วันจันทร์, 04 มกราคม 2559 10:48

ส่องอนาคตเศรษฐกิจเมียนมาปี 2559 รุ่งหรือร่วง?

ในปี 2558 ที่ผ่านมา ความเคลื่อนไหวที่สำคัญที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียนคงหนีไม่พ้นการเลือกตั้ง "ครั้งประวัติศาสตร์"

ซึ่งจัดขึ้นทั่วประเทศเมียนมาเมื่อวันที่ 8 พ.ย.2558 เพราะเป็นการเลือกตั้งที่ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศว่าเป็นการเลือกตั้งที่ครอบคลุม และโปร่งใสมากที่สุดในรอบ 25 ปี หลังประเทศสมาชิกอาเซียนแห่งนี้ต้องอยู่ใต้การปกครองของรัฐบาลทหารมาเป็นเวลานาน และผลปรากฏว่าพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) พรรคฝ่ายค้านเมียนมา ได้รับชัยชนะด้วยคะแนนถล่มทลาย

แม้ว่า นางออง ซาน ซูจี ผู้นำพรรคเอ็นแอลดี นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ จะถูกกีดกันไม่ให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมา เนื่องจากกฎหมายรัฐธรรมนูญปี 2550 ของเมียนมาระบุไว้ว่าบุคคลที่มีคู่สมรสหรือบุตรเป็นชาวต่างชาติไม่มีสิทธิ์ดำรงตำแหน่งดังกล่าว แต่นางซูจีประกาศชัดว่าตนเป็นผู้นำพรรคซึ่งได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง จึงจะบริหารประเทศ "เบื้องหลัง" ผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกต่อหนึ่ง

นางออง ซาน ซูจี เดินหน้าทางการเมืองด้วยการเข้าพบ ประธานาธิบดีเต็ง เส่ง แกนนำคนสำคัญของพรรคสหสามัคคี และการพัฒนา (ยูเอสดีพี) พรรครัฐบาลเมียนมา ซึ่งจะยัังอยู่ในตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะจัดตั้งรัฐบาลใหม่แล้วเสร็จในปี 2559 รวมถึง นายพลมิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เพื่อเจรจาเรื่องแนวทางการจัดตั้งรัฐบาล และการร่วมมือกันทำงานบริหารประเทศในอนาคต        

การเจรจาดังกล่าวได้รับการประเมินจากนักวิเคราะห์ชาวต่างชาติว่าเป็นสัญญาณที่ดีซึ่งบ่งชี้ว่ากองทัพ และขั้วอำนาจทางการเมืองเดิมของเมียนมายอมรับ นางออง ซาน ซูจี มากขึ้น เนื่องจากกองทัพยังมีที่นั่งในสภาอย่างน้อย 25 เปอร์เซ็นต์ ทั้งในสภาสูง และสภาผู้แทนราษฎร เป็นผลจากข้อกำหนดในกฎหมายรัฐธรรมนูญปี 2550 แต่นักวิเคราะห์ในเมียนมายังไม่มั่นใจในท่าทีของกองทัพ และพรรคยูเอสดีพีว่าจะรักษาสัมพันธ์อันดีกับพรรคเอ็นแอลดีต่อไปอีกนานแค่ไหน เพราะ กม.รัฐธรรมนูญระบุว่ากองทัพสามารถแทรกแซงหรือยึดอำนาจรัฐบาลได้โดยไม่ผิดกฎหมาย ในกรณีที่เกิดเหตุที่ทำให้เชื่อได้ว่า "เป็นภัยคุกคาม" ต่อความมั่นคงของชาติ

ด้วยเหตุนี้ นักวิเคราะห์ และพรรคการเมืองเมียนมาจึงไม่เชื่อมั่นร้อยเปอร์เซ็นต์ว่ากองทัพจะไม่แทรกแซงการบริหารประเทศในกรณีที่พรรคเอ็นแอลดีดำเนินนโยบายที่ไม่เป็นไปตามความต้องการของกองทัพ และพรรคยูเอสดีพี แต่ก็มีนักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าชัยชนะของพรรคเอ็นแอลดีทำให้เมียนมาได้รับการยอมรับจากกลุ่มประเทศตะวันตกมากขึ้น ส่งผลให้มีการพิจารณาทบทวนมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่บังคับใช้มานานกว่า 20 ปีในยุครัฐบาลทหาร เมียนมาจึงพร้อมเปิดประเทศต้อนรับกลุ่มนักลงทุนต่างชาติเพิ่มขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะกลุ่มทุนตะวันตก หลังจากที่ผ่านมาเมียนมาเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศได้เฉพาะจีน และไทยเป็นหลัก ซึ่งภาพอนาคตอันสดใสในด้านการลงทุน การพัฒนา และการเติบโตทางเศรษฐกิจ อาจช่วยให้กองทัพเมียนมาเปิดโอกาสให้นางซูจี และพรรคเอ็นแอลดีกุมบังเหียนบริหารประเทศได้นานกว่าที่คิดก็เป็นได้ แต่คงต้องพิจารณาอีกหลายปัจจัยประกอบกัน

เจาะนโยบายเศรษฐกิจเอ็นแอลดี

บริษัทที่ปรึกษา และวิจัยด้านการลงทุน และการตลาด "เคดับเบิลยูอาร์ อินเตอร์เนชั่นแนล" ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เผยแพร่บทสัมภาษณ์นายฌอน เทอร์เนลล์ ศาสตราจารย์พิเศษประจำภาควิชาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม็คควอรี่ของออสเตรเลีย และอดีตที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของพรรคเอ็นแอลดี เมื่อวันที่ 30 ธ.ค. ในเว็บไซต์เคดับเบิลยูอาร์ฯ เพื่อถามความเห็นของนายเทอร์เนลล์เกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจของพรรคเอ็นแอลดี และปรียบเทียบว่ามีความเหมือนหรือแตกต่างจากนโยบายเศรษฐกิจของพรรครัฐบาลยูเอสดีพีอย่างไร

นายฌอน เทอร์เนลล์ เผยว่าพรรคเอ็นแอลดีมุ่งเน้นนโยบายสนับสนุนการเกษตรและการลงทุนในส่วนที่เกี่ยวกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ได้แก่ (1) ระบบสาธารณสุข (2) การศึกษา มากกว่าจะมุ่งเน้นการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่แบบพรรคยูเอสดีพี แต่พรรคเอ็นแอลดีอาจยังต้องสานต่อโครงการลงทุนขนาดใหญ่บางโครงการต่อไป โดยเฉพาะการพัฒนาเขตเศรษฐกิจติละวา เชื่อมต่อกับย่านชานเมืองของนครย่างกุ้ง ขณะที่โครงการท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมในเมืองทวาย และเจ้าผิว ซึ่งรัฐบาลไทย และรัฐบาลเมียนมาพยายามผลักดันให้สำเร็จลุล่วง มีแนวโน้มว่าจะถูกระงับโครงการต่อไปอีกระยะหนึ่ง

ทั้งนี้ประชาชน และเครือข่ายภาคประชาสังคมในเมียนมาได้ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านโครงการท่าเรือน้ำลึกทวายมาตลอด โดยระบุว่าโครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อม และแหล่งทำกินของชาวบ้านโดยไม่คุ้มค่ากับการลงทุน เพราะทรัพยากรธรรมชาติมีค่าเกินกว่าจะประเมินเป็นตัวเลขทางเศรษฐกิจ ขณะที่ชาวบ้านบางรายไม่พอใจเพราะไม่ได้รับการชดเชยเยียวยาที่เหมาะสมหลังถูกรุกไล่ออกจากพื้นที่ก่อสร้างโครงการ อีกทั้งพรรคเอ็นแอลดีมีเครือข่ายภาคประชาสังคมเป็นฐานเสียงจำนวนมาก หากพรรคเอ็นแอลดีได้จัดตั้งรัฐบาลสำเร็จก็มีแนวโน้มสูงว่าจะต้องรับฟัง และพิจารณาข้อเสนอของภาคประชาสังคม

เผย "ช่องโหว่" สกัดนักลงทุน

นายฌอน เทอร์เนลล์ ชี้ให้เห็นด้วยว่าระบบเศรษฐกิจของเมียนมามีช่องโหว่ขนาดใหญ่ ซึ่งส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติจำนวนหนึ่งหลีกเลี่ยงการลงทุนในเมียนมา โดยปัจจัยหลักๆ ได้แก่ ระบบการปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจ, การขาดแคลนระบบโครงสร้างสาธารณูปโภค และการขนส่งที่จะรองรับการพัฒนา และโครงการต่างๆ ตลอดจนไม่มีองค์กรหรือระบบตรวจสอบถ่วงดุลการดำเนินธุรกิจต่างๆ อย่างโปร่งใส เป็นต้นตอให้เกิดปัญหาทุจริตคอรัปชั่นเรื้อรัง รวมถึงการผูกขาดตลาด ทำให้กลไกการแข่งขันไม่เกิดขึ้นจริง

ที่ผ่านมาการปกครองแบบรวมศูนย์ทำให้รัฐบาลกลางของเมียนมาใช้อำนาจตัดสินใจชี้ขาดในโครงการต่างๆ ได้เพียงลำพัง แต่สร้างความไม่พอใจแก่กลุ่มชาติพันธุ์ในรัฐต่างๆ ของเมียนมา เพราะรู้สึกว่ารัฐบาลบริหารทรัพยากรอย่างไม่เป็นธรรม และส่งผลกระทบต่อชุมชนท้องถิ่น และประชาชนในหลายรัฐต้องการโอกาสที่จะจัดสรรและบริหารทรัพยากรในพื้นที่ของตนเอง

นอกจากนี้ ความขัดแย้งและการต่อสู้ปะทะนองเลือดระหว่างกองทัพรัฐบาลเมียนมากับกองกำลังติดอาวุธกลุ่มชาติพันธุ์ในรัฐต่างๆ ยังเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การพัฒนาต่างๆ ในเมียนมาไม่คืบหน้าอย่างที่ควรจะเป็น สิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดนอกเหนือจากนโยบายด้านเศรษฐกิจของเมียนมา ได้แก่ การเจรจาเพื่อบรรลุข้อตกลงหยุดยิงทั่วประเทศระหว่างรัฐบาลเมียนมา และกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งมีกำหนดเจรจาอีกครั้งในปี 2559

หากการเจรจาสำเร็จ และมีการลงนามรับรองร่วมกันจากตัวแทนทุกฝ่าย จะส่งผลให้เริ่มการดำเนินงานในแผนสันติภาพเมียนมาต่อไป ซึ่งการยุติความขัดแย้งจะช่วยให้การกำหนดนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลเมียนมาชุดใหม่มีความชัดเจนขึ้น 

ชี้ "ช่องทาง" น่าสนใจอื่นๆ

บทสัมภาษณ์ของ นายฌอน เทอร์เนลล์ ระบุเพิ่มเติมว่า "การท่องเที่ยว" เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่รัฐบาลชุดใหม่ของเมียนมาจะต้องให้ความสนใจ เพราะนักท่องเที่ยวเป็นแหล่งรายได้ที่มีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเมียนมากำลังจะมีผู้นำรัฐบาลที่จากการเลือกตั้ง ทำให้ประเทศตะวันตก โดยเฉพาะสหภาพยุโรป (อียู) เริ่มผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจลง ส่งผลให้การเดินทางท่องเที่ยวของพลเมืองอียูมายังเมียนมาสะดวกขึ้น ขณะที่นักท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศอาเซียนที่ได้ประโยชน์จากมาตรการงดเว้นวีซ่าเข้าประเทศเมียนมาก็พากันเดินทางไปท่องเที่ยวในเมืองต่างๆ ของเมียนมาเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับสถิติในปี 2557

ส่วนการลงทุนของบริษัทต่างชาติในเมียนมามีแนวโน้มที่ดีหากลงทุนด้านพลังงานด้านต่างๆ รวมถึงโครงการก่อสร้างแหล่งผลิตกระแสไฟฟ้า เพราะการพัฒนาประเทศ และการวางรากฐานระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ต้องอาศัยพลังงานทั้งสิ้น และที่ผ่านมารัฐบาลไทย และจีน รวมถึงกลุ่มทุนเอกชน ไทยได้เข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการต่างๆ ของรัฐบาลเมียนมาอยู่แล้ว หากสถานการณ์ด้านการเมืองในเมียนมามีความคงที่ก็จะยิ่งช่วยให้การดำเนินโครงการต่างๆ ของรัฐบาลและกลุ่มทุนไทยเป็นไปอย่างราบรื่นเช่นกัน

ส่วนเว็บไซต์อาเซียนบรีฟฟิงของบริษัทวิจัยการตลาด และการลงทุนอาเซียน เผยความคืบหน้าในการเปิดตัวตลาดหลักทรัพย์เมียนมา (YSX) ซึ่งเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการไปตั้งแต่วันที่ 9 ธ.ค.2558 ดึงดูดการลงทุนได้กว่า 24 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 840 ล้าน) แต่ยังไม่มีการซื้อขายหุ้นในตลาดจนกว่าจะถึงเดือนก.พ.2559 ขณะที่เมียนมาคาดว่าตลาดหุ้นจะเติบโตขึ้นมาอยู่ในระดับเดียวกับตลาดหุ้นเวียดนามซึ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2555 โดยช่วงปี 2557-2558 มีการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติในเมียนมารวมกว่า 8,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 2.8 แสนล้านบาท)

นอกจากนี้สำนักข่าวมิซซิมานิวส์ สื่อภาษาอังกฤษในเมียนมา ตามไปสัมภาษณ์ "อ็อกการ์ ทุน" ผู้บริหารสายการบินแอร์กัมบอว์ซา สายการบินภายในประเทศเมียนมา ซึ่งเปิดรับพนักงานหลายตำแหน่งจำนวนมาก เพราะทางสายการบินตั้งเป้าจะขยายธุรกิจและเปิดเส้นทางการบินเพิ่มในประเทศช่วงปี 2559 โดยตั้งเป้ารองรับการเจริญเติบโตของธุรกิจท่องเที่ยว จึงมุ่งเน้นบุคลากรรุ่นใหม่ที่มีความสามารถด้านภาษา ทั้งยังคาดว่าธุรกิจการบินจะกระตุ้นให้มีการจ้างงานกว่า 2 ล้านตำแหน่งในเมียนมาภายในปี 2563

พรรคกลุ่มชาติพันธุ์ - ตัวแปรสำคัญ

แม้อนาคตการลงทุนด้านต่างๆ จะดูมีความหวัง และน่าสนใจ แต่สำนักข่าวมิซซิมานิวส์เตือนนักลงทุนต่างๆ ให้ติดตามความคืบหน้าเรื่อง "การเจรจาหยุดยิง" กับกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ และการผลักดันกระบวนการสันติภาพในเมียนมาอย่างใกล้ชิด เพราะถือเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งจะชี้วัดว่าการลงทุน และการดำเนินธุรกิจจะราบรื่นหรือไม่ เป็นผลจากพื้นที่ก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่หลายแห่ง ทั้งของรัฐบาลเมียนมา และกลุ่มทุนต่างประเทศ มีที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ขัดแย้งระหว่างกองทัพ และกองกำลังติดอาวุธกลุ่มชาติพันธุ์

ตัวอย่างผลกระทบที่เห็นได้ชัด ได้แก่ โครงการสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้ามิตส่ง ซึ่งรัฐบาลจีนมาลงทุนในรัฐคะฉิ่น ทางเหนือของเมียนมา ถูกระงับก่อสร้างตั้งแต่ปี 2554 หลังเกิดเหตุลอบวางระเบิดอย่างต่อเนื่อง ทำให้เจ้าหน้าที่ชาวจีนเสียชีวิต และบาดเจ็บ โดยรัฐบาลเมียนมาระบุว่าเป็นฝีมือของกลุ่มติดอาวุธในรัฐคะฉิ่นซึ่งเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลมาโดยตลาด ส่วนประชาชนในพื้นที่ก็ได้ร่วมกันจัดตั้งเครือข่ายเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐบาลเมียนยกเลิกโครงการสร้างเขื่อนดังกล่าว หลังรายงานสำรวจผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่องค์กรพัฒนาเอกชนระหว่างประเทศหลายแห่งจัดทำขึ้น พบหลักฐานตรงกันว่าเขื่อนดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อแม่น้ำอิระวดี ซึ่งอยู่ในพื้นที่สร้างเขื่อน ทั้งยังทำลายวิถีชุมชนที่อาศัยเลี้ยงชีพอยู่ริมแม่น้ำด้วย

การสานสัมพันธ์กับผู้นำ หรือตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในยุคเปลี่ยนผ่านทางการเมืองเมียนมา เพราะการเลือกตั้งที่ผ่านมาส่งผลให้พรรคที่เป็นตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์มีตำแหน่งทางการเมืองเพิ่มขึ้นจากเดิมโดยรัฐบาลจีนปรับตัวเข้ากับเหตุการณ์ดังกล่าวได้อย่างรวดเร็ว เห็นได้จากกรณีที่นายหง เหลียง เอกอัครราชทูตจีนประจำเมียนมา นัดคุยกับขุนทุนอู ผู้นำพรรคสันนิบาตชาติรัฐฉานเพื่อประชาธิปไตย (SNLD) ทันที่ผลการเลือกตั้งชี้ชัดว่าพรรคเอสเอ็นแอลดีกวาดชัยชนะทั้งหมด 24 ที่นั่งในสภารัฐฉาน รวมถึง 2 ที่นั่งในสภาสูง และ 12 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร และ นายหง เหลียง แถลงด้วยว่ารัฐบาลจีนต้องการขยายความร่วมมือจากเดิมที่เจรจากับรัฐบาลกลางเมียนมาเป็นหลักมาเป็นการเจรจาหารือกับกลุ่มผู้นำในระดับภูมิภาคโดยตรงบ้าง

การเจรจาดังกล่าวบ่งชี้ว่ารัฐบาลจีนยอมรับ และเพิ่มน้ำหนักให้แก่ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลเมียนมาเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับกรณีของ นางออง ซาน ซูจี ซึ่งไม่เคยได้รับการติดต่อจากรัฐบาลจีนเลยในช่วงที่ถูกคุมขังในบ้านพักนานกว่าสองทศวรรษ แต่เมื่อนางซูจีได้รับการปล่อยตัว และลงสมัครเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เมียนมาในปี 2554 จนได้รับชัยชนะ ส่งผลให้สถานะฝ่ายค้านของพรรคเอ็นแอลดีมีความเข้มแข็งขึ้น รัฐบาลจีนจึงได้เชิญให้นางซูจีเดินทางเยือนจีนเป็นครั้งแรก และการเจรจากับผู้เล่นในเวทีการเมืองอย่างทั่วถึงจะช่วยให้การประเมินสถานการณ์ในเมียนมายิ่งชัดเจนขึ้น

ระเบิดเวลา "ค่าแรงขั้นต่ำ"

หนังสือพิมพ์อีเลฟเวน สื่อวิเคราะห์เศรษฐกิจ และการเมืองของเมียนมา ประเมินว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจเมียนมาอาจได้รับผลกระทบจากการประท้วงเรียกร้องขึ้นค่าแรงขั้นต่ำของเครือข่ายสหภาพแรงงานที่เคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2554 จนถึงช่วงต้นปี 2558 ซึ่งรัฐบาลเมียนมายอมกำหนดค่าแรงขั้นต่ำให้อยู่ที่ 3,600 จ๊าตต่อวัน จากเดิมที่แรงงานได้รับค่าแรงวันละประมาณ 1,500-2,500 จ๊าต โดยมาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้ใน 108 เขตเศรษฐกิจ และเขตปกครองทั่วประเทศเมียนมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ตามการกำหนดค่าแรงขั้นต่ำส่งผลกระทบต่อทั้งกลุ่มทุน และแรงงาน เพราะโรงงานสิ่งทอหลายแห่งในนิคมอุตสาหกรรมตะลายยาร์ของเมียนมาสั่งปลดคนงานออกนับร้อยคน ขณะที่บางโรงงานยกเลิกเงื่อนไขสวัสดิการด้านต่างๆ แลกเปลี่ยนกับการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เช่น ค่าล่วงเวลา บริการพาหนะรับ-ส่ง ที่พัก และอาหาร ทำให้เครือข่ายแรงงานยกระดับการประท้วงขอขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 4,000 จ๊าต

นายวิน มอว์ ทุน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงานเมียนมา จัดประชุมหารือกับกลุ่มเจ้าของธุรกิจสิ่งทอเมื่อเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา เพื่อหาทางแก้ปัญหาเรื่องค่าแรง หลังมีการเคลื่อนไหวประท้วงต่อเนื่อง ขณะที่กลุ่มทุนจากเกาหลีใต้ และจีนขู่ว่าจะย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่น ทำให้ข้อเรียกร้องเรื่องขึ้นค่าแรงของเครือข่ายแรงงานถูกปฏิเสธไป แต่แกนนำเครือข่ายแรงงานในเมียนมายืนยันว่าจะเคลื่อนไหวเรียกร้องต่อไปจนกว่าจะบรรลุผลสำเร็จ

ปัญหาเรื่องค่าแรงในเมียนมาจึงเปรียบได้กับ "ระเบิดเวลา" ที่ไม่รู้ว่าจะปะทุขึ้นมาเมื่อไหร่

  • ภัยธรรมชาติ-อุปสรรคที่ไม่อาจมองข้าม

นอกเหนือจากปัญหาเรื่องต่างๆ ที่ว่ามาข้างต้น "ภัยพิบัติทางธรรมชาติ" เป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งอาจส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อการลงทุนในประเทศเมียนมา โดยนายไจกาเนช มุรุเกศร ผู้เชี่ยวชาญด้านการบรรเทาความเสี่ยงด้านภัยพิบัติ โครงการจัดตั้งชุมชนแห่งสหประชาชาติ (UNHSP) ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวมิซซิมานิวส์ของเมียนมา เพื่อเตือนรัฐบาลเมียนมาให้ระมัดระวังในการดำเนินนโยบายด้านการพัฒนา และขยายพื้นที่เมือง เนื่องจากหลายพื้นที่อยู่ในข่ายเสี่ยงภัยแผ่นดินไหว หากการก่อสร้างสาธารณูปโภคต่างๆ ไม่มีระบบต้านทานแผ่นดินไหว อาจส่งผลให้เกิดความเสียหายร้ายแรงในอนาคต เพราะมีแนวโน้มว่าแผ่นดินไหวรุนแรงที่จะเกิดขึ้นในเมียนมาครั้งต่อไปอาจมีขนาด 7-7.5 แมกนิจูด และจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวคาดว่าจะอยู่ในเขตสะกาย ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมียนมา

นอกจากนี้เมียนมายังต้องเผชิญกับพายุไซโคลน และพายุในฤดูมรสุมอื่นๆ อยู่เป็นประจำ แต่การจัดการ และบรรเทาภัยพิบัติในระดับประเทศ และระดับท้องถิ่นของเมียนมายังไม่มีความพร้อม เห็นได้จากเหตุการณ์พายุไซโคลน "นาร์กีส" ถล่มเมียนมาเมื่อปี 2551 และรัฐบาลเมียนมาถูกนานาชาติโจมตี เพราะไม่เปิดรับความช่วยเหลือจากต่างชาติ ทำให้การกู้ภัย และการช่วยเหลือประชาชนล่าช้า ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 50,000 ราย รวมถึงประชาชนที่กลายเป็นผู้พลัดถิ่น และไร้ที่อยู่อาศัยอีกเป็นจำนวนมาก.

Read 556 times

ติดต่อเรา

สนใจร่วมงานกับเรา Aec10news.com  คลิ๊กติดต่อเรา รับซื้อ..รายงาน สกู๊ป บทความ  รายได้สูง !!!

 

© สงวนลิขสิทธิ์ตาม พรบ.พ.ศ 2549 AEC10NEWS.COM