วันอาทิตย์, 11 กุมภาพันธ์ 2561 09:57

เหตุแห่งการพังทลายของตลาดทุนทั่วโลก

ตลาดหุ้นทั่วทั้งโลกต่างถูกเทขายออกมาอย่างหนัก ส่งผลให้ทุกตลาดที่สำคัญของโลกลดลงแรงมากที่สุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤติการณ์เศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา

การลดลงดังกล่าว สวนทางกับการเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งและรวดเร็วเป็นอย่างยิ่งในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดคำถามกันอย่างหนาหูว่า เกิดอะไรขึ้นกับตลาดทุนทั่วทั้งโลก

ถ้าท่านผู้อ่านได้ติดตามคอลัมน์นี้มาตั้งแต่เมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านี้ คงจะจำได้ว่า ผมจับเอาภาพของตลาดหุ้นทั่วทั้งโลกที่พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องอยู่ดีๆ ก็หยุดเอาดื้อๆ ทั้งที่ข้อมูลเศรษฐกิจทุกภาคส่วนสำคัญของโลกก็ยังคงสะท้อนสัญญาณของการเติบโตที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง จนผมกล่าวเอาไว้ในที่นี้ เป็นข้อสังเกตว่า ดูเหมือนตลาดหุ้นของโลกจะมาถึงทางตัน

แน่นอนที่สุด หากตลาดหุ้นขึ้นต่อไม่ได้ หนทางที่เหลือก็จะเป็นการลดลง !

มาถึงในสัปดาห์นี้ เหตุการณ์ที่หวั่นๆ อยู่ก็กลับมาให้เห็นเป็นจริง เป็นจัง

เริ่มต้นจากตลาดหุ้นนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นตลาดอ้างอิงของทั่วทั้งโลกที่ลดลงอย่างรุนแรงตั้งแต่วันเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยในวันศุกร์ของสัปดาห์ก่อนหน้านี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ถูกขายออกอย่างหนัก ทำให้ดัชนีราคาหุ้นสำคัญของสหรัฐอเมริกา ลดลงแรงมากที่สุดในรอบ 2 ปี โดยดาวโจนส์ลดลงถึง 666 จุด ดัชนี S&P 500 ลดลงถึง 2.1% อันนับเป็นการลดลงที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เมื่อเดือนกันยายน 2016 หรือในรอบกว่า 1 ปีครึ่ง ดัชนี แนสแดกอันเป็นดัชนีชี้วัดราคาหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยี่ก็ลดลงถึง 1.96% นับเป็นการลดลงในวันเดียวที่รุนแรงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2016 หลังจากนั้นเปิดตลาดขึ้นมาในเช้าวันจันทร์ ตลาดหุ้นทั่วโลกก็ลดลงแบบถล่มทลายกันทั่วทั้งโลกจนน่าตกใจ รวมทั้งตลาดหุ้นไทยที่จู่ก็ได้เห็นการลดลงถึง 50 จุด ซื่งไม่เห็นมานาน

สถานการณ์เช่นนี้ ดำเนินมาตลอดทั้ง 1 สัปดาห์

ส่งผลให้ดัชนีดาวโจนส์ ลดลงถึงกว่า 10% เมื่อเปรียบเทียบกับระดับที่ขึ้นไปทำระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อวันที่ 26 มกราคม และนับว่าหยุดภาวะกระทิงบูมมากที่สุดในรอบกว่า 9 ปี อย่างสิ้นเชิง

ในขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดตลาดด้วยการลงมายืนอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าถึง 9% เมื่อเปรียบเทียบกับระดับเคยพุ่งขึ้นไปแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อสองสัปดาห์ก่อนหน้า

และสัปดาห์นี้เพียงสัปดาห์เดียว ดัชนี S&P500 ลดลงถึง 5.2% อันนับเป็นสัปดาห์ที่ลดลงแรงมากที่สุดเมื่อคิดเป็นเปอร์เซนเทจนับตั้งแต่เมื่อเดือนมกราคม 2559 เป็นต้นมา

การลดลงอย่างรุนแรงจนทำสถิติดังกล่าว ไม่เพียงเกิดขึ้นในตลาดสหรัฐฯ เท่านั้น หากแต่เกิดขึ้นทั่วทั่งโลกในทุกภูมิภาคสำคัญรวมทั้งประเทศไทยเราด้วย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรป ที่นับเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่ทั่วโลกต่างใช้เป็นตลาดอ้างอิงมากที่สุดรองจากนิวยอร์ก ก็ลดลงแรงไม่แตกต่างกัน โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนี FTSE100 ที่ตลาดลอนดอน อังกฤษ ในสัปดาห์นี้ลดลงถึง 4.2% ในขณะที่ดัชนี CAC40 ที่ปารีส ฝรั่งเศส ลดลงถึง 5.5% และดัชนี DAX เยอรมันลดลงถึง 5.3%

สาเหตุสำคัญ ผมมองว่า จากปัจจัยหลัก 2 ประการ นั่นก็คือ

หนึ่ง ราคาหุ้นในสหรัฐอเมริกาและทั่วทั้งโลกเพิ่มขึ้นมามาก จะเห็นได้ว่า ราคาหุ้นในทุกภูมิภาคต่างเพิ่มขึ้นทำระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์กันทั้งหมดทุกภูมิภาค แม้กระทั่งตลาดหุ้นไทยเราเอง แม้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจยังต่ำกว่าประเทศในภูมิภาคเดียวกันเป็นอันมาก ดัชนีราคาหลักทรัพย์ของไทยก็ยังขึ้นไปทำระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์กับเขาด้วยเช่นเดียวกัน

สอง จะเห็นได้ว่า การเริ่มลดลงแรงของตลาดหุ้นทั่วโลกมาจากการลดลงอย่างหนักในตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาก่อนเป็นตลาดแรก หลังจากสหรัฐอเมริการรายงานยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรมออกมาดีกว่าที่คาดการณ์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา รวมทั้งค่าจ้างงานก็เพิ่มขึ้นดีกว่าที่คาดการณ์ ทำให้ตลาดกังวลกับภาวะเงินเฟ้อที่จะพุ่งขึ้นและกังวลต่อการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่อาจจะมากกว่าที่ตลาดเคยคาดการณ์กันเอาไว้ก่อนหน้านี้

นอกจากนั้น เมื่อวันพฤหัสบดีวันก่อนหน้านั้น คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษประกาศคงอัตราดอกเบี้ย แต่ประกาศในแถลงข่าวว่า จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้

รวมทั้งความกังวลต่อการกลับมาใช้มาตรการทางการเงิน ด้วยการลดปริมาณการซื้อพันธบัตรตามมาตรการ QE ของธนาคารกลางแห่งสหภาพยุโรป (ECB) ในปีนี้ อาจส่งผลให้สภาพคล่องในระบบลดลง ซึ่งจะส่งผลกระทบกับราคาหุ้น โดยนับตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา ราคาหุ้นทั่วทั้งยุโรปลดลงไปแล้ว 5.3%

เราจึงได้เห็นภาพของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ดีดกลับมาแข็งค่าขึ้นอย่างรุนแรงก่อนเพื่อน และหลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของทั้งสหรัฐฯ ก็พุ่งขึ้นนำตลาดทั่วโลก และเป็นการเพิ่มขึ้นที่รุนแรงเป็นอย่างยิ่ง โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี พุ่งทะลุระดับ 3.0% ตั้งแต่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

การเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรดังกล่าว สะท้อนสัญญาณถึงการเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในตลาดที่เพิ่มขึ้นชัดเจน

มาถึงตรงนี้ ผมจึงอยากสรุปกับท่านผู้อ่านว่า ตลาดกลับมามีความมั่นใจว่า อัตราดอกเบี้ยในตลาดจะเพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯอาจจะเพิ่มขึ้นมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ก่อนหน้านี้ ยิ่งทั้ง ECB และธนาคารกลางอังกฤษที่เตรียมขึ้นดอกเบี้ยและลดมาตรการ QE เหล่านี้ คือสัญญาณที่บ่งบอกถึงการทำธุรกิจของทุกผู้ประกอบการผลิตต้องมีทุนที่เพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งสภาพคล่องในตลาดจะลดลงด้วย การที่สภาพคล่องในตลาดลดลง กระทบต่อปริมาณการซื้อขายหุ้นและส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นแน่นอนครับ.

Read 3534 times

ติดต่อเรา

สนใจร่วมงานกับเรา Aec10news.com  คลิ๊กติดต่อเรา รับซื้อ..รายงาน สกู๊ป บทความ  รายได้สูง !!!

 

© สงวนลิขสิทธิ์ตาม พรบ.พ.ศ 2549 AEC10NEWS.COM