วันเสาร์, 03 กุมภาพันธ์ 2561 15:02

ตลาดหุ้นทั่วโลกขึ้นมาถึงทางตัน!

คงจะจำกันได้ดีในเดือนที่ผ่านมา ทั่วทั้งโลกพากันฮือฮากับราคาหุ้นทั่วทั้งโลกที่เดินหน้าเพิ่มขึ้นกันอย่างรุนแรงในทุกภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ยุโรป รวมทั้งเอเชีย จากความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจทั่วทั้งโลก อย่างไรก็ตาม เริ่มต้นเดือนกุมภาพันธ์ ดูเหมือนมีสัญญาณบ่งชี้เช่นกันว่า ราคาหุ้นที่ขึ้นมาด้วยการเก็งกำไรนั้น อาจจะมาถึงทางตันเสียแล้ว หลังจากราคาหุ้นในตลาดยุโรปลดลงต่อเนื่องกันมาถึง 4 วันติดต่อกันแล้ว ทั้งๆที่ข้อมูลเศรษฐกิจดีกว่าทุกภูมิภาค ในขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯร่วงลงอย่างหนักตั้งแต่ปลายเดือนมกราคมถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ในขณะนี้

สถานการณ์ตลาดหุ้นทั่วทั้งโลกนับตั้งแต่ปลายเดือนมกราคมถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ในขณะนี้ ดูไม่สดใสดั่งที่นักลงทุนในตลาดหุ้นเคยคาดหวังเอาไว้แล้ว ภายหลังจากตลาดหุ้นยุโรป อ้างอิงโดยดัชนี The Stoxx Europe 600 index อันเป็นดัชนีชี้วัดราคาหุ้นที่สำคัญของทั่วทั้งภูมิภาคยุโรลดลงต่อเนื่องเป็นวันที่สี่ติดต่อกัน ดัชนีลงยืนในระดับที่ต่ำที่สุดในรอบกว่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ผ่านมา

ในขณะที่ดัชนีราคาหุ้นที่ตลาดนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างสดใสมาตลอดทั้งปี 2560 ที่ผ่านมา และยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอย่างแข็งแกร่งในเดือนมกราคมที่ผ่านมา กลับมาหักหัวลงอย่างรุนแรง ในช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา

โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลงรุนแรงที่สุดเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2561 ด้วยการลดลงถึง 362.59 จุด นับเป็นการลดลงที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เมื่อเดือนพฤษภาคม 2560 ซึ่งในเดือนนั้นลดลงแรงถึง 411 จุด ในขณะที่ดัชนี S&P500 ลดลงถึง 1.1% นับเป็นการลดลงภายในวันเดียวที่รุนแรงมากที่สุดนับตั้งแต่เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา หรือในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมาเลยทีเดียว 

และหลังจากนั้น ทิศทางของตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา ก็มีทิศทางของการลดลงเข้าสู่ช่วงขาลงในระยะสั้นอีกครั้ง ทั้งๆที่รายงานข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาในช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมาออกมาดีกว่าที่คาดการณ์แทบจะทั้งหมด

รายงานของ ADP เมื่อวันพุธปลายเดือนมกราคมระบุว่า รายงานยอดการจ้างงานของภาคเอกชน ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 234,000 คน แม้จะลดลงจากยอดการจ้างงานในเดือนธันวาคม ที่มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นระดับ 242,000 คน แต่ยอดดังกล่าว นับว่า ดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่าจะเพิ่มขึ้น 185,000 คน ตามโพลสำรวจนักวิเคราะห์ของรอยเตอร์ รายงานดังกล่าว ยังสะท้อนสัญญาณถึงความแข็งแกร่งของการจ้างงานภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง แม้ว่า ภาคเอกชนกำลังมีปัญหากับการหาแรงงานทำงานยากมากขึ้นก็ตาม

หลังจากนั้น ในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานของสหรัฐอเมริกา รายงานในวันนี้ว่า ยอดผู้เข้ารับรัฐสวัสดิการการว่างงานในสัปดาห์ที่ผ่านมาลดลง 1,000 คน ทำให้มียอดผู้เข้ารับรัฐสวัสดิการทั้งสิ้น 230,000 คน รายงานดังกล่าวนับว่า ผิดการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่คาดการณ์ว่า ยอดผู้เข้ารับรัฐสวัสดิการการว่างงานในสัปดาห์ที่ผ่านมาจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 238,000 คน

รายงานสองข้อมูลดังกล่าว สะท้อนสัญญาณถึงความแข็งแกร่งของผู้ประกอบการธุรกิจในสหรัฐฯที่ยังคงแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา

รวมทั้ง ธนาคารกลางสหรัฐฯสาขาแอตแลนตา ปรับเพิ่มการคาดการณ์เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาในไตรมาสแรกของปี 2561 จะเพิ่มขึ้นถึง 5.4% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา จากที่คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่าจะเพิ่มขึ้น 4.2%

มิหนำซ้ำ ในยุโรป สำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรป รายงาน อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ(GDP) ของกลุ่ม 19 ประเทศที่ใช้สกุลเงินยูโรสกุลเดียว หรือที่เรียกกันว่ากลุ่มประเทศยูโรโซน ปี 2017 เติบโต 2.5% นับเป็นอัตราการเติบโตที่มากที่สุดนับตั้งแต่เมื่อปี 2007 หรือในรอบ 10 ปีเลยทีเดียว

รวมทั้งรัฐบาลเยอรมันได้ปรับเพิ่มการคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของปี 2561 นี้เป็นเติบโต 2.4% จากที่เคยคาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่าจะเติบโตที่ระดับ 1.9% ภายหลังจากเศรษฐกิจของเยอรมันในปีที่ผ่านมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งถึง 2.2%

ดั่งที่เราทราบกันว่า เยอรมันเป็นเขตเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและใหญ่ที่สุดของยูโรโซนและยุโรป ทุกประเทศต่างพึ่งพาเยอรมัน ดังนั้น อัตราการเติบโตที่แข็งแกร่งขึ้นของเยอรมัน ย่อมดึงทั่วทั้งภูมิภาคของยูโรโซนให้แข็งแกร่งขึ้นเช่นเดียวกัน

สำหรับตลาดหุ้นเอเชีย มิต้องกังวล หลังจากราคาหุ้นทั่วทั้งเอเชียขึ้นทำระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์แล้ว ก็เป็นเช่นเดียวกับยุโรป และสหรัฐอเมริกาเช่นกัน แม้ว่าข้อมูลเศรษฐกิจของทั่วทั้งเอเชียจะดีเอามากๆก็ตาม

ถ้าเช่นนั้น เกิดอะไรขึ้นทำไมหุ้นจึงตก ทั้งที่เศรษฐกิจดีเอามากๆเช่นนี้ ก็น่าที่จะทำให้ผลประกอบการของแต่ละบริษัทดีอย่างต่อเนื่องตามเศรษฐกิจไปด้วย

บรรดานักวิเคราะห์ในตลาดต่างหาเหตุผล มาอธิบายภาพด้วยเหตุผลต่างๆกัน แต่พอที่จะสรุปได้โดยรวมแล้วมีสองเหตุผล นั่นก็คือ
หนึ่ง อัตราดอกเบี้ยในตลาดที่แท้จริง (หมายถึงอัตราดอกเบี้ยที่กู้ยืมกันจริงๆในตลาด ไม่ใช่อัตราดอกเบี้ยจากการประกาศของธนาคารกลาง)ต่างพากันปรับตัวเพิ่มขึ้นกันทั่วทั้งโลก ไม่ว่าจะเป็นเอเชีย ยุโรป หรือว่า สหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯอายุ 30 ปีเพิ่มขึ้นแตะระดับถึง 3% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา สะท้อนสัญญาณถึงต้นทุนของธุรกิจทุกธุรกิจที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่อัตราผลตอบแทนพันบัตรอายุ 10 ปีของสหรัฐฯก็พุ่งขึ้นอย่างแรงจากระดับ 2.4% ในปลายปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเป็น 2.79% ในขณะนี้

สะท้อนสัญญาณถึงต้นทุนของผู้ประกอบการธุรกิจที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น กำไรของกิจการต่างๆอาจจะไม่สดใสดั่งที่คาดการณ์ ทำให้ต้องขายหุ้นของกิจการต่างๆกันออกมา

ส่วนอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงในตลาดที่เพิ่มขึ้น ก็สืบเนื่องมาจาก เศรษฐกิจที่แข็งแกร่งดังกล่าว ส่งผลให้เกิดการลงทุนมาก ก็เกิดการแย่งกันขอสินเชื่อ แย่งกันขอเงินกู้จากตลาดต่างๆมากขึ้น อัตราดอกเบี้ยก็ต้องเพิ่มขึ้นเป็นธรรมดา
สอง นักวิเคราะห์ชี้ว่า ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี 2560 ขึ้นทำระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งแล้วครั้งเล่า จนทำให้นักลงทุนเริ่มกังวลว่า ราคานี้แพงเกินไปหรือยัง ดังนั้น ย่อมเป็นธรรมดาที่จะขายทำกำไรลดความเสี่ยงออกมาก่อน

ผมเชื่อในประเด็นหลัง และเชื่อว่า ตลาดหุ้นทั่วทั้งโลกกำลังถึงจังหวะของการปรับฐานแล้วครับ.

Read 142 times

ติดต่อเรา

สนใจร่วมงานกับเรา Aec10news.com  คลิ๊กติดต่อเรา รับซื้อ..รายงาน สกู๊ป บทความ  รายได้สูง !!!

 

© สงวนลิขสิทธิ์ตาม พรบ.พ.ศ 2549 AEC10NEWS.COM