ดับเครื่องชน! ฮั้ว สว.
ดับเครื่องชน ฮั้ว สว. ปฏิบัติการ บีบ กกต.ส่งฟ่องศาล
ล่วงเลยมา 2 ปี แต่คดีการโกงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย นั่นก็คือ กระบวนการฮั้ว สว. เรื่องก็ยังไม่จบ และขณะนี้เรื่องก็ยังไม่ถึงศาลแต่อย่างใด
คดีนี้มีผู้รับผิดชอบด้วยกัน 2 หน่วยงาน นั่นก็คือ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ
โดยทั้ง 2 หน่วยงานต่างทำหน้าที่อย่างเชื่องช้า และถูกวิจารณ์ว่าอาจเป็นเครื่องมือของฝ่ายการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งก็เป็นได้
โฟกัสไปที่ กกต.มีข่าวว่าจะทำเรื่องนี้ให้จบภายในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ โดยก่อนหน้านี้ กกต.ได้ตั้งคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 ขึ้นมาไต่สวนเรื่องดังกล่าว พร้อมกับแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องไปจำนวนมากโข

ขณะเดียวกัน กกต.ก็ยังตั้งอีก 1 อนุกรรมการฯ คือชุดที่ 36 ขึ้นมาไต่สวน และมีกระแสข่าวว่าได้มีมติตกข้อกล่าวหาในคดีฮั้ว สว.อย่างน่าเหลือเชื่อ
นั่นเป็นเวลาเดียวกันที่ฝ่ายค้านนำโดย “พริษฐ์ วัชรสินธุ” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ได้เปิดปฏิบัติการ “ดับเครื่องชน” เปิดเวทีเปิดโปงขบวนการฮั้ว สว.อย่างชนิดที่เรียกว่า “เห็นภาพกันเลยทีเดียว”
เวทีที่ สส.ไอติม เป็นคนจัดนั้น ได้นำตัวพยานในคดีโกง สว.และอดีตผู้สมัคร สว.ปี 2567 มาเปิดโปง หรือแฉ กระบวนการโกง สว. ที่ตัวเองได้รับรู้
เวทีนี้จัดมาแล้ว 4 ครั้ง และทุกครั้งก็สร้างความฮือฮาให้แก่สังคมได้ไม่น้อย จนนำไปสู่การฟ้องร้องดำเนินคดีฐานหมิ่นประมาท จากคนของพรรคภูมิใจไทย ไม่ว่าจะเป็น รัฐมนตรีและ สส.ด้วยกันหลายคน
ความเคลื่อนไหวของ “พริษฐ์” สอดประสานกับ “ยิ่งชีพ อัชฌานนท์” ผอ.โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLAW) ที่ก่อนหน้านี้ออกมาเปิดโปง 10 นักการเมือง เชื่อมโยงกับกระบวนการฮั้ว สว. ซึ่งหมายรวมถึงรัฐมนตรีในรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล และนักการเมืองในเครือข่ายสีน้ำเงิน รวมอยู่ด้วย

ปฏิบัติการนี้ต้องถือว่าเป็นปฏิบัติการ “ดับเครื่องชน” โดยแท้ เพราะที่ผ่านมานั้น ยังไม่เคยมีใครออกมาเปิดชื่อ ผู้ที่เกี่ยวข้อง เชื่อมโยงถึงกระบวนการ และเส้นทางการเงินของการทุจริตการเลือกตั้งวุฒิสภาเช่นนี้มาก่อน
แน่นอนการเดินเกมเช่นนี้มีความสุ่มเสี่ยง ที่จะถูกฟ้องร้องดำเนินคดี แต่ในอีกทางหนึ่ง ก็ได้แนวร่วมเข้ามาสนับสนุนด้วยไม่ใช่น้อย
อย่างเช่นในการเปิดเวทีแต่ละครั้ง ก็มีนักวิชาการ ที่ไม่ได้สนับสนุนพรรคประชาชน เข้าร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็น อ.ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ อดีตคณะกรรมการการปฏิรูปด้านการเมือง อ.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีตคณะกรรมการการปฏิรูปแห่งชาติ เป็นต้น
เป้าหมายของยุทธการ “ดับเครื่องชน” ครั้งนี้คือการกดดันให้ กกต.ส่งฟ้องคดีฮั้ว สว.
เนื่องจาก กกต.ไม่มีหน้าที่ชี้ว่าใครถูกหรือใครผิด เพราะกฎหมายบัญญัติเพียงว่า หากมีเหตุอันควรต้องสงสัยว่ามีการทุจริต ก็ให้ส่งฟ้องศาล
และคดีฮั้ว สว. นี้ก็พบหลักฐานที่อันควรสงสัยว่า จะมีการทุจริตเป็นจำนวนมาก
กกต.ควรจะส่งฟ้องศาล เว้นแต่ กกต.จะยอมเสี่ยง แบกรับไว้เอง


