วันอังคาร, 15 พฤศจิกายน 2559 12:23

ผ่า..นโยบายต่างประเทศ "โดนัลด์ ทรัมป์" Featured

Make America Great Again สร้างอเมริกาให้ยิ่งใหญ่อีกครั้ง คำขวัญนโยบายของมหาเศรษฐีหนุ่มใหญ่ฝีปากกล้า “ โดนัลด์ ทรัมป์ ” ถูกอกถูกใจชาวอเมริกันมากกว่า Stronger Together  “ เข้มแข็งยิ่งใหญ่ไปด้วยกัน ” ของสาวใหญ่วาทะดุดันคมคาย “ ฮิลลารี คลินตัน ”  จึงคว้าเก้าอี้  “ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 45 ” อย่างเหนือความคาดหมายของผู้คนจำนวนมากทั่วโลก 

จากนี้ไป หรือนับตั้งแต่การสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 45 อย่างเป็นทางการวันที่ 20 มกราคม ปี 2560 โฉมหน้าท่าทีอเมริกาจะอย่างไร ผลกระทบมากน้อยจะเกิดแก่โลกด้านใดแค่ไหนต้องติดตาม เพราะการกระดิกตัวของอเมริกาแต่ละครั้งส่งผลกระเพื่อมทั้งโลก โดยเฉพาะ “ นโยบายต่างประเทศ ” Foreign Policy

ระหว่างการเสียงดุเดือดของ “ มหาเศรษฐีนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หนุ่มใหญ่ ”  กับ “ สาวใหญ่อดีตสตรีหมายเลข 1”  ตลอดช่วงเวลาเกือบ 2 ปี “ นโยบายต่างประเทศ ”  ของทั้งสองฝ่าย ถูกเฝ้าติดตามวิเคราะห์จากทั่วโลก แม้ประเด็นการหาเสียงส่วนใหญ่ของการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ครั้งนี้เน้นไปทาง “ สาดโคลน ”  ถึงขนาดชาวอเมริกันหลายคนระบุการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งนี้ “ ตัวเลือกแย่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ชาติสหรัฐอเมริกา ”
“ นโยบายต่างประเทศเฉพาะด้านความมั่นคง ”  ของนายทรัมป์กับนางฮิลลารี ไล่เป็นเรื่องๆ จะเห็นมุมมองทั้งแตกต่างและคล้ายคลึง ส่วนรายละเอียดปลีกย่อย หนักหน่วง แข็งกร้าวหรือผ่อนปรนดูเหมือนต่างกันตามลักษณะตัวตนของทั้งคู่

เรื่องนาโต้

องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ สมาชิก 28 ประเทศ “ ทรัมป์ ”  วิพากวิจารณ์นโยบายนาโต้โบราณคร่ำครึ สมาชิกนาโต้อกตัญญู แค่อาศัยผลประโยชน์จากสหรัฐฯ ไม่ค่อยยอมควักจ่ายทุน ทั้งๆ ที่ข้อตกลงต้องใช้งบประมาณของแต่ละชาติสมาชิกมากอย่างน้อย 2% สหรัฐฯ ต้องแบกภาระปกป้องชาติยุโรปและเอเชียทั้งหมดไม่ได้อีกต่อไป ถ้าประเทศเหล่านั้นไม่ช่วยเหลือตัวเองบ้าง ทั้งขู่ถอนทหารสหรัฐฯ ในต่างแดนกลับประเทศถ้าได้นั่งเก้าอี้ประธานาธิบดี
ส่วน “ ฮิลลารี ”  ยึดมั่นสถานะสมาชิกและพันธมิตรนาโต้อย่างเหนียวแน่นเช่นเดียวกับรัฐบาลบารัค โอบามา ระบุการลงทุนกับนาโต้คือสิ่งยอดเยี่ยมที่สุดประการหนึ่งเท่าที่อเมริกาเคยดำเนินการ ทั้งเตือนถึงแนวนโยบายของนายทรัมป์ไม่ยืดหยุ่น ยิ่งทำให้รัสเซียกล้ากร้าวมากขึ้น

ถ้าขึ้นนั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 45 อย่างเต็มก้นตั้งแต่ 20 ม.ค.ปีหน้า ไม่รู้ว่า “ ทรัมป์ ” จะพริ้วคำพูดปราศรัยหาเสียงมุทะลุดุดันลงมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับเหล่าขุนพลที่ปรึกษาจะชี้แนะนำพาไปทิศทางใด แต่ด้วยบุคลิคลักษณะส่วนตัวของ “ ทรัมป์ ”  ค่อนข้างเชื่อมั่นการวิเคราะห์ตัดสินใจเรื่องใดๆ ด้วยตัวเองมาตลอดอยู่แล้ว ขณะที่ “ นาโต้ ”  องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ โอดครวญแสดงท่าทีชี้ทั้งสหภาพยุโรป สหรัฐกับนาโต้ ต่างก็ดำเนินมาตรการด้านความมั่งคงเพียงลำพังไม่ได้เพราะต้องพึ่งพาอาศัยกันอย่างเหนียวแน่นต่อไป

เรื่องรัสเซีย

ท่าทีของ “ ทรัมป์ ”  เชื่อมั่นว่าจะลดความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับรัสเซียได้ไม่ยาก เพราะทำธุรกิจกับรัสเซียมานาน มีที่ปรึกษาเกี่ยวข้องกับรัสเซียก็หลายคน ทั้งชื่นชมยกย่องผู้นำรัสเซียคือผู้นำยิ่งใหญ่คนหนึ่งของโลกและมีความสัมพันธ์อันดีส่วนตัวต่อกัน เชื่อว่าผู้นำรัสเซียเคารพตนมากกว่านางฮิลลารีและนายโอบามา 

ผิดจากท่าทีของ “ ฮิลลารี ” ต้องการ “ รีเซต ”  ยกเครื่องปรับความร่วมมือกับรัสเซีย แต่ไม่วายต้องแข็งกร้าวมากขึ้นต่อท่าทีของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ต้องจำกัดการรุนรานครอบงำของรัสเซียต่อยูเครนและซีเรีย โดยอาศัยพลังร่วมจากชาติพันธมิตรนาโต้ 

เรื่องกองกำลังรัฐอิสลาม (ไอเอส) 

ทั้งนายทรัมป์และนางคลินตันให้ความสำคัญปัญหานี้มากพอๆ กัน คือมุ่งกวาดล้างกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลามอย่างแข็งกร้าวด้วยความร่วมมือจากชาติตะวันตก ชาติอาหรับ รวมถึงรัสเซีย ทั้งยืนกรานไม่ยอมส่งทหารสหรัฐฯ ไปร่วมรบในอิรักกับซีเรีย ความแตกต่างของแนวทางแก้ปัญหาคือ นางฮิลลารีมุ่งประเด็นการเมืองต้องการโค่นอำนาจประธานาธิบดีบาชาร์ อัสซาด แห่งซีเรียลงให้ได้แม้ต้องเสี่ยงเผชิญหน้าทางทหารกับรัสเซียที่หนุนรัฐบาลอัสซาด 

ขณะที่ “ ทรัมป์ ”  มุ่งถล่มกองกำลังไอเอสและต้องการยึดคืนบ่อน้ำมันจากกลุ่มไอเอส เช่นเดียวกับ “ ปัญหานิวเคลียร์อิหร่าน ”  ทั้งสองคนพร้อมใช้กำลังทหารกับอิหร่านถ้าอิหร่านพยายามครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ แต่แตกต่างกันเรื่องรายละเอียดของเส้นทางไปสู่จุดนั้น

เรื่องจีน

นโยบาย “ ฮิลลารี ”  ไม่ชัดเจนถึงสถานะสหรัฐฯ กับจีนหนักไปทางมิตรหรือคู่แข่ง แต่ยังจำเป็นต้องคงยุทธศาสตร์นโยบาย “ ปักหมุดเอเชีย ”  เอาไว้อย่างเหนียวแน่น เพื่อคานอำนาจอิทธิพลจีน 

ส่วน “ ทรัมป์ ”  ดูเหมือนกร้าวแกร่งดุดันพร้อมเผชิญหน้ากับจีนมากกว่า “ ฮิลลารี ”  พ้องกับแนวทางนโยบายของพรรครีพับลิกัน ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ จากพรรคสัญลักษณ์ตราช้างแต่ละสมัยล้วนข้องเกี่ยวกับสงครามไม่ว่าพื้นที่ภูมิภาคไหนๆ ของโลกถ้าลองไล่เรียงดูตั้งแต่สมัยผู้นำตระกูลบุชทั้งผู้พ่อและผู้ลูก

การขึ้นดำรงค์ตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ คนที่ 45 ของนายทรัมป์ ไม่พ้นต้องแบกรับภาระสำคัญเรื่องความสัมพันธ์กับจีนในฐานะชาติมหาอำนาจอันดับ 2 ของโลกในด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่พิพาททะเลจีนใต้ นอกเหนือจากแนวนโยบายตัดสินใจดำเนินการด้านเศรษฐกิจแบบไหนกับจีน 

ส่วนปัญหานิวเคลียร์เกาหลีเหนือ “ ทรัมป์ ”  ก็ประกาศชัดเจน ต้องให้จีนยื่นมือช่วยคลี่คลายปัญหาให้มากกว่านี้ หาไม่แล้วชาติภูมิภาคเอเชียตะวันออกอื่นๆ ก็จำเป็นต้องมีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ป้องกันตนเอง

เรื่องเศรษฐกิจ

ที่ว่ามาข้างต้นแค่เฉพาะ “ นโยบายต่างประเทศด้านความมั่นคง ”  อย่าลืมว่า “ โดนัลด์ ทรัมป์ ”  คือนักธุรกิจก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ คนแรกในประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยเกี่ยวข้องหรือดำรงค์ตำแหน่งใดๆ ทางการเมืองมาก่อน ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ ส่วนใหญก่อนหน้านี้เติบโตไต่เต้ามาจากตำแหน่งผู้ว่าการรัฐ วุฒิสมาชิกหรืออย่างน้อยก็เคยดำรงตำแหน่ง ส.ส. แต่นายทรัมป์แหกแนวทางปฏิบัตินี้อย่างสิ้นเชิง

แนวนโยบาย America First “ อเมริกาต้องมาก่อน ”  ของ “ ว่าที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ”  ส่อแสดงถึงท่าทีการเดินหมากเกมของรัฐบาลสหรัฐฯ ตั้งแต่ปีหน้า จะหันหน้าเข้าเอาใจใส่ปัญหาในประเทศก่อน ตั้งแต่เร่งสร้างงาน เร่งยกระดับสาธารณูปโภคในประเทศ เร่งจัดการปัญหาผู้อพยพลี้ภัยผิดกฏหมายในประเทศ เร่งปฎิรูปภาษี ดึงธุรกิจการลงทุนกลับเข้าประเทศก่อน แต่ก็ไม่ทิ้งลายติดอาวุธกับนโยบายต่างประเทศด้วยการระดมเหล่าที่ปรึกษาเข้าร่วมงานมากมายหลายคน 

ทั้งนี้ทั้งนั้น รูปแบบการเดินเกมของอเมริกาต่อนานาประเทศในอนาคตอันใกล้นี้ ต้องมีส่วนได้ส่วนเสียเกิดขึ้นแก่ทั้งสองฝ่ายอยู่แล้ว แต่จะหนักไปทางใครฝ่ายไหนได้เปรียบเสียเปรียบมากน้อยอย่างไร ต้องอาศัยเวลาคอยตั้งรับกันให้ดี โดยเฉพาะนโยบายหลัก 2 เสา คือ ความมั่นคงกับเศรษฐกิจ.

Read 861 times

ติดต่อเรา

สนใจร่วมงานกับเรา Aec10news.com  คลิ๊กติดต่อเรา รับซื้อ..รายงาน สกู๊ป บทความ  รายได้สูง !!!

 

© สงวนลิขสิทธิ์ตาม พรบ.พ.ศ 2549 AEC10NEWS.COM