Skip to content
Tue. May 19th, 2026
  • Facebook
  • Twitter
AEC10NEWS

AEC10NEWS

Primary Menu
  • Home
  • NEWS
    • BREAKING NEWS
    • CHINA NEWS
    • ENERGY FORCE
    • EDITOR TALK
    • MONEY MOVEMENT
    • NATIONAL
    • OPEN NEWS
    • POLITICS
    • WORLD
    • ดวงประจำวัน
  • ASEAN
    • Brunei
    • Cambodia
    • Indonesia
    • Laos
    • Malaysia
    • Myanmar
    • Philippines
    • Singapore
    • Vietnam
  • EEC
  • SPECIAL REPORT
  • BUSINESS
    • BUSINESS MOVEMENT
    • HOT MARKETS
    • PHOTO STORIES
  • NATIONAL

เศรษฐกิจไทยในยามโลกแบ่งขั้ว (Decoupling)

15/11/2022 1 min read
  • LINEแชร์เลย!
ดูแล้ว: 1,087

EIC มองเศรษฐกิจโลกจะแบ่งขั้ว (Decoupling) มากขึ้นระหว่างสหรัฐฯ และจีน ส่งผลให้กระแสโลกาภิวัตน์ (Globalization) ชะลอตัวลง

การเข้ารับตำแหน่งสมัยที่ 3 ของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ท่ามกลางประเด็นความขัดแย้งระหว่างจีนกับไต้หวันที่ยังยืดเยื้อ กอปรกับการวางนโยบายส่งเสริมการพึ่งพาตนเองของจีนเป็นแผนระยะยาว ไม่ว่าจะเป็น Made in China 2025 และ Dual Circulation ส่งผลให้การแบ่งขั้วระหว่างจีนและสหรัฐฯ มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นในระยะต่อไป  อย่างไรก็ดี EIC คาดว่าการแบ่งขั้วของเศรษฐกิจโลกจะไม่ได้เกิดขึ้นโดยสมบูรณ์ เนื่องจากแต่ละประเทศเองก็ไม่ต้องการให้เกิดความขัดแย้งเต็มรูปแบบเช่นกัน โดยในรายงาน National security strategy ปี 2022 ของสหรัฐฯ ระบุว่าจะหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่จำนำไปสู่ภูมิรัฐศาสตร์โลกแบ่งขั้วตายตัว และจะเคารพการตัดสินใจของชาติต่าง ๆ ในการดำเนินนโยบายต่างประเทศของตนเอง ด้วยเหตุนี้ EIC จึงมองว่า การกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน จะถูกจำกัดแค่อุตสาหกรรมที่สำคัญต่อความมั่นคงของชาติ อย่าง เซมิคอนดักเตอร์ เนื่องจากการกีดกันการค้า

ในวงกว้างจะส่งผลให้ทั้งสองประเทศสูญเสียตลาดสำคัญและกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างมาก ในขณะเดียวกัน ถึงแม้การค้าและการลงทุนโลกอาจไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยจากการแบ่งขั้วแต่จะมีจุดหมายปลายทางที่เปลี่ยนไปสู่ประเทศพันธมิตรหรือประเทศใกล้เคียงที่มีศักยภาพมากขึ้น

EIC คาดการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ (Decoupling) จะเป็นโอกาสให้ไทยได้รับประโยชน์ผ่านการย้ายฐานการผลิต (Relocation)

EIC คาดการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ (Decoupling) ที่เร่งตัวจะเป็นโอกาสให้ไทยดึงดูดเม็ดเงินการลงทุน (FDI)

เข้าประเทศมากยิ่งขึ้น ผ่านความเป็นไปได้ในการกระจายหรือขยายฐานการผลิตออกจากจีน (Relocation) มายังภูมิภาคอาเซียนที่ยังคงบทบาทเป็นกลาง (Impartiality) โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์ (Hard Disk Drive: HDD) และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไทยเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ลำดับสองในตลาดโลกรองจากจีน อีกทั้ง หากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างจีนและไต้หวันไม่ยกระดับความรุนแรง (เช่น จีนจำกัดการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อไต้หวันแค่ในเชิงสัญลักษณ์ ขณะที่สหรัฐฯ ยังไม่คว่ำบาตรจีนโดยตรง) เศรษฐกิจไทยจะได้รับโอกาสทางการค้าในระยะต่อไป

ผ่านช่องทางการส่งออกสินค้าไปทดแทนสินค้าที่จีนและไต้หวันพึ่งพากันเองสูง และไทยมีส่วนแบ่งตลาดของสินค้าดังกล่าวทั้งในตลาดจีนและไต้หวัน เช่น คอมพิวเตอร์ เครื่องปรับอากาศ และเครื่องยนต์ ในภาพรวม EIC ประเมินการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจจะเป็นโอกาสให้เศรษฐกิจกลุ่มประเทศอาเซียนได้ประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตมายังภูมิภาคนี้มากขึ้น โดยการเติบโตของ GDP ประเทศอาเซียนในระยะยาวจะเพิ่มขึ้น 0.1% ต่อปี ขณะที่ GDP ของไทย

EIC มองเศรษฐกิจโลกจะแบ่งขั้ว (Decoupling) มากขึ้นระหว่างสหรัฐฯ และจีน ส่งผลให้กระแสโลกาภิวัตน์ (Globalization) ชะลอตัวลง

การเข้ารับตำแหน่งสมัยที่ 3 ของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ท่ามกลางประเด็นความขัดแย้งระหว่างจีนกับไต้หวันที่ยังยืดเยื้อ กอปรกับการวางนโยบายส่งเสริมการพึ่งพาตนเองของจีนเป็นแผนระยะยาว ไม่ว่าจะเป็น Made in China 2025 และ Dual Circulation ส่งผลให้การแบ่งขั้วระหว่างจีนและสหรัฐฯ มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นในระยะต่อไป  อย่างไรก็ดี EIC คาดว่าการแบ่งขั้วของเศรษฐกิจโลกจะไม่ได้เกิดขึ้นโดยสมบูรณ์ เนื่องจากแต่ละประเทศเองก็ไม่ต้องการให้เกิดความขัดแย้งเต็มรูปแบบเช่นกัน โดยในรายงาน National security strategy ปี 2022 ของสหรัฐฯ ระบุว่าจะหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่จำนำไปสู่ภูมิรัฐศาสตร์โลกแบ่งขั้วตายตัว และจะเคารพการตัดสินใจของชาติต่าง ๆ ในการดำเนินนโยบายต่างประเทศของตนเอง ด้วยเหตุนี้ EIC จึงมองว่า การกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน จะถูกจำกัดแค่อุตสาหกรรมที่สำคัญต่อความมั่นคงของชาติ อย่าง เซมิคอนดักเตอร์ เนื่องจากการกีดกันการค้า

ในวงกว้างจะส่งผลให้ทั้งสองประเทศสูญเสียตลาดสำคัญและกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างมาก ในขณะเดียวกัน ถึงแม้การค้าและการลงทุนโลกอาจไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยจากการแบ่งขั้วแต่จะมีจุดหมายปลายทางที่เปลี่ยนไปสู่ประเทศพันธมิตรหรือประเทศใกล้เคียงที่มีศักยภาพมากขึ้น

EIC คาดการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ (Decoupling) จะเป็นโอกาสให้ไทยได้รับประโยชน์ผ่านการย้ายฐานการผลิต (Relocation)

EIC คาดการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ (Decoupling) ที่เร่งตัวจะเป็นโอกาสให้ไทยดึงดูดเม็ดเงินการลงทุน (FDI)

เข้าประเทศมากยิ่งขึ้น ผ่านความเป็นไปได้ในการกระจายหรือขยายฐานการผลิตออกจากจีน (Relocation) มายังภูมิภาคอาเซียนที่ยังคงบทบาทเป็นกลาง (Impartiality) โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์ (Hard Disk Drive: HDD) และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไทยเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ลำดับสองในตลาดโลกรองจากจีน อีกทั้ง หากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างจีนและไต้หวันไม่ยกระดับความรุนแรง (เช่น จีนจำกัดการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อไต้หวันแค่ในเชิงสัญลักษณ์ ขณะที่สหรัฐฯ ยังไม่คว่ำบาตรจีนโดยตรง) เศรษฐกิจไทยจะได้รับโอกาสทางการค้าในระยะต่อไป

ผ่านช่องทางการส่งออกสินค้าไปทดแทนสินค้าที่จีนและไต้หวันพึ่งพากันเองสูง และไทยมีส่วนแบ่งตลาดของสินค้าดังกล่าวทั้งในตลาดจีนและไต้หวัน เช่น คอมพิวเตอร์ เครื่องปรับอากาศ และเครื่องยนต์ ในภาพรวม EIC ประเมินการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจจะเป็นโอกาสให้เศรษฐกิจกลุ่มประเทศอาเซียนได้ประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตมายังภูมิภาคนี้มากขึ้น โดยการเติบโตของ GDP ประเทศอาเซียนในระยะยาวจะเพิ่มขึ้น 0.1% ต่อปี ขณะที่ GDP ของไทย

ในระยะยาวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นราว 0.07% ต่อปี แต่หากในกรณีที่ความตึงเครียดระหว่างจีนและไต้หวันยกระดับความรุนแรงขึ้น เศรษฐกิจไทยและอาเซียนอาจชะลอตัวจากการส่งออกและการลงทุนที่ลดลงการวางแผนรับมือการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจจำเป็นอย่างมากสำหรับประเทศไทย

ภาครัฐจำเป็นต้องเตรียมการเพื่อรับมือต่อภูมิรัฐศาสตร์โลกที่เปลี่ยนไป โดยควรให้ความสำคัญกับ (1) เร่งการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ ผ่านมาตรการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากประเทศที่เจาะจง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่มีโอกาสเกิดการย้ายฐานการผลิต ตลอดจนยกระดับอุตสาหกรรมไทยให้ปรับตัวได้ทันต่อเทคโนโลยีโลกที่พัฒนาอย่างรวดเร็วเพื่อนำไทยเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลกในเทคโนโลยีขั้นสูง (2) เพิ่มความหลากหลายของแหล่งซัพพลายเออร์และผู้ซื้อ เพื่อลดความเสี่ยงที่ห่วงโซ่อุปทานจะหยุดชะงักจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่สูงขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นจากการกีดกันทางการค้า การโจมตีทางไซเบอร์ หรือเหตุความรุนแรงระหว่างประเทศรวมถึงความต้องการของสินค้าที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว (3) ปรับตัวให้ทันต่อระเบียบข้อบังคับโลกที่เปลี่ยนไป จากกฎระเบียบที่เพิ่มมากขึ้น จากการที่ชาติมหาอำนาจพยายามกำหนดระเบียบระหว่างประเทศในด้านต่าง ๆ เช่น การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเคลื่อนย้ายข้อมูลระหว่างประเทศ และ (4) เตรียมความพร้อมรับมือความท้าทายข้ามชาติ โดยเฉพาะด้าน Environmental, Social, and Governance (ESG) เนื่องจากการลงทุนด้าน ESG มีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นในอนาคตและเป็นปัจจัยสำคัญที่กระทบต่อการตัดสินใจลงทุนของบริษัทข้ามชาติ

การแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ (Decoupling) ถูกพูดถึงมากขึ้นและมีแนวโน้มเร่งตัว นับตั้งแต่การเดินทางเยือนไต้หวันของนางแนนซี เพโลซี (Nancy Pelosi) ประธานสภาผู้แทนสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2022 ซึ่งเป็นการเยือนไต้หวันอย่างเป็นทางการของนักการเมืองระดับสูงของสหรัฐฯ ในรอบ 25 ปี ส่งผลให้ความตึงเครียดระหว่างจีน สหรัฐฯ และไต้หวันเพิ่มสูงขึ้น โดยถึงแม้ว่านางแนนซีจะได้เดินทางกลับสหรัฐฯ เป็นระยะเวลานานกว่า 3 เดือนแล้ว แต่ความตึงเครียดยังมีให้เห็นอยู่เป็นระยะในเวทีการเมืองโลก เช่น การแถลงการณ์ของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ว่ารัสเซียยึดมั่น
ในหลักการจีนเดียวและประณามการยั่วยุของสหรัฐฯ ในกรณีช่องแคบไต้หวันหลังการพูดคุยนอกรอบกับประธานาธิบดี
สี จิ้นผิง ของจีน ในวันที่ 15-16 กันยายน 2022 การออกยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ รายงาน National security strategy ปี 2022 ในเดือนกันยายน ซึ่งมองว่าจีนเป็นคู่แข่งการเป็นผู้นำโลกที่สำคัญของสหรัฐฯ รวมถึงออกมาตรการห้ามการส่งออกชิปขั้นสูงไปจีนของสหรัฐฯ และห้ามให้บุคลากรสัญชาติสหรัฐฯ ช่วยเหลือจีนในการผลิต
เซมิคอนดักเตอร์เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2022 อีกทั้ง ล่าสุดสหรัฐฯ และไต้หวันจะจัดการเจรจาการค้า 2 ฝ่ายที่นครนิวยอร์ก สหรัฐฯ ในวันที่ 8-9 พฤศจิกายน 2022 เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกัน โดยมีเป้าหมายในการบรรลุข้อตกลงในด้านต่าง ๆ รวมถึงการอำนวยความสะดวกทางการค้า ซึ่งทางการจีนได้แถลงการณ์ต่อต้านการเจรจานี้อย่างชัดเจน

ในระยะถัดไป EIC มองว่า เศรษฐกิจโลกจะแตกย่อย (Fragmentation) มากขึ้นระหว่างขั้วสหรัฐฯ
และจีน ส่งผลให้กระแสโลกาภิวัตน์
(Globalization) ชะลอตัวลง โดยในรายงาน US National security strategy ปี 2022 สหรัฐฯ มองว่าภัยต่อความมั่นคงของประเทศมาจาก 1) การแข่งขันที่สูงขึ้นระหว่างชาติประชาธิปไตย (Democracy) และชาติอัตตาธิปไตย (Autocracy) โดยเฉพาะจีน ซึ่งเป็นประเทศเดียวที่มีเจตนาและความสามารถสูงขึ้นต่อเนื่องในการเปลี่ยนระเบียบระหว่างประเทศ (International order) ไปในด้านที่ส่งผลลบต่อสหรัฐฯ และ 2) ความท้าทายข้ามชาติ (Transnational challenges) เช่น การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ความมั่นคงด้านอาหาร และผู้ลี้ภัย เป็นต้น ซึ่งเป็นประเด็นความเสี่ยงร่วมกันต่อเศรษฐกิจและสังคมของทุกประเทศ

ดังนั้น ในการรับมือกับ 2 ภัยนี้ สหรัฐฯ มองว่ากระแสโลกาภิวัตน์ในบริบทเดิมที่มีความเสรีค่อนข้างมาก ไม่เหมาะสมต่อการรับมือกับความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากคำนึงถึงเพียงประสิทธิภาพและต้นทุนต่อธุรกิจ แต่ไม่ได้ให้น้ำหนักต่อความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานและประเทศมากเท่าที่ควร ดังนั้น ระบบเศรษฐกิจในอนาคตจะต้องเน้นการพึ่งพาตนเองหรือประเทศพันธมิตรเป็นหลัก และกีดกันไม่ให้ประเทศที่เป็นภัยเอาเปรียบและแข่งขันกับสหรัฐฯ จึงนำไปสู่ การดำเนินนโยบายของสหรัฐฯ ในการส่งเสริมความมั่นคงของประเทศสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 นโยบายหลัก ได้แก่ การเสริมสร้างความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ และการสร้างเครือข่ายชาติพันธมิตรเพื่อรักษาระเบียบระหว่างประเทศ

ทางฝั่งจีน การเข้ามารับตำแหน่งสมัยที่ 3 ของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง มีแนวโน้มทำให้การแตกขั้วระหว่างจีนและสหรัฐฯ เร่งตัวขึ้นในระยะต่อไป จากนโยบายส่งเสริมการพึ่งพาตนเองของจีนในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Made in China 2025 และกลยุทธ์แบบผสมผสานให้มีการหมุนเวียนของกิจกรรมทางเศรษฐกิจแบบคู่ขนาน (Dual circulation) ที่ต้องมีความสมดุลของเศรษฐกิจภายในและภายนอกประเทศที่เริ่มใช้อยู่แล้วจะยังคงเป็นแผนระยะยาวของจีน รวมถึงประเด็นความขัดแย้งกับไต้หวันที่ยืดเยื้อและมีทีท่าตึงเครียดขึ้นจะเป็นอีกประเด็นที่เร่งการแตกขั้วระหว่างจีนและสหรัฐฯ ในการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 20 ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา สีจิ้นผิงได้เน้นย้ำความสำคัญของการพัฒนาและพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี โดยรัฐบาลจีนจะเร่งการลงทุนใน Research & Development การสร้างเครือข่ายศูนย์วิจัยภายในประเทศ และการพัฒนาสภาพแวดล้อมธุรกิจและระบบสิทธิบัตรสินทรัพย์ทางปัญญา เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมในประเทศต่อไป อย่างไรก็ดี ในช่วงที่ผ่านมา จีนพัฒนาอุตสาหกรรมได้ช้ากว่าเป้าหมาย ยกตัวอย่างอุตสาหกรรม เซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งจีนตั้งเป้าไว้ว่าจะผลิตชิปให้เพียงพอต่ออุปสงค์ภายในประเทศ 70% ในปี 2025 ตามแผนยุทธศาสตร์ Made in China 2025 แต่ที่ผ่านมายังผลิตได้ช้ากว่าเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะทำให้การพึ่งพาตนเองของจีนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ยิ่งช้าลงไปอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการผลิตชิป 5nm ซึ่งเป็นชิปขั้นสูงสุดที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งจีนยังไม่มีศักยภาพการผลิตชิปนี้เองภายในประเทศ เนื่องจากต้องพึ่งพาเครื่องจักรและโรงงานสหรัฐฯ หรือชาติพันธมิตร

ล่าสุดในวันที่ 14 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดนของสหรัฐฯ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนได้มีการประชุมนอกรอบร่วมกันก่อนการประชุม G20 ที่ประเทศอินโดนีเซีย โดยมีข้อสรุปว่า การแข่งขันและการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศมีแนวโน้มที่จะยกระดับมากขึ้นผ่านการลงทุนเพื่อพัฒนาศักยภาพในประเทศและการร่วมมือกับพันธมิตร สำหรับประเด็นข้อพิพาทไต้หวัน จีนระบุว่าเรื่องนี้เป็น First Red Line ที่สำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีน ขณะที่สหรัฐฯ ยังยืนยันในหลักการจีนเดียว (One China Policy) โดยทั้งสองฝ่ายจะให้ความสำคัญต่อการรักษาสันติภาพและไม่ต้องการให้สถานการณ์ยกระดับไปสู่ความขัดแย้ง โดยเฉพาะในประเด็นการใช้อาวุธนิวเคลียร์ ขณะเดียวกัน ทั้งสองประเทศจะเปิดช่องทางการสื่อสารระหว่างกันและให้ความร่วมมือในประเด็นสำคัญของโลก เช่น การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจมหภาค และความมั่นคงทางอาหาร ทั้งนี้จีนมองว่ามาตรการกีดกันทางการค้าเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม และการแข่งขันไม่จำเป็นต้องเป็น Zero Sum Game หรือไม่จำเป็นว่าฝ่ายหนึ่งได้เปรียบฝ่ายหนึ่งเสียเปรียบ แต่เป็นไปได้ว่าการแข่งขันจะทำให้ทั้งสองประเทศสามารถเติบโตไปพร้อมกันได้

ผลกระทบจากความตึงเครียดระหว่างจีนและไต้หวันต่อเศรษฐกิจไทย

ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยได้ในหลายช่องทาง ได้แก่

1. การค้าระหว่างประเทศที่ลดลง ไม่ว่าจะเป็นการนำเข้าและส่งออกกับไต้หวัน รวมถึงกลุ่มประเทศที่เกี่ยวข้องจะได้รับผลกระทบ เนื่องจากการขนส่งและโลจิสติกส์จะทำได้ลำบากขึ้น การค้าของไทยมีความเชื่อมโยงสูงกับจีนและไต้หวัน โดยจีนเป็นตลาดส่งออกลำดับที่ 2 ของไทย (12% ของมูลค่าส่งออกสินค้า) และเป็นตลาดนำเข้าลำดับที่ 1 (23% ของมูลค่านำเข้าสินค้า) ในขณะที่ไต้หวันเป็นตลาดส่งออกลำดับที่ 17 (1.6% ของมูลค่าส่งออกสินค้า) และเป็นตลาดนำเข้าลำดับที่ 6 ของไทย (3.9% ของมูลค่านำเข้าสินค้า)[1] นอกจากนี้ ไทยยังพึ่งพาเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิตสินค้าส่งออกสำคัญของไทยหลายชนิดจากจีนและไต้หวัน (รวมคิดเป็น 24.5% ในปี 2021)  อย่างไรก็ดี สินค้าส่งออกไทยบางกลุ่มจะได้รับอานิสงส์ หากการค้าระหว่างจีนและไต้หวันปรับลดลงหรือหยุดชะงัก จนจำเป็นต้องนำเข้าสินค้าจากประเทศอื่นทดแทน (Product substitution) โดยสินค้าไทยที่มีโอกาสได้รับประโยชน์ค่อนข้างชัดเจน เช่น คอมพิวเตอร์ เครื่องปรับอากาศ และเครื่องยนต์ เนื่องจากทั้งจีนและไต้หวันพึ่งพาสินค้ากลุ่มนี้ระหว่างกันค่อนข้างสูง และไทยมีส่วนแบ่งตลาดของสินค้าดังกล่าวทั้งในจีนและไต้หวัน

2. การลงทุนระหว่างประเทศที่จะแบ่งขั้วมากขึ้น เนื่องจากบริษัทข้ามชาติอาจหันมาลงทุนในประเทศ (Reshoring) หรือในภูมิภาคใกล้เคียง (Regionalization) เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาการชะงักของอุปทาน (Supply-chain disruption) ในเวลาที่มีความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลก (Geopolitics) สูงขึ้นอีก อย่างไรก็ตาม ในระยะเปลี่ยนผ่าน ภูมิภาคอาเซียนโดยรวมที่ยังคงบทบาทเป็นกลาง (Impartiality) จะยังได้รับประโยชน์จากการย้ายหรือขยายฐานการผลิตออกจากจีนของธุรกิจนานาชาติต่าง ๆ นอกจากนี้ ในกรณีที่จีนและไต้หวันลดการค้าระหว่างกัน ไทยอาจได้รับประโยชน์บางส่วนในอนาคต ในอุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์ (Hard Disk Drive: HDD)[2] และเครื่องใช้ไฟฟ้า เนื่องจากไทยเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ลำดับสองในตลาดโลกรองจากจีน อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่อาจเป็นโอกาสให้ไทยดึงดูดเม็ดเงินการลงทุน (FDI) เข้าประเทศมากยิ่งขึ้น รวมถึงภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารที่ไทยมีโอกาสได้รับโอกาสในการทดแทนสินค้าส่งออกของจีนในไต้หวัน ซึ่งอาจนำไปสู่การลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตเพิ่มเติมในไทย

3. การเดินทางระหว่างประเทศที่ยังได้รับผลกระทบค่อนข้างจำกัด โดยแม้เส้นทางบินระหว่างประเทศหลายเส้นทางจะถูกยกเลิกชั่วคราวในช่วงที่มีการซ้อมรบของจีนในทะเลจีนใต้ แต่ปัจจุบันก็กลับมาให้บริการตามปกติแล้ว ทั้งนี้ผลกระทบที่เกิดขึ้นมีโอกาสส่งผลให้นักท่องเที่ยวชาวจีน (ภายหลังที่จีนทยอยผ่อนคลายนโยบาย Zero-Covid และเปิดประเทศให้มีการเดินทางระหว่างประเทศ) มีแนวโน้มเลือกเดินทางท่องเที่ยวไปยังภูมิภาคอื่นแทนการเดินทางไปยังประเทศพันธมิตรสหรัฐฯ มากยิ่งขึ้น โดยประเทศในอาเซียนรวมทั้งไทยถือเป็นหนึ่งจุดหมายการเดินทางสำคัญ ที่นักท่องเที่ยวจีนให้ความสนใจ อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์ระหว่างจีนกับไต้หวันตึงเครียดขึ้นและมีการจำกัดหรือปิดเส้นทางการเดินทางระหว่างประเทศขึ้นอีก ก็มีแนวโน้มส่งผลให้นักท่องเที่ยวชาวจีนและไต้หวันเดินทางระหว่างประเทศลดลง ทั้งนี้จากข้อมูลก่อนวิกฤตโควิดในปี 2019 นักท่องเที่ยวจีนและไต้หวันเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีความสำคัญกับภาคการท่องเที่ยวของไทย โดยนักท่องเที่ยวไต้หวันเดินทางเข้าไทยมากถึง 781,674 คน คิดเป็น 2% ของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมด สร้างรายได้ 33,535.5 ล้านบาท ในขณะที่นักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยสูงสุดราว 11 ล้านคน คิดเป็น 27.9% สร้างรายได้ 531,576.7 ล้านบาท

ความตึงเครียดระหว่างจีนและไต้หวันผ่าน 3 ช่องทางที่กล่าวมาข้างต้น จะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในที่สุด โดยห่วงโซ่อุปทานของเซมิคอนดักเตอร์เป็นประเด็นที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ เนื่องจากไต้หวันเป็นผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ที่สำคัญที่สุดในโลก อีกทั้ง เซมิคอนดักเตอร์ยังเป็นชิ้นส่วนสำคัญของเทคโนโลยีสมัยใหม่และเกี่ยวข้องกับการผลิตสินค้าสำคัญหลากหลายชนิด อาทิ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าไอที รถยนต์และรถจักรยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า รวมทั้งสินค้าอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปสู่การลงทุนของภาคเอกชนและเศรษฐกิจไทยในภาพรวมได้ ทั้งนี้ EIC แบ่งผลกระทบของความรุนแรงสู่เศรษกิจไทยออกเป็น 3 กรณี

ในกรณีแรก เหตุการณ์กลับเข้าสู่ Status Quo ซึ่งมีแนวโน้มเกิดขึ้นสูงที่สุด การแบ่งขั้วระหว่างสหรัฐฯ และจีน (Decopling) เร่งตัวขึ้น โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยี โดยจีนมีการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจไต้หวันในเชิงสัญลักษณ์เฉพาะในสินค้าที่ไม่สำคัญมากต่อห่วงโซ่การผลิตโลกและทดแทนได้ง่าย (สินค้าเกษตร/ประมง) ไม่คว่ำบาตรสินค้าสำคัญ (เซมิคอนดักเตอร์/อิเล็กทรอนิกส์) มีการซ้อมรบเพียงชั่วคราวและสถานการณ์ความรุนแรงไม่ยกระดับมากขึ้น ทำให้ความตึงเครียดและข้อพิพาทระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการค้าโลกจะมีอยู่อย่างจำกัดและขยายตัวได้ที่ 3.0% และ 3.8% ในปี 2022 ตามลำดับ EIC มองว่าในกรณี Status Quo ในระยะสั้นผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและภูมิภาคมีค่อนข้างจำกัด แต่ในระยะยาวการแบ่งขั้วระหว่างสหรัฐฯ และจีนจะส่งผลต่อโครงสร้างเศรษฐกิจการค้าโลกจาก Trade substitution effect และ Investment diversion จากการศึกษาของ EIC พบว่า เศรษฐกิจในกลุ่มประเทศอาเซียนมีโอกาสได้ประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตและเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการค้าโลก โดยการเติบโตของ GDP ของประเทศในอาเซียนในระยะยาวจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.1% ต่อปี ขณะที่ GDP ในระยะยาวของไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.07% ต่อปี

ในกรณีที่สอง จีนใช้มาตรการปิดล้อมน่านน้ำไต้หวันและควบคุมการเข้าออกสินค้า แม้ยังไม่เกิดสงครามเต็มรูปแบบ แต่ความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์สูงขึ้นมาก โดยจีนปิดล้อมน่านน้ำไต้หวันและควบคุมการเข้าออกของเรือสินค้า ทำให้การเดินทางและขนส่งสินค้าจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงบริเวณช่องแคบไต้หวัน ค่าระวางเรือพุ่งสูงขึ้น ฝั่งสหรัฐฯ และพันธมิตรตอบโต้โดยใช้มาตรการคว่ำบาตรจีนและส่งเรือรบเข้ากดดัน ในกรณีนี้ห่วงโซ่อุปทานโลก โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์จะได้รับผลกระทบรุนแรง เศรษฐกิจและการค้าโลกจะขยายตัวได้เพียง 2.4% และ 0.8% ตามลำดับ จากการศึกษาโดยใช้ Computable General Equilibrium Model พบว่า ในกรณีนี้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มหดตัวจากกรณีฐาน 0.8% ต่อปีในช่วงปี 2022-2023 (รูปที่ 5) โดยกลุ่มประเทศอาเซียนมีแนวโน้มขยายตัวลดลง 0.6%

กรณีที่สาม จีนใช้กำลังทหารโจมตีไต้หวันและมีการเผชิญหน้ากันเป็นระยะ ในกรณีนี้การคว่ำบาตรของทั้งสองฝั่งทำให้การแบ่งขั้ว (Decoupling) เกิดขึ้นอย่างชัดเจน จีนตัดความสัมพันธ์และระงับการส่งออกนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ
และพันธมิตร การขนส่งสินค้าในภูมิภาคและห่วงโซ่อุปทานจะได้รับผลกระทบในวงกว้าง เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวได้เพียง 1.4% ในขณะที่การค้าโลกอาจหดตัวมากถึง -6.4% ในกรณีนี้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มหดตัวจากกรณีฐาน -1.6% ต่อปีในช่วงปี 2022-23 (รูปที่ 5) โดยกลุ่มประเทศอาเซียนมีแนวโน้มขยายตัวลดลง -1.4%

ภาครัฐควรวางแผนรับมือการแบ่งขั้วเศรษฐกิจและปรับตัวต่อภูมิรัฐศาสตร์โลกที่เปลี่ยนไป

การแบ่งขั้วจะส่งผลให้โครงสร้างเศรษฐกิจการค้าโลกเปลี่ยนแปลงจากเดิมอย่างรวดเร็วทำให้ภาครัฐของไทยจำเป็นต้องเตรียมการเพื่อรับมือเหตุการณ์ต่าง ๆ และความไม่แน่นที่อาจเกิดขึ้น เริ่มต้นจาก

(1) เร่งการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ โดยถึงแม้ไทยอาจได้ประโยชน์จากแนวโน้มการกระจายฐานการผลิตออกจากจีน แต่ไทยจะเผชิญการแข่งขันที่สูงขึ้น ทั้งจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนามและอินโดนีเซีย ตลาดใหม่ ๆ ที่ใกล้และเป็นมิตรต่อสหรัฐฯ เช่น กลุ่มประเทศลาตินอเมริกา และการอุดหนุนอุตสาหกรรมภายในประเทศในประเทศพัฒนาแล้ว เพราะฉะนั้น ไทยควรออกมาตรการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่เจาะจงโดยเฉพาะ
ในอุตสาหกรรมที่มีโอกาสเกิดการย้ายถิ่นการผลิต ตลอดจนยกระดับอุตสาหกรรมไทยให้ปรับตัวได้ทันต่อเทคโนโลยีโลกที่พัฒนาอย่างรวดเร็วเพื่อนำไทยเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลกในเทคโนโลยีขั้นสูง

(2) เพิ่มความหลากหลายของแหล่งซัพพลายเออร์และผู้ซื้อ เพื่อลดความเสี่ยงที่ห่วงโซ่อุปทานจะหยุดชะงักจาก
ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นจากการกีดกันทางการค้า การโจมตีทางไซเบอร์ หรือเหตุความรุนแรงระหว่างประเทศ ภาครัฐและบริษัทไทยอาจพิจารณาจัดหาวัตถุดิบจากซัพพลายเออร์ที่มีความหลากหลายมากขึ้นเพื่อลดการกระจุกตัว ขณะเดียวกัน บริษัทไทยอาจพิจารณาใช้ระบบการผลิต Just In Case ที่เน้นการผลิตและตุนสินค้าคงคลังให้เพียงพอต่อสถานการณ์การค้า อีกทั้ง ความต้องการของสินค้าจากผู้ซื้อที่เปลี่ยนไป

(3) ปรับตัวให้ทันต่อระเบียบข้อบังคับโลกที่เปลี่ยนไป เป็นไปได้ว่าเศรษฐกิจโลกจะเผชิญกฎระเบียบใหม่เพิ่มมากขึ้นจากการที่ชาติมหาอำนาจพยายามกำหนดระเบียบระหว่างประเทศในด้านต่าง ๆ เช่น การถ่ายทอดเทคโนโลยี
และการเคลื่อนย้ายข้อมูลระหว่างประเทศ เป็นต้น ซึ่งหากไทยไม่ปรับตัวให้ทันต่อระเบียบข้อบังคับใหม่ได้อย่างทันท่วงที จะเกิดภาระต้นทุนในการทำธุรกิจที่สูงขึ้น หรือในกรณีรุนแรง อาจสูญเสียตลาดสำคัญไปได้

(4) เตรียมความพร้อมรับมือความท้าทายข้ามชาติ โดยเฉพาะด้าน ESG เนื่องจากการลงทุนด้าน ESG มีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นในอนาคตและเป็นปัจจัยสำคัญที่กระทบต่อการตัดสินใจลงทุนของบริษัทข้ามชาติ หากไทยไม่ปรับนโยบายของประเทศให้ตอบสนองต่อการลงทุน ESG อาจส่งผลให้ไทยไม่ได้รับเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศมากเท่าที่ควร เนื่องจากบริษัทข้ามชาติอาจเลือกประเทศอื่น ที่มีสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดในการผลิตไฟฟ้าสูงกว่า หรือประเทศที่มีสิทธิแรงงานดีกว่า เป็นต้น

อย่างไรก็ดี EIC คาดว่าการแบ่งขั้วของเศรษฐกิจโลกจะไม่ได้เกิดขึ้นโดยสมบูรณ์ เนื่องจากแต่ละประเทศเองก็ไม่ต้องการให้เกิดความขัดแย้งต็มรูปแบบเช่นกัน โดยในรายงาน National security strategy ปี 2022 ของสหรัฐฯ ระบุว่าต้องการหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ภูมิรัฐศาสตร์โลกแตกเป็นขั้วที่ตายตัวและจะเคารพการตัดสินใจของชาติต่าง ๆ
ในการดำเนินนโยบายการต่างประเทศของตนเอง ทำให้การค้าและการลงทุนโลกอาจไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยจากการแบ่งขั้วแต่จะมีจุดหมายปลายทางที่เปลี่ยนไป ซึ่งไทยจะต้องเตรียมพร้อมรับมือเพื่อให้ได้เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางนั้นและได้รับประโยชน์สูงสุด จากโลกที่กำลังแตก…(ขั้วเศรษฐกิจ)

บทวิเคราะห์โดย… https://www.scbeic.com/th/detail/product/Decoupling-151122

ผู้เขียนบทวิเคราะห์

นายปุณยวัจน์ ศรีสิงห์ (poonyawat.sreesing@scb.co.th) นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส

นายรชฏ เลียงจันทร์ (rachot.leingchan@scb.co.th) นักวิเคราะห์อาวุโส

นายปัณณ์ พัฒนศิริ (punn.pattanasiri@scb.co.th) นักวิเคราะห์

นายวิชาญ กุลาตี (vishal.gulati@scb.co.th) นักวิเคราะห์

60

SHARES
Share on Facebook
Post on X
Follow us
  • LINEแชร์เลย!
Tags: scb SCB EIC ธนาคารไทยพาณิชย์ เศรษฐกิจไทย ไทยพาณิชย์

Continue Reading

Previous: “บิ๊กตุ้ย” ประชุมบอร์ดออมสินนัดแรก
Next: “อีอีซี” ดึงนักลงทุนเยอรมันลุย BCG

ข่าวอื่นๆ ที่น่าอ่าน

20260519151303_6285 ครม. ไฟเขียวยกระดับฝีมือแรงงาน 4 สาขา เพิ่มค่าจ้างสูงสุด 650 บาทต่อวัน 1 min read
  • HOT NEWS
  • NATIONAL

ครม. ไฟเขียวยกระดับฝีมือแรงงาน 4 สาขา เพิ่มค่าจ้างสูงสุด 650 บาทต่อวัน

19/05/2026
ตึกไทยคู่ฟ้า ครม.อนุมัติ “ไทยช่วยไทยพลัส” รับ 4,000 บาท บัตรคนจน-60/40 1 min read
  • NATIONAL
  • HOT NEWS

ครม.อนุมัติ “ไทยช่วยไทยพลัส” รับ 4,000 บาท บัตรคนจน-60/40

19/05/2026
สรุปสถานการณ์น้ำ สรุปสถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศ วันที่ 19 พ.ค. 69 1 min read
  • NATIONAL
  • HOT NEWS

สรุปสถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศ วันที่ 19 พ.ค. 69

19/05/2026
สรุปข่าวประจำวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 สรุปข่าวประจำวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 1 min read
  • NATIONAL
  • HOT NEWS

สรุปข่าวประจำวันที่ 19 พฤษภาคม 2569

19/05/2026
สรุปสถานการณ์น้ำ สรุปสถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศ วันที่ 18 พ.ค. 69 1 min read
  • NATIONAL
  • HOT NEWS

สรุปสถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศ วันที่ 18 พ.ค. 69

18/05/2026
สรุปข่าวประจำวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 สรุปข่าวประจำวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 1 min read
  • NATIONAL
  • HOT NEWS

สรุปข่าวประจำวันที่ 18 พฤษภาคม 2569

18/05/2026
สรุปสถานการณ์น้ำ สรุปสถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศ วันที่ 17 พ.ค. 69 1 min read
  • NATIONAL
  • HOT NEWS

สรุปสถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศ วันที่ 17 พ.ค. 69

17/05/2026
สรุปข่าวประจำวันที่ 17 พฤษภาคม 2569 สรุปข่าวประจำวันที่ 17 พฤษภาคม 2569 1 min read
  • NATIONAL
  • HOT NEWS

สรุปข่าวประจำวันที่ 17 พฤษภาคม 2569

17/05/2026
สลากดิจิทัลแตก 180 ล้าน! ผู้โชคดีถูกรางวัลที่ 1 บนแอปเป๋าตัง สูงสุดรับ 24 ล้าน สลากดิจิทัลแตก 180 ล้าน! ผู้โชคดีถูกรางวัลที่ 1 บนแอปเป๋าตัง สูงสุดรับ 24 ล้าน 1 min read
  • NATIONAL
  • HOT NEWS

สลากดิจิทัลแตก 180 ล้าน! ผู้โชคดีถูกรางวัลที่ 1 บนแอปเป๋าตัง สูงสุดรับ 24 ล้าน

16/05/2026
สรุปสถานการณ์น้ำ สรุปสถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศ วันที่ 16 พ.ค. 69  1 min read
  • NATIONAL
  • HOT NEWS

สรุปสถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศ วันที่ 16 พ.ค. 69 

16/05/2026
สรุปข่าวประจำวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 สรุปข่าวประจำวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 1 min read
  • NATIONAL
  • HOT NEWS

สรุปข่าวประจำวันที่ 16 พฤษภาคม 2569

16/05/2026
สรุปสถานการณ์น้ำ สรุปสถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศ วันที่ 15 พ.ค. 69 1 min read
  • HOT NEWS
  • NATIONAL

สรุปสถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศ วันที่ 15 พ.ค. 69

15/05/2026

China News

“แอร์ไชน่า” กลับมาบินตรงปักกิ่ง-เปียงยาง หลังหยุดยาว 6 ปี   "แอร์ไชน่า" กลับมาบินตรงปักกิ่ง-เปียงยาง หลังหยุดยาว 6 ปี   1 min read
  • CHINA NEWS
  • HOT NEWS

“แอร์ไชน่า” กลับมาบินตรงปักกิ่ง-เปียงยาง หลังหยุดยาว 6 ปี  

30/03/2026
LINEแชร์เลย! สายการบินแอร์ไชน่า (Air China) กลับมาเปิดให้บริการเที่ยวบินตรงระหว่างกรุงปักกิ่งกับกรุงเปียงยางอีกครั้งวันนี้ (30 มี.ค.) หลังหยุดบินไปนานกว่า 6... อ่านต่อ

Start Up

ธพว. เคียงข้าง ‘เสียงเกษมโซล่าเซลล์’ พาถึงแหล่งทุน หนุนกิจการเติบโต 457C5A49-7DCB-4EA0-ACF5-B856D1843534 1 min read
  • HOT NEWS
  • START UP

ธพว. เคียงข้าง ‘เสียงเกษมโซล่าเซลล์’ พาถึงแหล่งทุน หนุนกิจการเติบโต

01/09/2022
LINEแชร์เลย! “ขอบคุณ ธพว. ที่สนับสนุน “เสียงเกษมโซล่าเซลล์” พาเข้าถึงแหล่งเงินทุน เสริมสภาพคล่องกิจการ ควบคู่กับการให้คำปรึกษา แนะนำธุรกิจ... อ่านต่อ

Money Movement

ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้ 32.45-32.70 บาท/ดอลลาร์ ธนาคารไทยพาณิชย์
1 min read
  • MONEY MOVEMENT
  • HOT NEWS

ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้ 32.45-32.70 บาท/ดอลลาร์

19/05/2026
ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้ 32.65-32.90 บาท/ดอลลาร์ ธนาคารไทยพาณิชย์
1 min read
  • MONEY MOVEMENT
  • HOT NEWS

ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้ 32.65-32.90 บาท/ดอลลาร์

18/05/2026
ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้ 32.35-32.60 บาท/ดอลลาร์ ธนาคารไทยพาณิชย์
1 min read
  • MONEY MOVEMENT
  • HOT NEWS

ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้ 32.35-32.60 บาท/ดอลลาร์

15/05/2026
ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้ 32.20-32.45 บาท/ดอลลาร์ ธนาคารไทยพาณิชย์
1 min read
  • MONEY MOVEMENT
  • HOT NEWS

ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้ 32.20-32.45 บาท/ดอลลาร์

14/05/2026
ttb analytics จับสัญญาณเงินบาทครึ่งหลังปี 2569 เสี่ยงอ่อนค่ามากขึ้น ttb analytics จับสัญญาณเงินบาทครึ่งหลังปี 2569 เสี่ยงอ่อนค่ามากขึ้น
1 min read
  • MONEY MOVEMENT

ttb analytics จับสัญญาณเงินบาทครึ่งหลังปี 2569 เสี่ยงอ่อนค่ามากขึ้น

14/05/2026
ธนาคารไทยพาณิชย์

ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้ 32.45-32.70 บาท/ดอลลาร์

ธนาคารไทยพาณิชย์

ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้ 32.65-32.90 บาท/ดอลลาร์

ธนาคารไทยพาณิชย์

ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้ 32.35-32.60 บาท/ดอลลาร์

ธนาคารไทยพาณิชย์

ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้ 32.20-32.45 บาท/ดอลลาร์

ttb analytics จับสัญญาณเงินบาทครึ่งหลังปี 2569 เสี่ยงอ่อนค่ามากขึ้น

ttb analytics จับสัญญาณเงินบาทครึ่งหลังปี 2569 เสี่ยงอ่อนค่ามากขึ้น

Energy Force

ปตท.-บางจาก ปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 75 สตางค์ และแก๊สโซฮอล์ 85 สตางค์ ปตท.-บางจาก ปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 75 สตางค์ และแก๊สโซฮอล์ 85 สตางค์ 1 min read
  • ENERGY FORCE
  • HOT NEWS

ปตท.-บางจาก ปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 75 สตางค์ และแก๊สโซฮอล์ 85 สตางค์

19/05/2026
LINEแชร์เลย! ปตท.-บางจาก ปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลและแก๊สโซฮอล์ PTT Station ปรับราคาขายปลีกน้ำมัน กลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ทุกชนิด เพิ่มขึ้น 0.85... อ่านต่อ

Politics

S__6643749_0 “ชัชชาติ” อำลา 4 ปี ผู้ว่า กทม.เตรียมลงชิงสมัย 2 1 min read
  • POLITICS
  • HOT NEWS

“ชัชชาติ” อำลา 4 ปี ผู้ว่า กทม.เตรียมลงชิงสมัย 2

18/05/2026
S__93978639_0 ปชน.ประกาศจุดยืน เดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 1 min read
  • POLITICS
  • HOT NEWS

ปชน.ประกาศจุดยืน เดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

18/05/2026
678141749_1436299408528046_5101435260160347782_n กรมรางฯ สั่งตรวจสารเสพติด พนักงานรถไฟ 100% หลังพบคนขับรถไฟชนรถเมล์ฉี่ม่วง 1 min read
  • POLITICS
  • HOT NEWS

กรมรางฯ สั่งตรวจสารเสพติด พนักงานรถไฟ 100% หลังพบคนขับรถไฟชนรถเมล์ฉี่ม่วง

18/05/2026

ประเด็นข่าว

EXIM BANK KBANK scb SME D Bank กรมชลประทาน กระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม กรุงไทย กสิกรไทย กอนช. ข่าวเด่น ข่าวดัง คปภ. ครม. ค่าเงินบาท ดวงประจำวัน ตลาดหุ้น ธ.ก.ส. ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารไทยพาณิชย์ ธอส. นายฉัตรชัย ศิริไล บก.ชวนคุย บางจาก ปตท. ประเมินค่าเงินบาท พรรคก้าวไกล พรรคเพื่อไทย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา รัฐบาล ราคาทองคำ ราคาน้ำมัน สถานการณ์น้ำ สรุปข่าวประจำวัน สรุปสถานการณ์น้ำ สิงคโปร์ อนุทิน ชาญวีรกูล อาจารย์มงคล รอดเที่ยงธรรม เศรษฐกิจไทย เศรษฐา ทวีสิน แพทองธาร ชินวัตร โควิด-19 ไทยพาณิชย์

Business Movement

DAD จับมือ Enapter และ GIZ ยกระดับระบบพลังงานไฮโดรเจน DAD จับมือ Enapter และ GIZ ยกระดับระบบพลังงานไฮโดรเจน 1 min read
  • BUSINESS MOVEMENT

DAD จับมือ Enapter และ GIZ ยกระดับระบบพลังงานไฮโดรเจน

18/05/2026
SME D Bank ผนึก กรมการค้าภายใน จัด SME D Market ‘ไทยช่วยไทย ลดค่าครองชีพ’ SME D Bank ผนึก กรมการค้าภายใน จัด SME D Market ‘ไทยช่วยไทย ลดค่าครองชีพ’ 1 min read
  • BUSINESS MOVEMENT

SME D Bank ผนึก กรมการค้าภายใน จัด SME D Market ‘ไทยช่วยไทย ลดค่าครองชีพ’

18/05/2026
BAM ลดภาระหนี้ ดึง D/E ไม่เกิน 2.0 เท่า สร้างความแข็งแกร่งองค์กร BAM ลดภาระหนี้ ดึง D/E ไม่เกิน 2.0 เท่า สร้างความแข็งแกร่งองค์กร 1 min read
  • BUSINESS MOVEMENT

BAM ลดภาระหนี้ ดึง D/E ไม่เกิน 2.0 เท่า สร้างความแข็งแกร่งองค์กร

15/05/2026
กสิกรไทย เพิ่มความสะดวกบริการฝากเงินผ่าน K PLUS ที่ร้านเซเว่นอีเลฟเว่น กสิกรไทย เพิ่มความสะดวกบริการฝากเงินผ่าน K PLUS ที่ร้านเซเว่นอีเลฟเว่น 1 min read
  • BUSINESS MOVEMENT

กสิกรไทย เพิ่มความสะดวกบริการฝากเงินผ่าน K PLUS ที่ร้านเซเว่นอีเลฟเว่น

15/05/2026

Recommend

ตั้งบอร์ดนโยบายเศรษฐกิจ เร่งขับเคลื่อนนโยบายรัฐ รับมือผลกระทบตะวันออกกลาง ตั้งบอร์ดนโยบายเศรษฐกิจ เร่งขับเคลื่อนนโยบายรัฐ รับมือผลกระทบตะวันออกกลาง 1 min read
  • NATIONAL
  • HOT NEWS
  • RECOMMEND

ตั้งบอร์ดนโยบายเศรษฐกิจ เร่งขับเคลื่อนนโยบายรัฐ รับมือผลกระทบตะวันออกกลาง

28/04/2026
กบน. ปรับราคาน้ำมันดีเซล-เบนซิน รับขวัญสงกรานต์ กบน. ปรับลดราคาน้ำมันดีเซล-เบนซิน รับขวัญสงกรานต์ 1 min read
  • ENERGY FORCE
  • HOT NEWS
  • RECOMMEND

กบน. ปรับลดราคาน้ำมันดีเซล-เบนซิน รับขวัญสงกรานต์

16/04/2026
กบน. ดันน้ำมันดีเซลขึ้นอีกรอบใกล้แตะ 50 บาทต่อลิตร กบน. ดันน้ำมันดีเซลขึ้นอีกรอบใกล้แตะ 50 บาทต่อลิตร 1 min read
  • ENERGY FORCE
  • HOT NEWS
  • RECOMMEND

กบน. ดันน้ำมันดีเซลขึ้นอีกรอบใกล้แตะ 50 บาทต่อลิตร

02/04/2026
กบน.กระชากใจ ดันดีเซลขึ้นอีก 3.50 บาทต่อลิตร กบน.กระชากใจ ดันดีเซลขึ้นอีก 3.50 บาทต่อลิตร 1 min read
  • ENERGY FORCE
  • HOT NEWS
  • RECOMMEND

กบน.กระชากใจ ดันดีเซลขึ้นอีก 3.50 บาทต่อลิตร

01/04/2026

Photo Stories

CKPower ร่วมกลุ่ม ช.การช่าง ยกฉัตรเหนือพระประธานอุโบสถเก่าแก่กว่า 200 ปี วัดนาห้วย CKPower ร่วมกลุ่ม ช.การช่าง ยกฉัตรเหนือพระประธานอุโบสถเก่าแก่กว่า 200 ปี วัดนาห้วย 1 min read
  • PHOTO STORIES

CKPower ร่วมกลุ่ม ช.การช่าง ยกฉัตรเหนือพระประธานอุโบสถเก่าแก่กว่า 200 ปี วัดนาห้วย

19/05/2026
EECO ลงนาม MOU กับ Zhuhai Hengqin Jingtongrongzhi Technology EECO ลงนาม MOU กับ Zhuhai Hengqin Jingtongrongzhi Technology 1 min read
  • PHOTO STORIES

EECO ลงนาม MOU กับ Zhuhai Hengqin Jingtongrongzhi Technology

18/05/2026
KBank จับมือ PingPong เชื่อมตลาดโลกผ่านโซลูชันชำระเงินข้ามพรมแดนครบวงจร KBank จับมือ PingPong เชื่อมตลาดโลกผ่านโซลูชันชำระเงินข้ามพรมแดนครบวงจร 1 min read
  • PHOTO STORIES

KBank จับมือ PingPong เชื่อมตลาดโลกผ่านโซลูชันชำระเงินข้ามพรมแดนครบวงจร

18/05/2026
กสิกรไทย จัดกิจกรรม “ฟิตทุกพุธ พิชิตหุ่นปัง สังคมสุขภาพดี” กสิกรไทย จัดกิจกรรม “ฟิตทุกพุธ พิชิตหุ่นปัง สังคมสุขภาพดี” 1 min read
  • PHOTO STORIES

กสิกรไทย จัดกิจกรรม “ฟิตทุกพุธ พิชิตหุ่นปัง สังคมสุขภาพดี”

15/05/2026
orbix ผนึก Tether และ SKILLKAMP ยกระดับความรู้สินทรัพย์ดิจิทัล orbix ผนึก Tether และ SKILLKAMP ยกระดับความรู้สินทรัพย์ดิจิทัล 1 min read
  • PHOTO STORIES

orbix ผนึก Tether และ SKILLKAMP ยกระดับความรู้สินทรัพย์ดิจิทัล

14/05/2026
SME D Bank มอบนโยบายสาขาพื้นที่ภาคใต้ตอนบน ลุยดูแลเอสเอ็มอีใกล้ชิดครบวงจร SME D Bank มอบนโยบายสาขาพื้นที่ภาคใต้ตอนบน ลุยดูแลเอสเอ็มอีใกล้ชิดครบวงจร 1 min read
  • PHOTO STORIES

SME D Bank มอบนโยบายสาขาพื้นที่ภาคใต้ตอนบน ลุยดูแลเอสเอ็มอีใกล้ชิดครบวงจร

14/05/2026
กสิกรไทย ลงนามสนับสนุนสินเชื่อมูลค่า 3 พันล้านบาท แก่ PTT Tank กสิกรไทย ลงนามสนับสนุนสินเชื่อมูลค่า 3 พันล้านบาท แก่ PTT Tank 1 min read
  • PHOTO STORIES

กสิกรไทย ลงนามสนับสนุนสินเชื่อมูลค่า 3 พันล้านบาท แก่ PTT Tank

14/05/2026
EXIM BANK ถกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยผู้ประกอบการรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง EXIM BANK ถกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยผู้ประกอบการรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง 1 min read
  • PHOTO STORIES

EXIM BANK ถกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยผู้ประกอบการรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

11/05/2026
ปิดฉาก GLO Cup 2026 ภาคตะวันออก อัสสัมชัญ ศรีราชา คว้าดับเบิ้ลแชมป์  ปิดฉาก GLO Cup 2026 ภาคตะวันออก อัสสัมชัญ ศรีราชา คว้าดับเบิ้ลแชมป์  1 min read
  • PHOTO STORIES

ปิดฉาก GLO Cup 2026 ภาคตะวันออก อัสสัมชัญ ศรีราชา คว้าดับเบิ้ลแชมป์ 

11/05/2026
ศุลกากร จับมือ CIB ปราบบุหรี่ไฟฟ้า-ก๊าซหัวเราะ ผิดกฎหมาย ประจำปีงบประมาณ 69 ศุลกากร จับมือ CIB ปราบบุหรี่ไฟฟ้า-ก๊าซหัวเราะ ผิดกฎหมาย ประจำปีงบประมาณ 69 1 min read
  • PHOTO STORIES

ศุลกากร จับมือ CIB ปราบบุหรี่ไฟฟ้า-ก๊าซหัวเราะ ผิดกฎหมาย ประจำปีงบประมาณ 69

07/05/2026
EXIM BANK ร่วมยินดีกรมการค้าต่างประเทศ ครบรอบ 84 ปี EXIM BANK ร่วมยินดีกรมการค้าต่างประเทศ ครบรอบ 84 ปี 1 min read
  • PHOTO STORIES

EXIM BANK ร่วมยินดีกรมการค้าต่างประเทศ ครบรอบ 84 ปี

07/05/2026
กสิกรไทย กสิกรไทย เปิดเวที “Next-Gen Hotel DECODED: Unlocking 2026” 1 min read
  • PHOTO STORIES

กสิกรไทย เปิดเวที “Next-Gen Hotel DECODED: Unlocking 2026”

07/05/2026
เมืองไทยประกันชีวิต ลุยมหกรรมการเงินกรุงเทพ ครั้งที่ 26 เมืองไทยประกันชีวิต ลุยมหกรรมการเงินกรุงเทพ ครั้งที่ 26 1 min read
  • PHOTO STORIES

เมืองไทยประกันชีวิต ลุยมหกรรมการเงินกรุงเทพ ครั้งที่ 26

07/05/2026
Wisdom Water และ M1 ผนึกกำลังเชิงกลยุทธ์ยกระดับโซลูชันการบำบัดน้ำในประเทศไทย Wisdom Water และ M1 ผนึกกำลังเชิงกลยุทธ์ยกระดับโซลูชันการบำบัดน้ำในประเทศไทย 1 min read
  • PHOTO STORIES

Wisdom Water และ M1 ผนึกกำลังเชิงกลยุทธ์ยกระดับโซลูชันการบำบัดน้ำในประเทศไทย

29/04/2026
DAD สานต่อภารกิจช่วยชีวิตจัดกิจกรรม “บริจาคโลหิตกับสภากาชาดไทย” DAD สานต่อภารกิจช่วยชีวิตจัดกิจกรรม “บริจาคโลหิตกับสภากาชาดไทย” 1 min read
  • PHOTO STORIES

DAD สานต่อภารกิจช่วยชีวิตจัดกิจกรรม “บริจาคโลหิตกับสภากาชาดไทย”

27/04/2026

บก.ชวนคุย

บก.ชวนคุย วันที่ 25 ก.พ.2568 บก.ชวนคุย วันที่ 25 ก.พ.2568 1 min read
  • HOT NEWS
  • EDITOR TALK

บก.ชวนคุย วันที่ 25 ก.พ.2568

25/02/2025
LINEแชร์เลย! บก.ชวนคุย เรื่องที่ 4,391 แอพเงินกู้แหล่งทุนยุคเศรษฐกิจดิจิทัล  ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และความท้าทายทางการงาน การเงิน คนไทยมากกว่า... อ่านต่อ

ติดต่อเรา

สนใจร่วมงานกับเรา Aec10news.com คลิ๊กติดต่อเรา รับซื้อ..รายงาน สกู๊ป บทความ รายได้สูง !!!

  • Facebook
  • Twitter
สงวนลิขสิทธิ์ © 2560 เว็บไซต์ AEC10NEWS.COM