วันศุกร์, 26 มกราคม 2561 19:42

มาตรการกีดกันทางการค้าอาจดับฝันการส่งออก

ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาทั่วทั้งโลกพากันฮือฮา กับข่าวคราวของสหรัฐอเมริกาที่เริ่มออกมาตรการกีดกันทางการค้ากับสินค้าที่นำเข้าสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งแรก

ส่งผลให้พากันเป็นที่ตะหนกกันว่า นับแต่นี้ การเปิดศึกสงครามทางการค้าก็จะเริ่มรุนแรงมากยิ่งขึ้น เนื่องจากแต่ละประเทศต่างก็มีเป้าหมายเพื่อที่จะช่วยภาคอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการในประเทศของตัวเองเป็นสำคัญ นี่คือ อุปสรรคของการส่งออกของไทยและทั่วโลกที่จะเกิดขึ้นในปีนี้

วันที่ 22 มกราคม 2561 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้แถลงถึงการเซ็นอนุมัติมาตรการ safeguard เก็บภาษีการนำเข้าเครื่องซักผ้าและแผงโซล่าร์เพิ่มเติม เพื่อปกป้องผู้ผลิตและผู้ประกอบการในสหรัฐอเมริกา ภายหลังจากที่คณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศสหรัฐฯ (USITC) ยื่นข้อเสนอเยียวยาการค้าที่ไม่เป็นธรรม (unfair trade practices) ตามมาตรา 201 กฎหมายการค้าสหรัฐฯ  โดยมาตรการนี้จะมีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 3-4 ปี

ในเนื้อหาของการเพิ่มภาษีดังกล่าว สำหรับเครื่องซักผ้า การคิดภาษีจะแบ่งเป็น 2 ส่วน โดยเครื่องซักผ้าจำนวน 1.2 ล้านเครื่องแรกที่มีการนำเข้าจะคิดภาษี 20%  แต่ในส่วนที่เกินจากนี้ จะเก็บภาษีเพิ่มเป็น 50%สำหรับแผงโซล่าร์จะเริ่มเก็บภาษีนำเข้า 30% หากมีการนำเข้าเกิน 2.5 กิกะวัตต์ อย่างไรก็ตาม อัตราภาษีในปีถัดไปของสินค้าทั้ง 2 ชนิดจะลดลงปีละ 2-5%

ภายหลังประกาศการจัดเก็บภาษีเพิ่มในมาตรการดังกล่าว ประกาศออกไป หุ้นในประเทศยุโรปพากันลดลงราว 0.5% นำโดยหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมการส่งออกเป็นสำคัญ มิหนำซ้ำ ในวันต่อมายังลดลงต่อเนื่องในระดับดังกล่าวเป็นวันที่สอง หุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมการส่งออกในดัชนี DAX ของเยอรมันลดลงราว 1% ต่อเนื่องสองวันติดต่อกัน

การลดลงดังกล่าวไม่เพียงนำโดยหุ้นในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการส่งออกที่ประกาศออกมาในวันดังกล่าวเท่านั้น หากแต่เป็นการลดลงกันทั้งกลุ่มส่งออก เนื่องจากตลาดคาดว่า นี่เป็นมาตรการกีดกันทางการค้ามาตรการแรกของสหรัฐฯที่เริ่มเปิดตัวเท่านั้น เชื่อว่า มาตรการกีดกันทางการค้าเพื่อช่วยภาคอุตสาหกรรมในประเทศจะออกมาเรื่อยๆไปยังสินค้าชนิดอื่นๆต่อไปตลอดทั้งปีนี้ ตามนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ประกาศเอาไว้ตั้งแต่ตอนหาเสียง ราคาหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมการส่งออกจึงลดลงทั้งหมด

แม้กระทั่งหุ้นในกลุ่มผู้ประกอบการในสหรัฐอเมริกาก็ปรับตัวลดลงตามไปด้วย รายงานของรอยเตอร์ระบุว่า  นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้อนุมัติแผนการจัดเก็บภาษีเพิ่มกับสินค้านำเข้าประเภทเครื่องซักผ้าและโซลาเซล ส่งผลให้นักลงทุนเป็นกังวลว่า จะได้รับการตอบโต้ทางการค้าอย่างรุนแรงจากทั้งจีน เกาหลีใต้ รวมทั้งยุโรป ส่งผลให้หุ้นในกลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งได้ประโยชน์จากการไปลงทุนและการส่งสินค้าไปขายประเทศเหล่านี้มากที่สุด ต่างพากันลดลงไปปิดในแดนลบเมื่อวันพฤหัสบดีและวันพุธที่ผ่านมา

ประกอบกับนาย Wilbur Ross รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐอเมริกา ได้พูดเป็นนัยในการพูดที่งานเวิลด์ อิโคโนมิคส์ ฟอรัม ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองดาวอสว่า กำลังออกมาตรการในทางปฏิบัติเพื่อปกป้องสงครามทางการค้ากับจีน และขณะนี้กำลังตรวจสอบกรณีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของจีนอีกด้วย

ยิ่งส่งผลให้นักลงทุนเป็นกังวลว่า สงครามการกีดกันทางการค้าของทั่วทั้งโลกกำลังจะเริ่มต้นอีกรอบ

มาตรการรอบแรกในปีนี้ สำหรับเครื่องซักผ้าและโซลาเซลดังกล่าว ได้รับการคาดการณ์จากนักวิเคราะห์ว่า จะทำให้สินค้าส่งออกของไทยได้รับผลกระทบโดยตรง โดยยอดการส่งออกจะลดลง

อีไอซี ธนาคารไทยพาณิชย์ มองว่าการเติบโตของการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าไทยจะลดลงประมาณ 1% เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นตลาดหลักของการส่งออกสินค้าทั้ง 2 ชนิด โดยผลของมาตรการดังกล่าวจะทำให้มูลค่าการส่งออกเครื่องซักผ้าและแผงโซล่าร์ลดลงราว 350 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และราว 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามลำดับ ทั้งนี้ คาดว่ามูลค่าการส่งออกเครื่องซักผ้าจะอยู่ที่ราว 1.15 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และแผงโซล่าร์จะอยู่ที่ราว 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2561 นี้

นี่เป็นเพียงมาตรการแรกในสองสินค้าเท่านั้นนะครับ ดั่งที่กล่าวตั้งแต่ตอนแรกว่า ภาคธุรกิจทั้งในสหรัฐอเมริกาและยุโรปต่างพากันเชื่อว่า ตลอดทั้งปี 2561 นี้ จะมีมาตรการเหล่านี้ของสหรัฐอเมริกาออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นไปตามนโยบายที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกากล่าวเอาไว้ก่อนหน้านี้

และผมก็อยากจะบอกกับท่านผู้อ่านว่า ต่อไปนี้ เราก็จะได้เห็นมาตรการตอบโต้ของประเทศต่างๆต่อสหรัฐอเมริกา และประเทศต่างก็คงจะออกมามาตรการทางด้านภาษีกีดกันสินค้านำเข้าเช่นกัน สิ่งเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่กระทบต่อภาคการส่งออกของไทยทั้งสิ้น

ที่เห็นชัดเจนและแน่นอนแล้วในขณะนี้ นั่นก็คือ เวียตนาม

ล่าสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เวียตนามได้ออกมาตรการควบคุมการนำเข้ารถยนต์ เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ภายในประเทศ โดยเวียตนามได้การออกกฎหมายมาตราที่ 116 / 2017 / ND-CP ซึ่งมีเนื้อหาส่วนหนึ่งเกี่ยวกับการออกเอกสารรับรองรถยนต์นำเข้าจากประเทศผู้ส่งออก และการตรวจสอบคุณภาพรถยนต์ใหม่ที่นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศเวียดนามที่ประกาศออกมาเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2560 และบังคับใช้จริงตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 โดยบังคับให้ผู้นำเข้าต้องเป็นตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับการแต่งตั้งจากบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ การนำเข้ารถยนต์ทุกล็อตต้องมีการสุ่มตรวจคุณภาพรถยนต์ก่อนที่จะนำมาวางจำหน่ายในประเทศได้ รถยนต์จะต้องมีการรับประกันตามระยะเวลาที่กำหนด และผู้นำเข้าจะต้องมีศูนย์ซ่อมที่มีมาตรฐานเป็นของตนเองหรือมีการทำสัญญากับศูนย์ซ่อมที่ได้มาตรฐานอื่นๆ นอกจากนี้ผู้นำเข้ายังต้องได้เอกสารรับรองต่างๆทั้งจากประเทศผู้ผลิตและส่งออกรถยนต์เข้ามายังเวียดนาม และจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องของเวียดนาม ซึ่งข้อบังคับต่างๆเหล่านี้ส่งผลทำให้การนำเข้ารถยนต์ของเวียดนามมีความยุ่งยากมากขึ้นในด้านเอกสาร ต้องเสียเวลานานขึ้นในการตรวจสอบคุณภาพก่อนวางจำหน่าย รวมถึงยังต้องมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการตรวจคุณภาพและการออกเอกสารกำกับต่างๆอีกด้วย

การออกกฎหมายดังกล่าวคาดว่าจะส่งผลโดยตรงต่อการส่งออกรถยนต์ของไทยไปยังเวียดนาม โดยในเบื้องต้นพบว่ามีบางค่ายรถยนต์ดำเนินการหยุดการผลิตรถยนต์ล็อตที่มีแผนจะส่งออกไปยังเวียดนามเรียบร้อยแล้ว เพื่อรอความชัดเจนที่มากขึ้นจากทางการเวียดนาม โดย ณ ปัจจุบัน ค่ายรถที่ส่งออกไปยังเวียดนามกำลังพยายามเจรจาเพื่อให้มีการผ่อนปรน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าประเด็นดังกล่าวนี้อาจส่งผลให้การส่งออกรถยนต์ไปยังเวียดนามได้รับผลกระทบโดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่ 1 โดยอาจหดตัวลงอย่างรุนแรงจากที่ส่งออกไปกว่า 10,000 คัน ในไตรมาส 1 ปี 2560 โดยเป็นผลจากการระงับแผนการส่งออกรถยนต์ของบางค่ายดังกล่าวเบื้องต้น

เราต้องเตรียมตัวรับกับสถานการณ์ภาคการส่งออกที่อาจไม่เติบโตได้ดั่งที่คาดการณ์ในปีนี้นะครับ !

Read 71 times

ติดต่อเรา

สนใจร่วมงานกับเรา Aec10news.com  คลิ๊กติดต่อเรา รับซื้อ..รายงาน สกู๊ป บทความ  รายได้สูง !!!

 

© สงวนลิขสิทธิ์ตาม พรบ.พ.ศ 2549 AEC10NEWS.COM