ประวัติ ดร.โจ “ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” แคนดิเดตชิงผู้ว่าฯ กทม.พรรคประชาชน
พรรคประชาชน เตรียมเปิดตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในวันที่ 5 พ.ค.นี้ คาดว่าจะเป็น “ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” หรือ ดร.โจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน
ประวัติของ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร เกิดเมื่อปี 2524

ประวัติการศึกษา
- ระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย
- ระดับปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต หลักสูตรวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- ระดับปริญญาโท วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (วิทยาการสารสนเทศ) จากสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูงแห่งประเทศญี่ปุ่น
- ระดับปริญญาเอก ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (วิทยาการสารสนเทศ) จากสถาบันเดียวกัน
ประสบการณ์ทำงาน
ดร.โจ เริ่มทำงานในตำแหน่งวิศวกรที่บริษัทชลัมเบอร์เจร์ โอเวอร์ซีส์ ต่อมาหันไปเป็นนักวิจัยให้กับสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูงแห่งประเทศญี่ปุ่น รวมถึงเป็นนักวิจัยอาวุโสในห้องปฏิบัติการวิจัยกลางของเอ็นอีซี คอร์ปอเรชั่น ก่อนจะย้ายมาทำงานในธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นเวลา 10 ปี โดยเริ่มทำงานในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ระบบชำระเงิน รวมถึงเคยบริหารเงินดอลลาร์ จนถึงตำแหน่งสุดท้ายคือรองผู้อำนวยการกลุ่มงานยุทธศาสตร์องค์กร ซึ่งมีหน้าที่ดูแลสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง ระหว่างนี้ยังเคยเป็นที่ปรึกษาให้กับศูนย์นวัตกรรมของธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศด้วย

เส้นทางการเมือง
ขณะทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทยในตำแหน่งรองผู้อำนวยการกลุ่มงานยุทธศาสตร์องค์กร ชัยวัฒน์ พบปัญหาในการดูแลสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง เนื่องจากมีกฎหมายหลายฉบับที่ไม่ได้รับการปรับปรุงตามยุคสมัยเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับธนาคารแห่งประเทศไทย จึงลาออกจากที่ดังกล่าวเมื่อปี 2566 และสมัครเป็นสมาชิกพรรคก้าวไกล
ดร.โจ ให้สัมภาษณ์ถึงการตัดสินใจครั้งนั้นว่า การเมืองที่สร้างสรรค์แบบพรรคก้าวไกลทำให้ผมตัดสินใจเข้ามาร่วมทาง ผมเชื่อว่านี่คือการกลัดกระดุมเม็ดแรกที่ถูกต้อง การหาทุนทำงานพรรคด้วยขายสินค้าระดมทุน การรับเงินบริจาคจากประชาชน คือการสร้างพรรคที่มีประชาชนเป็นเจ้าของ คนที่นักการเมืองก้าวไกลต้องตอบแทนจึงไม่ใช่ทุนใหญ่ทุนหนา แต่เป็นพี่น้องประชาชนร่วมอุดมการณ์ที่อยากสร้างการเมืองดี คนที่นักการเมืองก้าวไกลจะถือเสมือนเพื่อนร่วมทาง ฝ่าฟันทำงานเพื่อไปถึงเป้าหมาย การเมืองดี ปากท้องดี มีอนาคต ที่เราทุกคนใฝ่ฝัน
ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป ปี 2566 พรรคส่งลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 15 และจากผลการเลือกตั้ง พรรคก้าวไกลได้ สส.บัญชีรายชื่อจำนวน 39 ที่นั่ง ทำให้ชัยวัฒน์ได้เป็น สส. ตั้งแต่สมัยแรก

ภายหลังจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคก้าวไกลเมื่อปี 2567 ชัยวัฒน์ได้ย้ายตาม สส.ทั้งหมดมาสังกัดพรรคประชาชน และได้รับตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค ดูแลด้านการต่างประเทศ
กระทั่งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป ปี 2569 พรรคประชาชนส่ง “ชัยวัฒน์” ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส.แบบบัญชีรายชื่ออีกครั้ง แต่ขยับลงมาอยู่ในลำดับที่ 18 และจากผลการเลือกตั้ง พรรคประชาชนได้ สส.บัญชีรายชื่อจำนวน 31 ที่นั่ง ทำให้ชัยวัฒน์ได้เป็น สส. สมัยที่ 2
โดยก่อนการเลือกตั้ง ชัยวัฒน์ได้เปิดเผยเรื่องการเบิกเงินสดจำนวน 160,816 ล้านบาทออกจากธนาคารต่าง ๆ ในช่วงเดือนกรกฎาคมจนถึงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2568 จนเกิดเสียงวิจารณ์ว่า หรือเป็นการเบิกเงินเพื่อเตรียมการซื้อเสียง
กระทั่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกชี้แจงว่า การเบิกถอนเงินสดที่สูงผิดปกตินั้น เป็นผลจากความกังวลต่อการขยายผลของมาตรการอายัดบัญชีม้า ที่ทำให้ประชาชนถอนเงินสดออกมาเก็บและใช้จ่ายแทนการทำธุรกรรมผ่านบัญชีออนไลน์ อีกทั้งร้านค้าหลายแห่งก็หันมารับชำระค่าสินค้าเป็นเงินสดมากขึ้น โดยสถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นช่วงสั้น ๆ และการชำระเงินของประชาชนได้กลับสู่ภาวะปกติแล้วตั้งแต่เดือนตุลาคม

