สถาบันอาหาร เผยส่งออกอาหารติดลบ 10.5%
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสถาบันอาหาร เปิดเผยว่า การส่งออกอาหารไทยในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 (ม.ค.-ก.พ.) มีมูลค่า 202,100 ล้านบาท หดตัว 10.5% ท่ามกลางอุปสงค์โลกที่อ่อนแรง ความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีการค้าของสหรัฐฯ เงินบาทที่แข็งค่าขึ้น มาตรการระงับการนำเข้าอาหารหลักของอินโดนีเซีย รวมถึงผลกระทบจากการปิดด่านและความตึงเครียดระหว่างไทย-กัมพูชา
โดยคาดว่าในไตรมาสแรกของปี 2569 การส่งออกอาหารไทยหดตัวต่อเนื่อง จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางที่จะเริ่มส่งผลต่ออุตสาหกรรมอาหารตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นไป ผลกระทบทางอ้อมที่เกิดจากการเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานจะมีบทบาทสำคัญในการกดดันเศรษฐกิจและการค้าโลกให้อ่อนตัวและกระทบต่อการส่งออกอาหารไทยในปี 2569
การแถลงข่าวร่วม 3 องค์กรเศรษฐกิจด้านธุรกิจเกษตรและอาหาร มีตัวแทนหลักของทั้ง 3 องค์กร ประกอบด้วย ดร.ทองดี ปาโส ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการ หอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการอาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต และ นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร หน่วยงานเครือข่ายกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมให้รายละเอียด

นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร หน่วยงานเครือข่ายกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ภายใต้ความร่วมมือของ 3 องค์กร ในส่วนของสถาบันอาหารจะทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องภายใต้การดำเนินงานของศูนย์อัจฉริยะเพื่ออุตสาหกรรมอาหาร โดยมีสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมบูรณาการข้อมูล พบว่า การส่งออกสินค้าอาหารไทยในช่วง 2 เดือนแรกปี 2569 มีมูลค่า 202,100 ล้านบาท หดตัว 10.5%
โดยมีสาเหตุสำคัญมาจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคในตลาดโลกที่ลดลงจากความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจและสงครามการค้า การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงลดทอนความสามารถในการปรับราคาตามต้นทุนของผู้ผลิต นโยบายจำกัดการนำเข้าและการพึ่งพาตนเองด้านอาหารมากขึ้นของคู่ค้าในภูมิภาค โดยเฉพาะอินโดนีเซียที่ประกาศไม่นำเข้าสินค้าอาหารหลักอย่างข้าว ข้าวโพด และน้ำตาลในปีนี้ เนื่องจากมีสต็อกภายในประเทศเพียงพอ ส่งผลให้การนำเข้าสินค้าจากไทยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นยังทำให้สินค้าไทยมีราคาแพงขึ้นในสายตาผู้ซื้อ ราคาสินค้าเกษตรและอาหารหลายชนิด เช่น ผัก ผลไม้ มะพร้าว และทุเรียนที่ตกต่ำ กดดันรายได้การส่งออก ขณะเดียวกันความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชายังส่งผลให้ยอดส่งออกไปกัมพูชาหายไปกว่า 5,000 ล้านบาทต่อเดือน คิดเป็นประมาณ 5% ของมูลค่าส่งออกอาหารทั้งหมด ตลาดหลักหลายแห่งยังหดตัว เช่น CLMV อาเซียนเดิม สหรัฐฯ ตะวันออกกลาง และญี่ปุ่น ขณะที่ตลาดที่เติบโต ได้แก่ เอเชียใต้ สหภาพยุโรป CIS และจีน
ด้านสถานการณ์การค้าอาหารไทยในปี 2568 พบว่า การส่งออกสินค้าอาหารไทยมีมูลค่า 1,510,066 ล้านบาท หดตัวร้อยละ 8.1 สะท้อนแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว มาตรการภาษีของสหรัฐฯ กำลังซื้อคู่ค้าอ่อนตัว ค่าเงินบาทแข็งค่า รวมถึงความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลกระทบต่อสินค้าหลักที่ไทยพึ่งพาตลาดต่างประเทศโดยตรง
ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร ยังระบุอีกว่า ในส่วนของการส่งออกกลุ่มสินค้าอาหารอนาคต (Future Food) สะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในฐานะ “เครื่องยนต์ใหม่” ของอุตสาหกรรมอาหาร ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มูลค่าการส่งออกขยายตัวจาก 79,525 ล้านบาทในปี 2563 เป็น 134,468 ล้านบาทในปี 2568 อัตราเติบโตเฉลี่ย 11.1% ต่อปี ขณะเดียวกันสัดส่วนการส่งออกอาหารอนาคตต่อการส่งออกอาหารรวมทั้งหมด มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 7.4% ในปี 2563 เป็น 8.9% ในปี 2568 สะท้อนถึงความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของสินค้าอาหารอนาคตในโครงสร้างการส่งออกของไทย แม้ในระยะสั้นจะมีความผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจโลก
อย่างไรก็ตาม โครงสร้างการส่งออกยังคงกระจุกตัวสูง โดยพึ่งพากลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพ (Health & Wellness Food) เป็นหลัก มีสัดส่วนสูงถึง 90.3% และเติบโตเฉลี่ย 12.6% ต่อปี ขณะที่กลุ่มอาหารทางการแพทย์ (Medical Food) มีสัดส่วน 4.8% เติบโตเฉลี่ย 3.7% แม้เริ่มมีบทบาทเพิ่มขึ้น แต่ศักยภาพในการผลิตและส่งออกยังอยู่ในวงจำกัด ในทางกลับกัน กลุ่มโปรตีนทางเลือก (Alternative Protein) มีสัดส่วน 3.7% และกลุ่มอาหารอินทรีย์ (Organic Food) สัดส่วน 1.1% กลับชะลอตัวลงเฉลี่ย 0.7% และ 2.5% ตามลำดับ สะท้อนข้อจำกัดด้านต้นทุน เทคโนโลยี และการยอมรับของตลาด แม้ภาพรวมอาหารอนาคตจะมีศักยภาพสูงและเติบโตต่อเนื่อง แต่โครงสร้างการเติบโตยังไม่กระจายตัวและมีความเปราะบาง จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนานวัตกรรม เพิ่มความหลากหลายของสินค้า และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมอาหารไทยในระยะยาว
ภาพรวมตลาดส่งออกอาหารไทยปี 2568 สะท้อนโครงสร้างตลาดที่กระจายตัวมากขึ้น โดยตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทยในปัจจุบัน คือ จีน มีสัดส่วน 22.3% ของการส่งออกอาหารทั้งหมด รองลงมาคืออาเซียน (11.5%), สหรัฐอเมริกา (11.3%) และ CLMV (10.8%) ตลาดสำคัญหลายแห่งยังหดตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลกและภูมิภาค รวมถึงความกังวลสงครามการค้าสหรัฐฯ โดยการส่งออกไปยังจีนหดตัวลงร้อยละ -11.6% อาเซียน (-13.6%), CLMV (-10.0%), ญี่ปุ่น (-8.9%), ตะวันออกกลาง (-16.7%) และแอฟริกา (-25.2%) ขณะที่ตลาดที่ยังเติบโต ได้แก่ สหภาพยุโรป (+5.2%), เอเชียใต้ (+35.5%), สหราชอาณาจักร (+1.7%) และประชาคมรัฐเอกราช (CIS) (+5.8%) ได้แรงหนุนจากความกังวลด้านความมั่นคงทางอาหาร โดยเฉพาะสหภาพยุโรปที่นำเข้าอาหารเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเพื่อรองรับผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน
ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ตลาดส่งออกอาหารไทยมีการปรับโครงสร้างชัดเจน โดยไทยพึ่งพาตลาดในภูมิภาคและตลาดใหม่ๆ มากขึ้น สัดส่วนรวมสูงถึง 70% จากเดิม 48% โดยตลาดสำคัญคือจีนและอาเซียน ขณะที่การพึ่งพาตลาดเดิมในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป ลดลงเหลือ 30% จากเดิม 52% สะท้อนการกระจายความเสี่ยงและการใช้โอกาสจากข้อตกลงการค้าแบบทวิภาคี (FTA) ของไทยในการขยายการส่งออก
ด้านตำแหน่งของสินค้าอาหารไทยในตลาดโลกพบว่า มีทิศทางอ่อนตัวลงเล็กน้อย สวนทางกับภาพรวมการค้าอาหารโลก โดยในปี 2568 การค้าอาหารโลกมีมูลค่า 2,146 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 5.1% อาหารยังเป็นสินค้าจำเป็นที่มีความยืดหยุ่นสูง (Defensive Sector) ด้วยอัตราเติบโตระยะยาว (CAGR) 5-6% จนถึงปี 2577 ในปี 2568 ไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกอาหารอันดับ 15 ของโลก มีส่วนแบ่งตลาด 2.14% ลดลงจากปีก่อน สะท้อนการแข่งขัน ที่รุนแรงขึ้น
แนวโน้มในไตรมาสแรกของปี 2569 (ม.ค.-มี.ค.) คาดว่าการส่งออกสินค้าอาหารไทยจะมีมูลค่า 305,900 ล้านบาท ลดลง 11.5% หดตัวต่อเนื่องจากปีก่อน โดยในเดือนมีนาคม ภาคส่งออกจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากสงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลให้การขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซไปยังกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ (GCC) และการ Re-export จากยูเออีไปยังหลายประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกา (MENA) ถูกตัดขาด สินค้าที่พึ่งพาตลาดตะวันออกกลางมาก เช่น ทูน่ากระป๋อง (17.4%) ข้าว (13.3%) ข้าวโพดหวานปรุงแต่ง (12.4%) และสับปะรดกระป๋อง (11.5%) มีโอกาสได้รับผลกระทบสูง
ขณะที่สินค้าที่พึ่งพาตลาดนี้ในระดับปานกลาง เช่น ไก่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และเครื่องดื่มจากมะพร้าว (4-5%) จะได้รับผลกระทบน้อยกว่า ขณะที่ผลกระทบทางอ้อมจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นเป็นความท้าทายหลักที่จะสร้างแรงกดดันต่อต้นทุนสินค้าในห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ราคาปุ๋ย วัตถุดิบเกษตร โรงงานแปรรูป บรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงค่าขนส่งและการกระจายสินค้า ขณะที่ความต้องการตลาดโลกยังอ่อนแรงจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อที่จะปรับตัวสูงขึ้น และการแข่งขันด้านราคา
สำหรับภาพรวมทั้งปี 2569 คาดว่ามูลค่าการส่งออกอาหารไทยจะมีมูลค่า 1.4 ล้านล้านบาท ลดลงร้อยละ 7.3 หดตัวรุนแรงที่ -17.7% ในช่วงไตรมาส 2 ก่อนที่จะทยอยปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังและฟื้นตัวได้เล็กน้อยในช่วงปลายปี หากสถานการณ์เศรษฐกิจและความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่ลุกลาม ปัจจัยลบที่กระทบส่งออกสาเหตุหลักมาจากอุปสงค์โลกที่อ่อนแรงจากราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น ความไม่สงบในตะวันออกกลางบั่นทอนบรรยากาศการค้า มาตรการจำกัดการนำเข้าและความพึ่งพาตนเองด้านอาหารของคู่ค้า ราคาสินค้าเกษตรลดลง ความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีการค้าของสหรัฐฯ รวมถึงผลกระทบจากความขัดแย้งไทย-กัมพูชา สำหรับตลาดส่งออกที่คาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้น เช่น เอเชียใต้ (+35%) และสหภาพยุโรป (+15.9%) ขณะที่กลุ่มตลาดที่จะหดตัวสูงสุด คือ ตะวันออกกลาง (-50.7%) เพราะประเทศปลายทางส่วนใหญ่ต้องอาศัยเรือสินค้าที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ส่วนตลาดสหรัฐฯ คาดว่าจะหดตัว -12.8% โดยปีก่อนผลกระทบของมาตรการภาษีต่อการส่งออกอาหารไทยยังไม่ชัดเจน เนื่องจากสินค้าที่เก็บได้นาน เช่น อาหารสัตว์เลี้ยง ทูน่ากระป๋อง และสับปะรดกระป๋อง ขยายตัวจากการกักตุนชั่วคราว ขณะที่สินค้าที่อายุสั้น เช่น ข้าว กุ้ง และอาหารพร้อมรับประทาน หดตัวลง สะท้อนถึงการเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคและผู้นำเข้าที่เร่งสั่งซื้อเพื่อหลีกเลี่ยงต้นทุนที่เพิ่มขึ้น หากการกักตุนหยุดลง คาดว่าผลกระทบของมาตรการภาษีจะชัดเจนและรุนแรงมากขึ้น สำหรับตลาดอื่นๆ ที่คาดว่าจะลดลง ได้แก่ CLMV (-35.2%), อาเซียน (5) (-14.0%) และแอฟริกา (-15.2%) อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤตยังมีโอกาสจากแรงหนุนค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่าและความต้องการอาหารที่เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงทางอาหาร โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคที่กำลังเผชิญกับภัยสงคราม ซึ่งอาจเป็นปัจจัยบวกต่อการส่งออกอาหารไทยให้พลิกกลับมาขยายตัวได้เช่นกัน
ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการ หอการค้าไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า อุตสาหกรรมอาหารไทยในปัจจุบันเผชิญทั้งปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยท้าทาย ซึ่งจำเป็นต้องเร่งแสวงหาโอกาสทางการค้าอย่างเหมาะสมและทันท่วงที โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าอาหารไทยไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งมีแนวโน้มยืดเยื้อและอาจกระทบต่อการเคลื่อนย้ายสินค้าระหว่างประเทศ รวมถึงประเทศที่มีความเชื่อมโยงในห่วงโซ่อุปทาน
ทั้งนี้ ในระยะสั้นได้มีข้อเสนอแนะให้ผู้ประกอบการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างรอบคอบ โดยหลีกเลี่ยงการรอคอยในพื้นที่เสี่ยง และเร่งนำสินค้ากลับมายังประเทศไทย โดยได้มีการประสานงานร่วมกับ กระทรวงพาณิชย์ และ กรมศุลกากร เพื่ออำนวยความสะดวกในการนำเข้าสินค้ากลับประเทศโดยให้อำนวยความสะดวกในการส่งออกสินค้าอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีโอกาสทางการค้า โดยเฉพาะในกรณีที่ประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางซึ่งพึ่งพาการนำเข้าอาหารเป็นหลัก อาจประสบภาวะขาดแคลนสินค้าเบื้องต้น บางประเทศต้องการนำเข้าอาหารมากกว่า 90% บางประเทศ 50-70% ซึ่งประเทศไทยสามารถกลับเข้าสู่ตลาดดังกล่าวได้เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย แม้ในปัจจุบันจะยังมีข้อจำกัดด้านการขนส่งทางเรือ อาทิ ความพร้อมของท่าเรือ ระบบโลจิสติกส์ อัตราค่าระวาง และภาษีนำเข้า ภายในประเทศในตะวันออกกลางนั้น
สำหรับสินค้าอาหารแห่งอนาคต (Future Food) ปัจจุบันมีสัดส่วนการส่งออกประมาณร้อยละ 10 ของมูลค่าสินค้าอาหารทั้งหมด โดยมุ่งเน้นกลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างครอบคลุม ขณะที่สินค้าอาหารในกลุ่มที่เหลืออีกร้อยละ 90 ประเทศไทยยังมีศักยภาพในการขยายตลาดส่งออกไปยังประเทศอื่นเพิ่มเติมได้ โดยจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้า การลดอุปสรรคทางการค้า ทำต้นทุน ปริมาณ และคุณภาพให้ได้ดีเพื่อสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลก ตลอดจนการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีการค้าระหว่างประเทศอย่างยั่งยืน
ดร.ทองดี ปาโส ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการเกิดวิกฤตนั้นก็ถือว่าเป็นโอกาสเช่นเดียวกัน จากตัวเลขการส่งออกอาหารเมื่อย้อนไป 3 ปีหลัง การส่งออกมีการปรับตัวลดลงในทุกปี แต่มีกลุ่มอาหารที่เป็น “Rising Star” ที่จะมากู้สภาวะของกลุ่มอาหาร นั่นก็คือ อาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต โดยเนื่องจากสังคมโลกเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยมากขึ้น เฉพาะอาหารที่มีความพิเศษสำหรับผู้สูงวัยก็จะเป็นหนึ่งทางออก และการปรับเปลี่ยนทางโครงสร้าง (Structural Change) การปรับตลาดสู่ Emerging Market, พัฒนาสินค้า High-Value และขับเคลื่อนธุรกิจด้วยนวัตกรรม การใช้พลังงานทางเลือก
และคาดการณ์ว่า พลาสติกที่เป็นส่วนสำคัญในการผลิตอาหารจะมีความตึงตัว แต่ไม่น่าจะถึงกับขาดจนต้องหยุดการผลิต อย่างไรก็ตามทางผู้ผลิตอาหารยังพยายามไม่ปรับราคา ทั้งนี้เพื่อลดผลกระทบต่อผู้บริโภค แต่ถ้าเหตุการณ์ยืดยาวนานจนถึงเดือนพฤษภาคม ก็อาจจะต้องมีการพิจารณาอีกครั้ง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง : SCB ชี้ บาทอ่อนหลังสงครามปะทุ หนุนผู้ส่งออกเร่งเครื่อง


