วันพฤหัสบดี, 19 ตุลาคม 2560 10:39

หมูมหามิตร

ไม่เข็ดกันสักที ในการเอาเงื่อนไขเปิดตลาดสินค้าเกษตรของไทย  ไปประเคนให้กับชาติมหาอำนาจ ซึ่งส่วนใหญ่คือ สหรัฐอเมริกา

ผลสรุปที่ได้คือ ทำลายวงจรอุตสาหกรรมเกษตร ทำลายความมั่นคงด้านอาหาร โดยที่ผู้บริโภคไม่ได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้น

เรื่องนี้ประทุ เป็นเรื่องขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อ นายกรัฐมนตรี บินไปจับมือ กับประธานาธิบดี โดนัลท์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ซึ่งได้ยื่นข้อเสนออีกครั้งให้ทางฝ่ายไทย ยอมเปิดตลาดเนื้อสุกร และชิ้นส่วนจากสหรัฐฯ ซึ่งก็คือ หัว ขา และเครื่องใน

หมูของมหามิตร ไม่ใช่เนื้อหมูธรรมดา แต่มีสารเร่งเนื้อแดง ซึ่งประเทศไทยสั่งห้ามตั้งแต่ปี 2542 และห้ามเด็ดขาดในปี 2546 เช่นเดียวกับในกว่า 150 ประเทศทั่วโลก ก็แบนเนื้อหมูที่มีสารเร่งเนื้อแดงด้วย

ยกเว้นในสหรัฐฯ ที่อนุญาตให้มีการใช้สารเร่งเนื้อแดงได้ทำให้หมูโตเร็วซากดีต้นทุนต่ำ แต่วัฒนธรรมการบริโภคของตะวันตก เวลากินหมู กินแต่เนื้อ ไม่กินหัว ขา เครื่องใน ราคาจึงถูก เอาไปทำเป็นสัตว์ เช่นอาหารสุนัข  

เนื้อหมูไทย นอกจากถูกสุขลักษณะแล้ว ประสิทธิภาพถือว่าดีที่สุดในเอเชีย คือ สถิติแม่หมู ตกลูกปีละ 26-27 ตัว ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับสหรัฐฯ

หมัดต่อหมัดนะสู้ได้ ไม่กลัวเลย  แต่มาแพ้ที่ต้นทุน

ที่ต้นทุนทางอเมริกาต่ำกว่าใครในโลกนี้ เพราะมีเทคโนโลยีการเกษตรสูง มีพื้นที่ปลูกอย่างมากมาย มีข้อผ่อนปรนเรื่องสารเคมีมากกว่าประเทศไทย  แถมข้าวสาลี ข้าวโพด กากถั่วเหลืองและพืชเลี้ยงสัตว์อื่นๆล้วนตัดต่อพันธุกรรม(จีเอ็มโอ) มีราคาถูกมาก

ต้นทุนการผลิตสุกรขุน 1 กิโลกรัม ในสหรัฐฯ อยู่ที่ประมาณ 31 บาท ขายได้ประมาณ 39 บาท ต้นทุนของไทยอยู่ที่ 52-55 บาท ขายได้ปัจจุบัน 50 บาท ก็ยังขาดทุน)  แถมหัว ขา เครื่องใน คือ ของเหลือที่ระบายออกมา ราคายิ่งไม่ต้องพูดถึง

สหรัฐฯ ยังมีกฎหมายฟาร์มบิลล์ ที่อุดหนุนภาคเกษตรมาอีกชั้นหนึ่ง

ต่างกับของไทย ราวฟ้ากับดิน เวลาราคาหมูตก ภาครัฐฯ ไม่เคยสนใจ แต่เวลาหมูพลิกราคาขาขึ้น จะโดนคุมราคาโดยกระทรวงพาณิชย์

พูดง่ายๆ คือเจ๊งได้ แต่ห้ามรวย

เป็นที่มาของคำว่า “เจ๊งสองปี ดีสามหน” หมายถึงวัฎจักรของคนเลี้ยงหมู

คือพอราคาตก ผู้เลี้ยงก็เลิกเลี้ยง จนเหลือน้อยราย ราคาจึงดีขึ้นเรื่อยๆ รวมสามปีก่อนจะโดนควบคุมราคาไปต่อไม่ได้ ขณะนั้นการเลี้ยงก็เพิ่มขึ้น มากขึ้นราคาปรับตัวลงเจ๊งสองปี เป็นวัฏจักรวนเวียนแบบนี้

ความวิตกเรื่องทรัมป์ ขายหมูไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะชาวหมู หรือเกษตรกรเลี้ยงหมูจำนวน 2 แสนครอบครัวทั่วประเทศเท่านั้น แต่ต่อเนื่องถึงภาคธุรกิจ และภาคเกษตรเกี่ยวเนื่องด้วย

หมูกินรำข้าวเป็นอาหาร ดังนั้นหากการเลี้ยงหมูลำบาก ผลกระทบจะมาถึงราคาข้าวด้วย รวมทั้งราคาข้าวโพดที่เป็นอาหารสัตว์ และยังลามไปถึงยา ปุ่ย เกี่ยวเนื่องเป็นลูกโซ่ไปหมด

กลุ่มที่ต่อต้านคัดค้าน จึงมีตั้งแต่กลุ่มเกษตรกรเลี้ยงสุกร กลุ่มอาหารสัตว์ ไปจนถึงบริษัทอุตสากรรมเกษตรหลักๆของไทยทั้งหมด

ส่วนในภาครัฐเอง หน่วยงานที่ตั้งป้อมคัดค้านนอกจากจะมี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แล้ว ก็ยังมีบุคลากรทางการแพทย์ ที่ต่อต้านในเรื่องนี้ด้วย

ส่วนกระทรวงที่ถูกจับตามองด้วยความหวาดระแวง คือ กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการเจรจาต่อรอง กับสหรัฐฯ ซึ่งในการเดินทางไปสหรัฐฯ พร้อมกับนายกรัฐมนตรี ก็ไม่นำตัวแทนของกรมปศุสัตว์(กระทรวงเกษตร)ร่วมคณะไปด้วย

ก่อนหน้านี้ หลายปีก่อนกระทรวงพาณิชย์ ก็เคยสร้างวีรกรรม กรณียอมเปิดตลาดเนื้อวัวจากต่างประเทศ ซึ่งกระทบเกษตรกรผู้เลี้ยงวัวเนื้อในไทยโดยตรง

วิธีการให้เกษตรกรยอมรับขณะนั้นคือ การเสนอตั้งกองทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ให้กิจการโคเนื้อไทย ปรากฎว่าพอตั้งขึ้นมาจริงเกิดข้อกำหนดเรื่องกฎระเบียบมากมายที่ทำให้เกษตรกรตัวจริงไม่สามารถใช้ประโยชน์จากกองทุนนี้ได้เลย

อาทิ โรงเชือด ที่ได้มาตรฐาน GMP( Good Manufacturing Practice :GMP) ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิตอาหารที่จัดทำขึ้นโดยหน่วยงานมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ ทั้งประเทศไทยมี 2 แห่ง

เกษตรกรอยากให้มีการสร้างโรงเชือดเพิ่ม แต่กองทุนนี้ ไม่สามารถให้การสนับสนุนได้ ไล่ให้ไปของบองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.)ซะงั้น ส่วนเงินกองทุนเองาส่วนใหญ่ไหลไปทางศึกษาวิจัย

รอบนี้เกษตรกรเลย ไม่อยากหลงกลอีก

บทความ โดย จุมพฎ สายหยุด

Read 3716 times

ติดต่อเรา

สนใจร่วมงานกับเรา Aec10news.com  คลิ๊กติดต่อเรา รับซื้อ..รายงาน สกู๊ป บทความ  รายได้สูง !!!

 

© สงวนลิขสิทธิ์ตาม พรบ.พ.ศ 2549 AEC10NEWS.COM