วันพฤหัสบดี, 18 มกราคม 2561 19:36

ภาครัฐต้องลงมือทำ มิใช่แค่ชี้แจงและคุยโว

เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2561 ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกจดหมายเปิดผนึกถึงทั้งกระทรวงการคลังและประชาชนทั่วไป ให้รับทราบถึงสาเหตุอัตราการเติบโตของเงินเฟ้อปี พ.ศ.2560 ต่ำกว่ากรอบเป้าหมายที่ธนาคารแห่งประเทศไทยวางเอาไว้

จดหมายฉบับดังกล่าว ยาวถึง 7 หน้ากระดาษ อ้างถึงราคาสินค้าต่างๆที่ได้ปรับลดลง โดยเฉพาะราคาอาหารสดที่ปรับตัวลดลงมากที่สุดในปี 2560 รวมทั้งการบริโภคและอุปโภคที่ยังอยู่ในระดับที่ต่ำ อันเนื่องจากรายได้ครัวเรือนเติบโตไม่เต็มที่ รวมทั้งปัจจัยทางโครงสร้างของภาคธุรกิจที่มีนวัตกรรมใหม่เข้ามาใช้ทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำ

และ"ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ดำเนินการทางการเงินเพื่อให้อัตราการเติบโตของเงินเฟ้อเติบโตสู่ระดับเป้าหมายในระยะเวลาที่เหมาะสม"

จำนวน 7 หน้ากระดาษของธนาคารแห่งประเทศ สรุปได้จริงๆ มีเนื้อหา 2 ย่อหน้าแค่นี้แหละครับ

เนื้อหาทั้งหมดที่เราว่ามาตั้งแต่บรรทัดแรกจนถึงบรรทัดนี้ ความจริงแล้วก็คือ ภาพที่สะท้อนให้เห็นว่า ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา หน้าที่สำคัญของธนาคารแห่งประเทศไทยในการดำเนินการทางการเงินให้เงินเฟ้อเติบโตอยู่ในระดับกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ กำลังล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง

การออกจดหมายเปิดผนึกถึงประชาชนทั่วไป จำนวนถึง 7 หน้ากระดาษ ไม่ได้ทำให้ภาระหน้าที่ในการทำงานดูแลภาวะเงินเฟ้อของประเทศของท่านประสบความสำเร็จ เพราะว่า เงินเฟ้อไม่ได้เข้าสู่ระดับกรอบเป้าหมายจากจดหมายเปิดผนึกของท่าน ถึงแม้ท่านจะออกจดหมายชี้แจงกับประชาชนทุกๆวัน ด้วยรายละเอียดมากกว่านี้ อัตราการเติบโตของเงินเฟ้อก็ยังไม่ดีขึ้น

แต่อัตราการเติบโตของเงินเฟ้อจะดีขึ้นก็ต่อเมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยได้ลงมือดำเนินการกระทำ

เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ในช่วงที่ผ่านมาทั้งปี ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ได้ดำเนินมาตรการอะไรเลยที่จะกระตุ้นให้อัตราเงินเฟ้อเข้าสู่ระดับกรอบเป้าหมายเลย ธนาคารแห่งประเทศไทยใช้คำพูดว่า กำลังใช้นโยบายการเงินที่เหมาะสมคืออะไร ถ้าหากเหมาะสมจริง ทำไมล้มเหลวมาตลอดปี

ปัญหาการจัดการกับเงินเฟ้อ ถือว่า สำคัญ เพราะว่า หากราคาสินค้าไม่สามารถขยับขึ้นได้ตามต้นทุนของผู้ประกอบการที่เพิ่มขึ้น ปัญหาการขาดทุนของผู้ประกอบการจะเกิดขึ้นสูง ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องให้ไม่เกิดภาวการณ์ลงทุนเพิ่มเติม เหมือนกับที่ประเทศไทยเผชิญอยู่ในเวลานี้ นั่นก็คือ การลงทุนของภาคเอกชนเติบโตต่ำ หรือบางเดือนลดลงด้วยซ้ำไป

ในขณะเดียวกันถ้าหากเงินเฟ้อมีอัตราการเติบโตที่สูงเกินไป ประชาชนก็จะไม่มีความสามารถเพียงพอในการจะซื้อสินค้า ก่อให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยน้อยลง ก็จะกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม คือไม่เกิดการค้าการขายที่ดี ก็จะกระทบไปหมดถึงผู้ประกอบการและเศรษฐกิจโดยรวม

ดังนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงมีหน้าที่ตามกฎหมาย ที่จะต้องกำหนดอัตราการเติบโตให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และมีภาระหน้าที่ในการที่จะต้องทำให้เงินเฟ้ออยู่ในระดับกรอบเป้าหมายที่เหมาะสมดังกล่าวให้ได้

แต่ขณะนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยกำลังล้มเหลว เพราะอัตราการเติบโตของเงินเฟ้อต่ำกว่ากรอบเป้าหมายเป็นอย่าง ส่งผลให้ภาคเอกชนกังวลว่า เรากำลังเผชิญกับความเสี่ยงต่อภาวะเงินฝืด

ขณะนี้ ภาคเอกชนจึงกำลังเรียกร้องให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีมาตรการและลงมือดำเนินการจริงๆ ไม่ใช่เอาแต่จะชี้แจง แสดงความคิดเห็น และระบุว่า จะใช้มาตรการทางการเงินที่เหมาะสม

ต้องลงมือปฏิบัติการครับ ไม่งั้นปัญหาของชาติแก้ไขไม่ได้.

Read 25 times

ติดต่อเรา

สนใจร่วมงานกับเรา Aec10news.com  คลิ๊กติดต่อเรา รับซื้อ..รายงาน สกู๊ป บทความ  รายได้สูง !!!

 

© สงวนลิขสิทธิ์ตาม พรบ.พ.ศ 2549 AEC10NEWS.COM