วันพฤหัสบดี, 25 มกราคม 2561 21:46

อวสานธนาคารโรงจำนำ

ธุรกิจที่เก่าแก่ที่สุดของระบบธนาคาร ที่แย่งมาจากโรงรับจำนำอีกที คือ การปล่อยกู้แบบมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ใครจะคิดว่า สักวันธุรกิจนี้ จะต้องปิดฉาก หรืออย่างน้อยที่สุดก็ลดความสำคัญลง

เปิดฉากศักราชใหม่ ไม่ทันพ้นเดือนแรก  เอ็มดีแบงก์ไทยพาณิชย์  ประกาศ “ลดสาขา” และ “ลดพนักงาน” ลงอย่างมีนัยสำคัญภายในเวลา 3 ปี จะลดลงจาก 1,153 สาขาเหลือ 400 สาขา และลดจำนวนพนักงานจาก 27,000 คน เหลือ 15,000 คน

คุณอาทิตย์ นันทวิทยา  บอกว่า ทางแบงก์จะพัฒนาแพลตฟอร์มการให้บริการลูกค้าแบบใหม่ หรือสินเชื่อรูปแบบใหม่ ในกลุ่มสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน เช่นสินเชื่อส่วนบุคคล  สินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อเอสเอ็มอีขนาดเล็ก เป็นต้น

จากเดิมที่เคยเอ็นจอย สินเชื่อรายใหญ่ หรือสินเชื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งมีการแข่งขันรุนแรง จนมาร์จิ้นเหลือต่ำ

คือลดความสำคัญ ของสินเชื่อที่มีหลักประกัน แล้วหันไปลุยสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน ซึ่งในอดีตเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นยาก เพราะถือว่าเสี่ยง

แต่วันนี้เข้ายุคที่ แบงก์ไทยพาณิชย์ ประกาศ กลยุทธ์ “Going Upside Down” (กลับหัวตีลังกา) ด้วยคำอธิบายที่เรียบง่ายว่า “อะไรเคยทำใหญ่ ให้เล็กลง อะไรเคยเล็ก ให้ทำใหญ่ขึ้น”

Going Upside Down เป็นผลมาจาก เทคโนโลยีดิจิทัลที่จะพลิกรูปโฉมของกระบวนการและการให้บริการแก่ลูกค้า ธนาคารจึงต้องการที่จะเป็นแพลตฟอร์มเชื่อมต่อทุกสังคมเข้าด้วยกัน

แนวทางสำคัญมี 5 เรื่อง

  • Lean the Bank (เพิ่มประสิทธิภาพธนาคาร)
  • High Margin Lending (ปล่อยสินเชื่อธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนสูง)
  • Digital Acquisition (การดำเนินธุรกิจในโลกดิจิตอล)
  • Data Capabilities (เพิ่มขีดความสามารถในการใช้ข้อมูล)
  • New Business Model (ธุรกิจรูปแบบใหม่ )

ขอโฟกัสเฉพาะเรื่อง High Margin Lending เพราะแข่งกันแรงสุด

ธนาคารเน้น 2 กลุ่มหลักที่เป็นสินเชื่อการบริโภคและสินเชื่อธุรกิจได้แก่ 1.สินเชื่อรายย่อย เน้นสินเชื่อส่วนบุคคล (Speedy Loan)และสินเชื่อส่วนบุคคล(Speedy Cash)ผ่านบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด 2.สินเชื่อผู้ประกอบการ เน้นไปที่ สินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอี  เน้นสินเชื่อหมุนเวียนเสริมสภาพคล่อง

กลุ่มที่ได้รับประโยชน์ มีทั้ง .ผู้ที่ยังไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อของสถาบันการเงิน แต่เมื่อธนาคารมีข้อมูล(data) พฤติกรรมการใช้จ่ายและกระแสเงินสดทำให้สามารถปล่อยสินเชื่อได้ในวงเงินและดอกเบี้ยที่เหมาะสมกับความต้องการและความเสี่ยงของลูกค้าได้เพิ่มมากขึ้น 2.ผู้ที่เข้าถึงสินเชื่อของสถาบันการเงินอยู่แล้ว จะสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้สะดวก รวดเร็วและไม่ยุ่งยาก

เทคโนโลยดิจิทัล สร้างโอกาสนี้ ทำให้ สามารถนำเสนอสินเชื่อให้กับลูกค้าได้ ถูกที่ ถูกเวลา และมีการบริหารความเสี่ยงที่ดี โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย

แต่โอกาสนี้ ก็ไม่ได้เป็นของแบงก์เท่านั้น   เพราะใครก็มี ดาต้า ก็ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายได้เช่นกัน

ยกตัวอย่างเช่น เจ มาร์ท ซึ่งมีพื้นฐานมาจากการขายปลีกโทรศัพท์มือถือ ก็เอา ดาต้า นั้นมาเป็นฐานของลูกค้าสินเชื่อได้อีกชั้นหนึ่ง

ก่อนที่เอ็มดีแบงก์ไทยพาณิชย์ แถลงวิสัยทัศน์ 7 วันพอดี  คุณอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ JMART  อธิบายการรุกธุรกิจการเงินของเจมาร์ท ด้วยเทคโนโลยี Fintech ผ่าน Digital Transformation  โดยการใช้ App Jmoney ขอสินเชื่อผ่านแอปฯ ได้ ปัจจุบันมีผู้ใช้งานกว่า 70,000 ราย และในปี 2018 นี้ตั้งเป้ามีผู้ใช้งานกว่า 300,000 ราย

พร้อมทั้งได้พัฒนา Option Lone Cashing & E-wallet ที่สามารถนำเงินไปจ่ายผ่านช่องทาง QR Code และมีระบบ Online Lending หรือการนำเอา Chatbot มาใช้งานในการยืนยันข้อมูลผู้สมัครแบบ Realtime สามารถสมัครได้ง่ายขึ้นมาก ลูกค้าจะสามารถรับทราบผลได้ภายใน 15 นาที

แต่ที่ฮือฮามากๆ คือ  บริษัท เจ เวนเจอร์ส จำกัด หรือ JVC บริษัทย่อยภายใต้กลุ่มเจมาร์ท ประกาศระดมทุนครั้งแรกด้วยดิจิทัล โทเคน (Initial Coin Offering : ICO) ในชื่อ “JFin”  ซึ่งคาดว่าจะได้รับเงินระดมทุนได้ประมาณ 660 ล้านบาท

นำไปพัฒนาระบบ Digital Lending Platform หรือระบบสินเชื่อแบบดิจิทัลให้กับบริษัท เจ ฟินเทค

ภายใต้ระบบสินเชื่อดังกล่าวบริษัทได้นำเอาเทคโนโลยี Blockchain เข้ามาใช้ ซึ่งประโยชน์ของเทคโนโลยี Blockchain คือ เป็นเทคโนโลยีที่มีความปลอดภัย น่าเชื่อถือ และไม่ต้องอาศัยคนกลางในการปล่อยสินเชื่อ

แบบนี้ นี่เองที่ทำให้ แบงก์ต้อง กลับหัวตีลังกา

.............................................................................

บทความโดย จุมพฏ สายหยุด

Read 32 times

ติดต่อเรา

สนใจร่วมงานกับเรา Aec10news.com  คลิ๊กติดต่อเรา รับซื้อ..รายงาน สกู๊ป บทความ  รายได้สูง !!!

 

© สงวนลิขสิทธิ์ตาม พรบ.พ.ศ 2549 AEC10NEWS.COM