำนาญด้านกฎหมาย
- กรกนก วัฒนภูมิ นักกฎหมาย
- ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- ฐิตินันท์ เต็งอำนวย คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
. - ณรงค์เดช สรุโฆษิต คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- ณัฏฐพร รอดเจริญ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- ณัฐดนัย นาจันทร์ สำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
- ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- ตามพงศ์ ชอบอิสระ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์
- ทศพล ทรรศนพรรณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- นวพร เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- นันทัชพร ศรีจันทร์ คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือ
- นัทมน คงเจริญ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- เนติพงษ์ พรหมโคตร นักกฎหมาย
. - วัลย์นภัสร์ เจนร่วมจิต ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน (TLHR)
- ธีรยุทธ ปักษา อาจารย์ คณะนิติศาสตร์
- พุฒิพันธุ์ อภิไชยาวาทย์ นักกฎหมาย
- สมชาย หอมลออ ทนายความ NSP Legal Office
- สิริพัทธ์ รัตนตรีประสาน คลินิกกฎหมายสิ่งแวดล้อม คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวิทยาลัยเชียงใหม่
- สุมิตรชัย หัตถสาร ทนายความ ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น
- นิฐิณี ทองแท้ คณะนิติศาสตร์
- ปสุตา ชื้นขจร ทนายความ
- ปารณ บุญช่วย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- พลอยแก้ว โปราณานนท์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
. - พัชร์ นิยมศิลป คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- พิชามญชุ์ ทรัพย์ไพบูลย์ นักกฎหมาย
- ภาสกร ญี่นาง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- ภูภัชร พัฒนธารธาดา นักกฎหมาย
- มุนินทร์ พงศาปาน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- เมษปิติ พูลสวัสดิ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- เยาวลักษ์ อนุพันธุ์ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน (TLHR)
- ยูฮานี เจ๊ะกา นักกฎหมาย
- วัชลาวลี คำบุญเรือง ทนายความ มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม
- ศรัณย์ จงรักษ์ นักวิชาการอิสระ
. - ศรีประภา เพชรมีศรี คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- ศิริโสภา สันติทฤษฎีกร วิทยาลัยบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้
- ศุภกร ชมศิริ สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์
- ส. รัตนมณี พลกล้า ทนายความ มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน
- สงกรานต์ ป้องบุญจันทร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- สิริไพลิน สิงห์อินทร์ คลินิกกฎหมายสิ่งแวดล้อม คณะนิติศาสตร์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ - สิริลักษณ์ บุตรศรีทัศน์ ทนายความ HRLA
- สุทธิชัย งามชื่นสุวรรณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
- สุรชัย ตรงงาม ทนายความ
. - สุรพี โพธิสาราช คณะนิติศาสตร์
- เสาวณีย์ แก้วจุลกาญจน์ นักวิชาการอิสระ
- อัมรินทร์ สายจันทร์ นักกฎหมาย มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม

