วันพุธ, 16 ตุลาคม 2562 15:46

“ปันกันกรีน” ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ

จุดเริ่มต้นธุรกิจที่แสนเรียบง่ายจากความรักของคุณแม่ที่มีต่อลูก ได้นำมาซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ใช้วัสดุจากธรรมชาติมาเป็นส่วนประกอบหลัก  โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ใช้เป็นหลัก และเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังมีการนำภูมิปัญญาชาวบ้านเก่าแก่มาปรับประยุกต์ใช้

แบรนด์ “ปันกันกรีน” (PunGunGreen) คือแบรนด์ที่คอลัมภ์ “Startup” กำลังกล่าวถึง โดยมี “ชัฏศิญาณ์  พรหมมงคลกุล” เป็นหัวเรือหลักในการขับเคลื่อน โดยมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์มาอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันสามารถต่อยอดผลิตภัณฑ์ออกมาได้หลายประเภทตามการใช้งาน

จากการบ้านลูกสู่ธุรกิจ

ชัฏศิญาณ์ เจ้าของธุรกิจ บอกถึงที่มาที่ไปของไอเดียในการสร้างธุรกิจ ว่า มาจากการบ้านของลูกซึ่งโรงเรียนจะใช้วิธีให้ทำงานบ้านต่างๆไม่ว่าจะเป็นล้างจาน ,ถูบ้าน ,ซักถุงเท้ากวาดบ้าน ฯลฯ โดยจะมีการวัดผลจากวิธีปฏิบัติยามที่อยู่โรงเรียนว่าเด็กคนนั้นสามารถทำได้อย่างกระฉับกระเฉงคล่องแคล่วหรือไม่ ซึ่งในช่วงแรกตนก็เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่เป็นออแกนิกทั่วมาให้ลูกใช้ เพื่อสุขภาพที่ดีของลูก

อย่างไรก็ดี เมื่อซื้อผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไปได้ 3-4 ครั้งจึงเริ่มมองว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง โดยเป็นเสมือนแรงบันดาลใจให้เริ่มคิดว่าน่าจะทำผลิตภัณฑ์ใช้เอง ประกอบกับที่ช่วงปี 54 เกิดปัญหาน้ำท่วม ทำให้ตนต้องพาครอบครัวไปอยู่ที่จังหวัดชลบุรี และได้มีโอกาสไปเรียนรู้ศาสตร์พระราชาที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง ซึ่งจะสอนการใช้ชีวิตแบบพอเพียงทั้งหารปลูกข้าว ปลูกผักไว้รับประทานลการทำผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติไว้ใช้งานภายในบ้าน

“จากแรงบันดาลใจบวกกับการได้ศึกษาสาสตร์พระชา ทำให้ตนเริ่มกลับมาทำน้ำหมักจากสับปะรด โดยระยะแรกก็เลือกซื้อมาจากตลาดทั่วไป หลังจากนั้นจึงเห็นว่าเมื่อทำแบบธรรมชาติก็ควรเลือกผลไม้ที่เป็นแบบอินทรีย์  ซึ่งตนได้มีการสมัครไปยังโครงการต่างๆเพื่อเพิ่มเติมความรู้ รวมถึงเครือข่ายเกษตรร่วมเย็น ซึ่งมีสมาชิกที่เป็นเกษตรแบบอินทรีย์ ตนจึงนำผลผลิตที่กลุ่มสมาชิกไม่สามารถขนส่งมายังกรุงเทพมหานครได้หมด เนื่องจากการทำเกษตรอินทรีย์จะไม่มีการสารเคมี ทำให้ผลผลิตเกิดความเน่าเสียได้ง่ายกว่ามาแปรรูปด้วยการหมัก”

ธรรมชาติผสานภูมิปัญญาชาวบ้าน

ชัฏศิญาณ์ บอกต่อไปว่า ผลิตภัณฑ์ประเภทแรกที่ทำออกมาได้แก่ น้ำยาล้างจานจากสับปะรด และมีการต่อยอดไปสู่ น้ำยาซักผ้า น้ำยาล้างห้องน้ำ ,น้ำยาถูพื้น โดยมีการแบ่งปันไปให้กับผู้ปกครองของโรงเรียนลูก และคนใกล้ชิดได้ใช้  ซึ่งนำมาสู่การแสดงความคิดเห็นที่ทำให้มีการพัฒนาสูตรเพิ่มเติมส่วนประกอบที่ทำให้น้ำยาต่างๆมีประสิทธิภาพในการใช้งานมากขึ้น เช่น การนำน้ำด่างขี้เถ้า ซึ่งได้มาจากขี้เถ้าจากการเผามาเป็นส่วนผสม เพื่อการขจัดคราบซึ่งเป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน เป็นต้น โดยได้แนวคิดดังกล่าวนี้มาจากการที่สมัยก่อนอาม่ามักจะให้นำขี้เถ้ามาต้มกับผ้าขี้ริ้ว ซึ่งปรากฎว่าทำให้ผ้าขาวมาก ตนจึงนำแนวคิดนี้มาปรับใช้เป็นสูตรของผลิตภัณฑ์เพิ่มเติม 

“ปู่ย่าตายายสอนเรามานาน แต่เราอาจจะหลงลืมไปเห่อใช้ของจากต่างประเทศตามค่านิยม ว่าจะต้องใช้ยี่ห้อนั้นนี่ แต่เราไม่มีงบตรงนั้น เราเลยต้องทำเอง ใส่น้ำหมักเป็นหลัก ใส่น้ำด่างขี้เถ้าเป็นส่วนผสม ขณะที่น้ำยาถูพื้น เราใช้ขมิ้นชันมาเป็นวัตถุดิบ เพราะมีสรรพคุณในการฆ่าเชื้อโรค เนื่องจากสมัยก่อนจะใช้ขมิ้นทาก่อนทำแผล หรือก่อนจะฆ่าเชื้อโรค  แล้วใส่ยูคาลิปตัส เพื่อให้มดแมงจิ้งจกไม่ชอบ” 

หลังจากนั้น จึงได้รับคำแนะนำให้นำผลิตภัณฑ์ไปวางที่สหกรณ์ของโรงเรียนลูก และเริ่มปันไปสู่โรงเรียนอื่นๆที่มีรูปแบบการเรียนการสอนแบบลงมือทำเหมือนกัน โดยเป็นที่มาของชื่อแบรนด์”ปันกันกรีน” โดยต่อมาจึงเริ่มมีการออกงานแสดงสินค้า และทำให้ผลิตภัณฑ์ของแบรนด์เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น

พัฒนาการสู่ Refill

ชัฏศิญาณ์ บอกอีกว่า ปันกันกรีนมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอีกครั้ง หลังจากที่ได้พาลูกเข้าร่วมกิจกรรมศาสตร์พระราชา และมีการเก็บขยะในน้ำ ซึ่งคำพูดหนึ่งของลูกที่ว่าให้ลองมองดูให้ดีว่ามีขยะที่เป็นของปันกันกรีน ลอยมาบ้างหรือไม่ ตนจึงกลับมาพัฒนารูปแบบของบรรจุภัณฑ์ให้เป็นเติม หรือรีฟิล  (Refill) เพื่อมุ่งหวังจะช่วยลดขยะที่เป็นพลาสติก  โดยมีทำสติ๊กเกอร์ที่สามารถลอกออกมาจากถุงเพื่อนำมาติดกับบรรจุภัณฑ์ที่เหลือใช้ เพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดใด  เพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งานให้กับผู้บริโภค

 สำหรับช่องทางการจำหน่ายของแบรนด์ในปัจจุบันจะมีทางออนไลน์ ทั้งเว็บไซด์ ,เพจเฟซบุ๊ก ,อินสตราแกรม (IG) และไลน์แอด (Line@) รวมถึงมีหน้าร้านที่ตลาดเกษตรอินทรีย์ขององค์การตลาดเพื่อการเกษตร (อ.ต.ก.) ,เคทีซียูชอป (KTC USHOP) และสถานีรีฟิว (Refill station) ตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ซึ่งชาวต่างชาตินิยมไปพักอาศัย โดยกลุ่มดังกล่าวจะให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมชาติ และการทิ้งสารเคมีออกสู่สิ่งแวดล้อม  ซึ่งกลุ่มลูกค้าหักจะเป็นกลุ่มแม่บ้าน และผู้ที่รักสุขภาพ

“การทำตลาดผลิตภัณฑ์ประเภทดังกล่าวนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเนื่องจากผู้บริโภคจะไม่เข้าใจว่าสิ่งที่ทำมาจากธรรมชาติจะดีกว่าการใช้ผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ที่จำหน่ายอยู่ในตลาดอย่างไร ตนจึงต้องใช้เวลาในการอธิบาย เพื่อสร้างความเข้าใจ และให้นำไปสู่การทดลองใช้งานจริง เคยแม้กระทั่งการนำขวดเหลือใช้มาไว้หน้าบ้านให้ผู้ที่เดินผ่านไปมาได้ทดลองกดน้ำยาไปใช้และคิดราคาตามน้ำหนักเป็นขีด โดยหวังให้ได้มีโอกาสทดลองใช้ ซึ่งจะทำให้ได้รู้ถึงประสิทธิภาพมากกว่า เรียกว่าเป็นการนำขยะขวดน้ำเหลือใช้ซึ่งเป็นขยะที่ตายแล้ว สามารถที่จะฟื้นขึ้นชีพมาทำงานให้เราได้อีกครั้ง”

รุกโรงแรมและร้านอาหาร

อย่างไรก็ตาม แผนการทำตลาดในระยะต่อไปนั้น จะเป็นการเข้าหาลูกค้าที่เป็นกลุ่มของโรงแรม และร้านอาหารที่ให้ความสำคัญกับเรื่องความเป็นธรรมชาติ โดยปัจจุบันเริ่มมีโรงแรมและร้านอาหารจำนวนมากติดต่อเข้ามาเพื่อออเดอร์ผลิตภัณฑ์ไปใช้ รวมถึงการเพิ่มสถานีรีฟิลให้มีมากขึ้นและการจำหน่ายโดยตรงให้กับบริษัทที่สนใจในการนำผลิตภัณฑ์ไปใช้ นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดที่จะขยายโรงงานให้เป็นอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตตอบรับความต้องการของตลาด

ทั้งนี้ แบรนด์จะมีการสร้างความเข้าใจกับผู้บริโภคผ่านช่องทางยูทูป เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับรู้ถึงสรรพคุณและรู้ว่ามีผลิตภัณฑ์ของแบรนด์อยู่ อีกทั้งยังมองถึงช่องทางการทำตลาดต่างประเทศ เนื่องจากกลุ่มชาวต่างชาติจะให้ความสำคัญกับการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากธรรมชาติ ทำให้ผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ได้รับความสนใจเป็นจำนวนมาก แต่จะติดปัญหาเรื่องการขนส่ง เพราะผลิตภัณฑ์มีลักษณะเป็นน้ำ ซึ่งหากได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) แบรนด์ก็พร้อมที่จะพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ไปสู่ชนิดผงที่สามารถนำไปผสมน้ำเพื่อใช้งานได้ทันที

“แนวโน้มการเติบโตในตลาดของผลิตภัณฑ์ประเภทดังกล่าวนี้ยังมีอีกมากในอนาคต เพราะผู้บริโภคเริ่มหันมาให้ความใส่ใจในเรื่องความเป็นธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แต่การทำตลาดต้องใช้ความใจเย็น และต้องสร้างความเข้าใจให้ผู้บริโภครับรู้ถึงความแตกต่างเวลาใช้งาน และต้องได้ทดลองใช้งานจริง”

Read 1686 times

© สงวนลิขสิทธิ์ตาม พรบ.พ.ศ 2549 AEC10NEWS.COM